ข้อเขียนตอนนี้ ผุดขึ้นจากการอ่านเอกสารรายงานโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรสถาบันพระบรมราชชนกด้านบรรณาธิการวารสาร การเขียนผลงานเชิงวิชาการ และการตีพิมพ์ (Publication) สู่สาธารณะจากสถานศึกษาต่างประเทศ ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๕ กันยายน ๒๕๖๕  ณ ราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร    ที่ท่านอธิการบดีเป็นหัวหน้าคณะไปร่วมการประชุม     โดยมีกรรมการสภา  ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานเดินทางไปร่วมประชุมรวม ๙ ท่าน 

สะท้อนความเอาจริงเอาจังเรื่องการจัดทำวารสารวิชาการระดับนานาชาติของผู้บริหารสถาบัน    และผมชื่นชมมากที่ในเอกสารรายงานระบุว่า “ข้อสรุปจากการทำ AAR (After Action Review) ของทีมบรรณาธิการผู้เข้ารับการอบรม มีมติพิจารณายกระดับวารสาร The International Journal of Public Health and Health Sciences (IJPHS) ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูลวารสารระดับชาติ (Thai Journal Citation Index: TCI) กลุ่มที่ ๒ ให้เข้าสู่ฐานข้อมูลระดับนานาชาติ SCOPUS ภายในระยะเวลา ๒ – ๔ ปี” 

ผมจึงขอร่วมเชียร์ในฐานะอดีตบรรณาธิการวารสารวิชาการสองฉบับ ที่ได้รับการยอมรับในสมัยนั้นว่า มีคุณภาพสูง   และยังดำรงระดับคุณภาพมาจนปัจจุบัน   

ผมคิดว่า ปัจจัยถ่วงคุณภาพของวารสารวิชาการไทยคือ ทำเพื่อเป็นช่องทางช่วยเหลืออาจารย์และนักศึกษาของสถาบันให้มีช่องทางพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการของตน    เพื่อให้มีผลงานตีพิมพ์ตามเกณฑ์ความก้าวหน้า หรือเกณฑ์เรียนจบหลักสูตร    แนวคิดเช่นนี้ จะทำให้ระบบการพิจารณาตรวจสอบต้นฉบับย่อหย่อน   เพื่อช่วยเหลือกัน   

แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ    ทำให้มีการจัดทำวารสารแบบตั้งรับ    รอให้มีผู้ส่งต้นฉบับมาขอลงพิมพ์   ไม่คิดทำวารสารแบบรุกเข้าไปหาผู้มีผลงานวิชาการ   หรือดำเนินการเชิงรุกเพื่อสร้างผลงานวิชาการที่จะเสนอมาขอตีพิมพ์     แนวทางเชิงรุกนี้ผมคิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ สมัยเป็นบรรณาธิการวารสารสงขลานครินทร์ (ชื่อในปัจจุบันคือ Songklanakarin Journal of Science and Technology)    แต่ไม่มีทรัพยากร และไม่มีกำลัง    ต่อมาสมัยเป็นผู้อำนวยการ สกว.  ผมสนับสนุนทุนทำวารสารด้านการศึกษาแก่ ศ. ดร. สมหวัง พิธิยานุวัฒน์    โดยมีทุนให้จัดประชุมวิชาการนำเสนอผลงานวิจัย และมีผู้ทรงคุณวุฒิช่วยให้คำแนะนำในการปรับปรุงต้นฉบับ    ช่วยให้วารสารได้รับต้นฉบับผลงานวิจัยจำนวนมาก    หาก สบช. จะใช้ยุทธศาสตร์นี้ในสมัยนี้ ก็น่าจะมีส่วนช่วยนักวิจัยให้มีเวทีนำเสนอ เพื่อขอคำแนะนำปรับปรุงต้นฉบับ 

จะดียิ่งกว่า หากรุกไปที่ต้นทางยิ่งกว่านั้น คือที่กระบวนการตั้งโจทย์วิจัย   ซึ่งหมายความว่ารองอธิการบดีฝ่ายวิจัยเป็นเจ้าของเรื่อง    และแต่ละคณะก็มีรองคณบดีฝ่ายวิจัยทำหน้าที่จัดกระบวนการตั้งโจทย์วิจัย   เพื่อให้มีการวิจัยเป็นทีมในโจทย์สำคัญที่เป็นความต้องการของการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิในพื้นที่ที่แต่ละวิทยาลัยตั้งอยู่    เหมือนกับที่ ศ. ดร. บุญทิพย์ สิริธรังศรี กรรมการสภาสถาบัน สบช. แนะนำในการประชุมสภาเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๕             

วิจารณ์ พานิช

๑๙ ต.ค. ๖๕   ปรับปรุง ๒๓ ต.ค. ๖๕ และ ๘ พ.ย. ๖๕