การประชุมคณะกรรมการบริหาร กสศ. วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ มีวาระรายงานความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ ปี 2565    ที่เมื่อฟังแล้วนำสู่การเขียนบันทึกนี้    เพื่อสะท้อนคิดสู่ข้อเสนอแนะ (ที่ไม่ทราบว่าจะถูกต้องหรือไม่) 

ข้อมูล 

กสศ.เป็นหน่วยงานที่เก่งด้านข้อมูล    รายงานบอกว่า เยาวชนกลุ่มนี้ (ยากจน  อายุ ๑๕ - ๒๔ ปี  อยู่นอกระบบการศึกษา) ทั้งประเทศมีประมาณ ๙ แสนคน   

มีหน่วยงานเจ้าของเรื่องคือ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ, กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น   และมีหน่วยงานธุรกิจเอกชนสนใจสนับสนุนคือ มูลนิธิเอสซีจี, กลุ่มเซนทรัล   

มีหน่วยจัดการเรียนรู้รับทุนดำเนินการจาก กสศ. ๑๑๒ หน่วย    งบประมาณประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท     

กระบวนทัศน์

เรื่องนี้เป็นความเห็นของผม ว่าต้องวางท่าทีเกี่ยวกับตัวเยาวชนให้ถูกต้อง    ไม่ใช่มองเขาเป็นตัวปัญหาที่จะต้องแก้ไขหรือเข้าไปช่วยเหลือ    แต่ต้องมองเป็นทรัพยากรมีค่าต่อตนเอง ต่อชุมชน และต่อสังคม   ทีมงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ เข้าไปหนุนให้ “ความสามารถ” ของตัวเขาเปล่งออกมากระทำการ   

นั่นคือ ต้องเริ่มด้วย socio-emotional approachที่ถูกต้อง   ต้องระมัดระวัง ไม่ใช้  socio-emotional approach ที่ผิด ที่ซ้ำเติมความอ่อนแอด้านอารมณ์และสังคม หรือบาดแผลที่เขามีอยู่ในอดีต    ต้องหาทางให้เขากระทำการเพื่อเป้าหมาย ๒ ชั้น    คือชั้นการเรียนรู้และฝึกอาชีพ    กับชั้นพัฒนาอัตลักษณ์ (identity) ของตนเอง        

หน่วยจัดการเรียนรู้ และภาคีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) ในพื้นที่ จึงต้องเข้าใจจิตวิทยาข้อนี้   และการออกแบบกิจกรรมจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยทางจิตวิทยานี้ด้วย ... จิตวิทยาเชิงบวก       

ระบบนิเวศ    ผมมีความเห็นว่า การดำเนินการ (intervention) ของหน่วยจัดการเรียนรู้ และกลไกอื่นๆ    ต้องคำนึงถึงการพัฒนาระบบนิเวศรอบตัวเยาวชนเหล่านี้    ให้เป็นระบบนิเวศเชิงบวก เอื้อต่อการที่เยาวชนเหล่านี้จะลุกขึ้นมาเป็นผู้กระทำการ (actor) เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมๆ กันกับการมีงานทำและมีรายได้   

วิธีการดำเนินการ

ผมมีความเห็นว่า ไม่ควรเน้นที่การจัดการฝึกอบรม   แต่ควรเน้นพัฒนาผู้ประกอบการ     ให้เยาวชนเหล่านี้ได้คิดเองหรือร่วมกันคิด   ว่าจะประกอบการอะไรเพื่อการมีชีวิตที่ดีของตนเอง และเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน   แล้วจึงเรียนรู้วิธีทำแผนธุรกิจ (business plan)    เอาให้ที่ปรึกษาให้ความเห็นหรือข้อแนะนำ     แล้วเอามาปรับปรุงและทดลองดำเนินการ    โดยเริ่มจากกิจการเล็กๆ ก่อน    แล้วหมุน Kolb’s Experiential Learning Cycle ใช้วงรอบสั้นๆ ที่เหมาะต่อกิจการนั้นๆ   

หน่วยจัดการเรียนรู้ ทำหน้าที่ facilitator ให้ทีมเยาวชนเหล่านี้ ใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle เพื่อการเรียนรู้จากการทำงานเป็น    ได้เรียนรู้ทั้งด้านวิธีการ และด้านหลักการ (conceptualization) หรือทฤษฎี 

ทีมเยาวชนใช้ DE

หน่วยจัดการเรียนรู้ เอื้อให้ทีมเยาวชน ใช้ DE – Developmental Evaluation อย่างง่ายๆ เพื่อการเรียนรู้ของตน    และเพื่อสร้างสัมพันธ์กับ stakeholder    ตรงนี้สำคัญมาก    ต้องให้ทีมเยาวชนใช้ DE เพื่อกิจการของตนเอง    ไม่ใช่ทีมหน่วยจัดการเรียนรู้ใช้ DE เพื่อการทำงานของตน    เรื่องการออกแบบให้ทีมเยาวชนใช้ DE นี้    ต้องคุยกันยาว    

พูดใหม่  ต้องฝึกให้ทีมเยาวชนใช้ DE เพื่อการทำงานของตนเป็น    ในขณะเดียวกัน ทีมหน่วยจัดการความรู้จะใช้ DE เพื่อการทำงานของตนด้วยก็ได้   แต่ต้องเป็นคนละกิจกรรมกับ DE ทีมเยาวชน   

วิจารณ์ พานิช

๒๖ ต.ค. ๖๕