ข้อมูลผู้รับบริการ
ผู้รับบริการเพศหญิง อายุ 34 ปี
การวินิจฉัยโรค : จิตเวช
PFFS-T 6-10-65 = 4 (ไม่เปราะบาง)
High 2+ Scores = ยา
การออกแบบกิจกรรมรายบุคคลที่ไปถึงเป้าหมายการมีงานทำโดยพึ่งพิงคนอื่นน้อยที่สุด
จากการสัมภาษณ์ผู้รับบริการโดยใช้ MOHO เดิมก่อนที่ผู้รับบริการจะได้มาอยู่ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง นนทบุรี ผู้รับบริการทำอาชีพขายถั่วต้มมาก่อน เป็นร้านเล็กๆ ขายกันกับครอบครัว มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผู้รับบริการได้ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เสพสารเสพติดหลายชนิด จนต้องป่วยเป็นโรคทางจิตเวชจนต้องถูกนำตัวไปบำบัดอาการทางจิตที่ศรีธัญญาและส่งตัวมาบำบัดต่อที่สถานคุ้มครองแห่งนี้ จากการสัมภาษณ์ผู้รับบริการผู้รับบริการอยากกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว กิจกรรมที่ชอบทำคือชอบทำอาหาร เพราะทำแล้วได้กินฝีมือตัวเอง ตั้งเเต่มาอยู่ที่นี่ได้มีโอกาสทำเเค่ 1 ครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอีกเลย ผู้รับบริการไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ไม่มี motivation ในการดำรงชีวิต มี dairy routine หรือ กิจวัตรประจำวันเเบบเดิมทุกวัน มีความสนใจที่อยากจะทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่ขาดโอกาสในการทำ
เพื่อส่งเสริมให้ผู้รับบริการไปถึงเป้าหมายการมีงานทำโดยพึ่งพิงคนอื่นน้อยที่สุด จากการประเมินผ่านเเบบประเมิน Mini-Cog ทำกิจกรรมงานประดิษฐ์เเละการทำกิจกรรมทำอาหารเพื่อประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมที่ผ่านมา ได้เห็นถึงปัญหาของเรื่องความจำของผู้รับบริการต่อการทำกิจกรรม มีปัญหาเกี่ยวกับความจำระยะสั้น (Short term memory) ค่อนข้างเด่นชัด จำขั้นตอนในการทำไม่ได้ทั้งๆที่พึ่งอธิบายผ่านมาไม่นาน หรืออาจจะมีสาเหตุมาจากผู้รับบริการเป็นผู้ป่วยจิตเวช มีการทานยาจิตเวชถึง 8 เม็ดต่อวัน ปัจจัยนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่อความสามารถทางสมองของผู้รับบริการ แต่ผู้รับบริการมีความสามารถที่จะคิดริเริ่มการทำกิจกรรม เเก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นได้บางอย่าง ต้องมีการชี้นำ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายการมีงานทำโดยพึ่งพิงคนอื่นน้อยที่สุด ดังนั้นจะออกเเบบให้เป็นการค้นหาคุณค่าในตนเอง เพื่อให้ผู้รับบริการรู้ความสามารถของตนเองเพื่อเพิ่มเเรงจูงใจในการใช้ชีวิตต่อไปก่อน (motivation) เพราะผู้รับบริการมีความสามารถที่จะทำงานได้ด้วยตนเองจากการประเมินผ่านการทำกิจกรรม เเต่เนื่องจากผู้รับบริการขาดโอกาสที่จะได้เข้าร่วมทำกิจกรรมที่ส่งเสริมอาชีพ จึงไม่เห็นคุณค่าในตนเองเเละไม่เห็นความสามารถที่ตนเองมีอยู่ เมื่อผู้รับบริการเห็นคุณค่าและมีเเรงจูงใจในการใช้ชีวิตต่อไปแล้วจะเป็นการสอบถามถึงความตั้งใจที่อยากจะทำงานอะไรตอนที่อยู่ที่นี่หรือเมื่อออกไปจากสถานคุ้มครองแล้วมีการวางแผนการใช้ชีวิตข้างนอกอย่างไร จะทำงานอะไรเพื่อเลี้ยงตนเอง ซึ่งได้คำตอบจากการสัมภาษณ์ผู้รับบริการมาว่า “จะกลับไปขายถั่วต้มแบบที่เคยทำมา” จากนั้นการวางแผนต่อไปคือการชวนคิดเกี่ยวกับการวางเเผนเรื่องการเงิน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะต้องมีทุนทรัพย์ไปลงทุนเพื่อประกอบอาชีพที่ผู้รับบริการต้องการทำ การวางแผนการใช้ชีวิตเมื่อได้ออกจากที่นี่เเล้วไปอยู่บ้าน ส่งเสริมให้ผู้รับบริการมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองที่จะหางานทำในสถานคุ้มครอง เพื่อพัฒนาความสามารถที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น และสุดท้ายออกเเบบกิจกรรมการทำอาหารด้วยเมนูที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้รับบริการได้ทำตามความชอบเพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าชีวิตยังมีความหมายอยู่ (meaningful activity) ส่งเสริมให้ผู้รับบริการได้ทำอาหารขายโดยอาจจะทำขายร่วมกับทางศูนย์คุ้มครองก่อน แล้วค่อยวางแผนกับทางศูนย์ให้ผู้รับบริการสามารถทำอาหารเเละส่งขายภายนอกได้ โดยทางศูนย์เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ก่อนในช่วงแรก เมื่อผู้รับบริการเรียนรู้ที่จะหาช่องทางการขายด้วยตนเองจึงให้ผู้รับบริการได้ทำเป็นอาชีพของตนเองอย่างเต็มรูปแบบ อาจจะให้เพื่อนร่วมสถานคุ้มครองมาร่วมเป็นทีมงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้รับบริการสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น (Promote social participation)

นอกจากนี้ผู้รับบริการรู้สึกว่ามีความเครียด เนื่องจากได้ใช้ชีวิตที่เหมือนเดิมในทุกๆวัน เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น ความเครียดลดลงจึงจะให้ผู้รับบริการรู้วิธีการจัดการกับความเครียด โดยการทำกิจกรรมบำบัดคลายเครียด ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/PpXRludeOqk

ส่งเสริมให้ผู้รับบริการมีร่างกายที่เเข็งเเรงเเละคงความสามารถไว้ (health promotion and maintenance) เช่นการยืดเหยียดร่างกาย เต้นแอโรบิค เป็นต้น เเละส่งเสริมเกี่ยวกับเรื่องความจำให้คงสามารถในเรื่องความจำในปัจจุบันไว้ให้ได้มากที่สุดเเละป้องกันภาวะสมองเสื่อม (Dementia) จะแนะนำให้ผู้รับบริการได้มีการบริหารสมอง โดยวิธีการบริหารมือ เพื่อกระตุ้นสมอง ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก https://youtu.be/jf8nICwuVjs

6323008 อัญชลี กุมภาศรี
นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยมหิดล