สวดมนต์แล้วได้อะไร (What do we gain from chanting?)


ท่านสังเกตไหมว่าทุกศาสนามีวิธีสวดมนต์ หรือพิธีกรรมอย่างไรอย่างหนึ่งที่ใช้เป็นสื่อกลางระหว่างเรากับศาสดา และสำหรับชาวพุทธนั้นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการรับศีลและการสวดมนต์ 

ตอนที่ผมเป็นเด็กเห็นว่าการสวดมนต์เป็นการเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้กับตนเอง เพราะการสวดในศาสนาพุทธนั้นใช้ภาษาบาลี ดูขลังดี แม้ว่าทุกวันนี้จะมีการสวดแบบแปลความด้วยก็ตาม 

สำหรับการรับศีลนั้นตอนเป็นเด็กผมเข้าใจว่าเป็นการสั่งสมบุญ เพราะทุกครั้งที่จะมีพิธีกรรมทางศาสนาพุทธจะเริ่มต้นจากการรับศีล พอโตขึ้นก็เข้าใจว่าการรับศีลนั้นเป็นการทบทวนการรักษาศีล โดยเฉพาะคนที่ศีลขาดจะได้มีศีลใหม่และพยายามปฏิบัติดีประบัติชอบต่อไป 

แล้วสวดมนต์ละ ทำไมต้องนั่งฟังพระสวดมนต์ และเวลาทำบุญไม่ว่าบุญเกิด บุญตาย หรือบุญทั่วไปต้องมีพระไปเจริญพุทธมนต์ ก็อีกแหละตอนเป็นเด็กเข้าใจว่าเป็นการทำบุญแบบหนึ่ง คือการฟังบทสวดมนต์แล้วได้บุญ เป็นการสั่งสมบุญเช่นเดียวกันกับการรับศีล รวมทั้งการสวดมนต์บุญตายด้วย แต่พอโตขึ้นก็เข้าใจเพิ่มขึ้นว่านอกจากเป็นการทำบุญให้กับผู้วายชนม์ และเป็นมรณสติให้กับผู้ยังมีชีวิตอยู่ด้วย ดังนั้นเวลาผมไปร่วมฟังสวดมนต์งานศพ ผมจะตั้งใจฟังแม้จะไม่เข้าใจว่าพระท่านสวดว่าอะไร ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอกว่าท่านสวดว่าอย่างไร แต่การฟังสวดอย่างตั้งใจนั้นเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่งเช่นกัน และจริงๆ ตามที่ผมเข้าใจนั้น ‘สมาธิคือวิถีบุญ’ เป็นการทำให้จิตนิ่งซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มพลังจิตวิญญาณของเรา หรือของคนหรือสิ่งที่เราแผ่เมตตาให้ ด้วยเหตุที่จิตวิญญาณ (ตามความเข้าใจของผม) คือ ‘พลังงานมีชีวิต’ ซึ่งพัฒนาหรือสั่งสมเพิ่มได้ด้วยสมาธิของเจ้าตัว (นี่คือสิ่งที่พระปฏิบัติทั้งหลายบำเพ็ญเพียรอยู่ครับ)  หรือมีผู้แผ่เมตตาให้ ดังนั้นหลังทำบุญจึงมีการแผ่เมตตาด้วยนั่นเอง 

และจิตวิญญาณ หรือ พลังงานมีชีวิตนี้เองซึ่งเป็นสิ่งเดียว(ของคนเรา หรือสิ่งมีชีวิตอื่น)ที่ึคงอยู่แม้อย่างอื่น(กาย)จะเปลี่ยนไป(ตาย)แล้ว รวมทั้งการเวียนว่ายตายเกิดด้วย กล่าวคือ สิ่งที่เวียนว่ายตายเกิดคือ ‘พลังงานมีชีวิต’ นี่เอง ไม่ใช่ร่างกาย หรือตัวตน แต่เป็นพลังงานมีชีวิต เพราะกฎวิทยาศาสตร์บอกว่า ‘พลังงานไม่มีวันสูญหาย นอกจากเปลี่ยนสถานะเท่านั้น’

หลังจากบทเรียนชีวิตเดินทางมาถึงจุดนี้ แม่บ้านและผมจึงมี ‘กิจกรรมสวดมนต์ให้กับตนเอง และแผ่เมตตาให้กับสรรพสิ่ง' ซึ่งริเริ่มโดยแม่บ้านของผมครับ โดยวลีเด็ดของแม่บ้านของผมที่ว่า

            ‘เรามาสวดมนต์ให้กับตนเองเถอะ ไม่ต้องรอให้พระมาสวดให้ตอนที่เราตายแล้ว’ ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ยินไหม 

นี่คือคำตอบของเรา (แม่บ้านกับผม) ว่าสวดมนต์แล้วได้อะไรครับ 

สมาน อัศวภูมิ

24  มกราคม 2566 

Blogg Translation for world-wide sharings (by Saman Asawapoom)

As you might have noticed that every religion has some kinds of chanting (praying) or rituals  as a medium connecting to religious founders or prophets or Gods in general. Two of common practices of Buddishm rituals are 'Recieving 5 Precepts before any relgious cermonies and Merit Chantins.

When I was a child I thought of Merit Chantings as accumulating Holiness to oneself because chantings were said in Bali, which looked holy by itself although nowadays, tranlations have been done in many temples. 

For requesting and recieving the Five Precepts, as a child, I thought of accumulating Merits because this ritual was the first thing to be performed before other procedures could be followed. However, beging grown up, the ritual is meant for ‘Sila or Conon Revision’ and Refilled for those who violated previous recieving the Five Precepts before trying to conform the conon. 

And what is the goodness of chantings and why do we (Buddism followers) have to sit still and listen to chanting (although they might not understand a word) in all types of merit ceremonies: Birth, Death, and general Merit makings.  Again, when I was a child, I thought of them as some kinds of Merit makings and Merit accumulation like recieving the Five Precepts, no excepts including the Deaths. However, when I was grown up, Death cermony chanting is a kind of making Merits for the Deaths and reminding for the Livings.  So, whenever I  attained Death chantings, I would mindfully listen to the chanting although I might not understand the verions. In fact I do not have to understand them because the chantings are means for meditation.  To my best knowledge, I believe that meditation is the best way to accumulate ‘Merits’, meaning to add values to our sprits and share loving kindness to others (in including thre deaths).  Spirit, in my concept, is  ‘living energy’, which embeds in all living entities, including human beings.  This living energy is the only thing that lasts after our body ceases to function or declays.  This is the real concept of ‘reincarnation’, as the living energy embeds in a new fertilized-living unit.  The reincarnation is not our physical body, but spirit or living energy.  This is exactly what happens according to the scientific rule, stating that ‘energy will last forever, but only the form is changed’. 

Upon the solution above, my wife and I have started the new activity called ‘Chanting for Ourselves While We are Alive and Sharing the merits to all living thinds.' In fact, the inititator was my wife who declared that:

         ‘Chantings for ourselves rather than waiting for the Monks to do the chanting for us after we have already been dead’. Then, we never knows whether we will hear the chanting. 

         This is the answer to what is the chanting for?

Saman Asawapoom

24 January 2023

 

หมายเลขบันทึก: 711395เขียนเมื่อ 24 มกราคม 2023 07:23 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 มกราคม 2023 13:03 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

We need a world reaching blogger like you. So we can reveal some myths about Thailand and Thais. ;-)

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี