ผมอ่านหนังสือฉบับแปล อัตชีวประวัติของโยคี    แล้วหันไปอ่านฉบับภาษาอังกฤษ Autobiography of a Yogi  บทที่ ๒๖ The Science of Kriya Yoga ด้วยความสนุกสนานและประเทืองปัญญา    ในช่วงวันหยุดยาวจากเทศกาล APEC    กลายเป็นเทศกาลโยคะของผม    ที่เป็นคนละ “โยคะ” ที่คนไทยโดยทั่วไปเข้าใจ   

ประเทืองปัญญาเพราะผมมุ่งอ่านระหว่างบรรทัด

ผมตีความว่า ความหมายในหนังสือคือปฏิบัติโยคะเพื่อเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า     โยคานันทะ ผู้เขียนหนังสือ บอกว่า ศาสนาที่นับถือพระเจ้าให้ความสำคัญต่อการ “ปฏิบัติโยคะ” (Kriya Yoga) ด้วยกันทั้งสิ้น ในรูปแบบต่างๆ กัน    แต่ยึดหลักการเดียวกัน   

ตีความต่อได้ว่า การปฏิบัติโยคะนำสู่ “ปัญญาฉับพลัน”   ที่ไม่ใช่ปัญญาที่ค่อยๆ สะสมมาทีละน้อยๆ จากอดีต    น่าจะคล้ายๆ กับรู้สึกสว่างวาบขึ้นมา     ที่ทุกคนน่าจะเคยประสบ  แม้จะไม่ได้ปฏิบัติโยคะ   

ผมตีความว่า ปัญญาฉับพลัน หนุนโดยสภาพจิตที่นิ่ง และไม่ยึดติด   การฝึกปลดปล่อยจิตออกจากสิ่งยึดติด หรือกรอบกักขังความคิด จึงน่าจะเป็นการปฏิบัติโยคะ   คิดอย่างนี้ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ   

ตามในหนังสือบอกว่า การปฏิบัติโยคะก็เพื่อหลุดพ้นจากกฎของ “เหตุและผล” (cause and effect)    เขาบอกว่า Kriya แปลว่า กระทำ    คือปฏิบัติตามแนวทางโยคะ   โดยมีเป้าหมายสู่การหลุดพ้นจากการยึดติด   เขาว่า Kriya เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีการค้นพบมาแต่โบราณและส่งหรือสืบทอดต่อๆ กันมา     ที่ผมตีความต่อว่า เป็นวิธีเรียนรู้จากการปฏิบัติ     เพื่อเข้าสู่สภาพหลุดพ้นจากการถูกควบคุมโดยพลังชีวิต    สู่การเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้า

ที่ผมตีความว่า หลุดจากการยึดติดเรื่องราวในโลก รวมทั้งการยึดติดตัวตน    ซึ่งจะช่วยให้เห็นสรรพสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆ ตามความเป็นจริง    ไม่ถูกมายาแห่งตัวตนเบี่ยงเบน     

ผมลากเข้าสู่ การฝึก วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์  ที่เรียกว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle  โดยฝึกสะท้อนคิดข้อสังเกตจากประสบการณ์สู่การตกผลึกหลักการ ผ่านการตั้งคำถาม   เมื่อตั้งคำถามข้อสังเกตจากประสบการณ์ที่หลากหลายมากๆ เข้า     ก็จะตระหนักเองว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น    และความเป็นเหตุเป็นผลก็มีบ้างไม่มีบ้าง     หากได้ครูดีช่วยตั้งคำถาม ที่ดี  ที่เหมาะสมต่อเหตุการณ์    การบรรลุธรรมจาก Kriya Yoga ก็เกิดได้ง่ายขึ้น    ช่วยให้ไม่หลงทางหรือวกวน

เมื่อจิตสงบ และไม่มีกิเลสยึดเหนี่ยว    การรับรู้ “สิ่งผุดบังเกิด” (emergence) จากสภาพที่ซับซ้อน หรือ “สุดโหด” (wicked) ก็จะเกิดง่ายขึ้น   เท่ากับมีความสามารถรับรู้ “ปัญญาฉับพลัน" ที่สวรรค์ประทานให้   หรือที่เกิดตามธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีความซับซ้อน ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน เป็นพลวัต (complex-adaptive)          

ผมจึงตีความว่า กริยาโยคี เป็นเครื่องมือรับรู้ปัญญาจากความวุ่นวาย โดยอาศัยจิตที่สงบและไร้สิ่งยึดติด     เท่ากับปราชญ์โบราณเชื่อว่า ปัญญามีอยู่ทั่วไปในจักรวาล    (หนังสือเรียกว่า cosmic consciousness)   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่วุ่นวาย  จะมีปัญญาผุดบังเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว    จิตที่เตรียมพร้อมไว้แล้วเท่านั้นที่จะรับรู้ได้     Kriya Yoga เป็นศาสตร์ให้ฝึกเพื่อความสามารถในการรับรู้นั้น 

กลับมาที่การหลุดพ้นจากกฎของเหตุและผล    ฟังดูเหมือนต่อต้านกระบวนการทางปัญญา     เพราะปัญญาเป็นเรื่องของความมีเหตุผล    ผมตึความว่า กริยาโยคะ นำสู่ปัญญาองค์รวม   ที่มีเหตุปัจจัยที่ซับซ้อน   ในหลายกรณีจึงไม่เป็นไปตามหลักของเหตุและผลซึ่งเป็นสมการชั้นเดียว   การยึดมั่นในเหตุผลจึงปิดกั้นปัญญาองค์รวม    กริยาโยคะช่วยการหลุดพ้นจากกรอบของเหตุและผล   จึงนำสู่การหลอมรวมสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับกฎแห่งจักรวาล    ซึ่งก็คือเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า นั่นเอง   

ปัญญาสูงสุด คือปัญญาองค์รวม   เป็นการเข้าสู่ความซับซ้อนสับสน ไม่ชัดเจน และกำกวม    ที่เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง   

ทั้งปัญญาฉับพลัน  และปัญญาองค์รวม เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ   โดยที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถรับรู้ได้   เพราะเครื่องรับรับไม่ได้   เพราะคล้ายวิทยุที่รับหลายคลื่นพร้อมๆ กันจนสับสน   แต่การปฏิบัติโยคะช่วยให้ผู้นั้นปิดสวิตช์คลื่นอื่นหมด    รับเพียงคลื่นเดียวที่สื่อปัญญาองค์รวม ปัญญาฉับพลัน

    ทั้งหมดนั้น อยู่ที่การฝึก   โดยคนที่ใช้ชีวิตฆราวาสธรรมดาก็ฝึกได้  หัวใจสำคัญคือให้จับอัตตาขังกรงไว้อย่างแน่นหนาอย่าให้ออกมาเพ่นพ่านได้   

ฟังคำอธิบายเรื่องโยคะโดยกฤษณะมูรติได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=chPBmSzvStQ     ว่าการปฏิบัติโยคะจะบรรลุพลังที่ล้ำลึกได้ ต่อเมื่อผู้นั้นหมดตัวตน 

วิจารณ์ พานิช          

๒๑ พ.ย. ๖๕