…แค่การทานอาหารในที่ทำงาน จะไปอะไรมากกัน…
เมื่อพูดถึงบริบทใน “องค์กร” สิ่งที่ทุกคนมักจะนึกถึงคงจะไม่พ้นการทำงาน ความเป็นบริษัท การได้รับผลตอบแทนในรูปแบบที่เรียกกันว่าเงินเดือน แต่ในอีกหนึ่งมมุมของคำว่าองค์กร นั่นก็รวมไปถึงชีวิตในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสถานีตำรวจ ฯ กล่าวคือ ไม่ว่าจะนักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้คนในวัยทำงานเอง ก็ล้วนแต่อยู่ในองค์กร นอกจากนี้การที่จะอยู่ภายใต้องค์กรนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ยากและท้าทายในการที่จะมีเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องผ่านเข้ามาในแต่ละวัน จนอาจทำให้เกิดได้ทั้งความสุข ความเสี่ยงหรือผลกระทบต่อทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างทั้งในเชิงบวกและลบ และดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์กร คือ เป็นนักศึกษาที่อยู่ในองค์กรของมหาวิทยาลัย และคณะที่ได้ศึกษาเล่าเรียน ดิฉันได้มีโอกาสอันดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับฟังการบรรยายในหัวข้อ Happy Workplace โดยได้ฟังบรรยายปัญหาในที่ทำงาน ความสุขจากที่ทำงาน รวมถึงได้แนวคิดวิธีคิดที่เป็นประโยชน์และนำมาปรับใช้กับตนเองได้เพื่อให้เกิดความสุขในแบบของตัวดิฉันเอง ซึ่งจากการฟังบรรยายนั้น ดิฉันเองสามารถสรุปความรู้ได้ ดังรูป
หากถามว่าถ้าพูดถึงอาหาร จะนึกถึงอะไรในความคิดก็นึกถึงแต่การรับประทานอาหาร เมนูอาหาร ภาพของอาหารลอยมาเต็มเลยทีเดียว แต่จากการที่ได้ฟังบรรยายในหัวข้อ Nutrition ในห้องเรียนช่วงต้นก็ยังคงมีแต่ภาพอาหาร แต่เมื่อได้เรียนรู้แล้วนั้นก็น่าทึ่งกับคำว่า “อาหาร” ที่สามารถบ่งบอกและสื่อไปได้ถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวในวงกว้างมาก กล่าวคือ อาหาร ไม่ได้สื่อถึงแค่อาหารปกติที่เรากินแต่ยังมีอาหารเสริมต่าง ๆ แล้วยังบ่งบอกถึงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพ สารอาหารที่ได้รับ การใช้ชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และกว้างไปจนถึงนโยบายของภาครัฐ ซึ่งเมื่อได้นั่งถอดบทเรียนก็ได้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามาก เพียงแต่ว่าเราไม่ได้มองในอีกมุมหนึ่งของอาหารส่งผลอย่างไรกับเราได้บ้าง โดยจากการฟังบรรยากก็เป็นประโยชน์ที่ทำให้ได้มองอีกมุมหนึ่ง นอกจากนี้ในการฟังบรรยายในครั้งนี้ยังได้รับฟังเรื่องราวดี ๆ ในการลงพื้นที่เพื่อสร้างเสริม ส่งเสริมเรื่องโภชนาการ หรือที่เรียกว่า IEC (Information Education and Communication) แนวทางด้านสาธารณสุขที่มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงหรือเสริมสร้างพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในกลุ่มเป้าหมาย เกี่ยวกับปัญหาเฉพาะและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ด้วยวิธีการสื่อสารและหลักการแก่คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือมีปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง และสุดท้ายนี้ ยังได้เรียนรู้ idea ในเรื่องสาเหตุ และการจัดการแก้ไขปัญหาทางด้านโภชนาการที่เป็นผลจาก พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรม
“…ความสุขมักจะเกิดขึ้นในระหว่างการรับประทานอาหาร แต่หากต้องทานในที่ทำงานจะสามารถเกิดความสุขระหว่างรับประทานได้เสมอไปหรือเปล่า?…”
ถ้าพูดถึงเรื่องอาหารหรือโภชนการภายในองค์กร ทุกคนอาจเห็นภาพการนั่งกินข้าวตอนพักกลางวันที่มีกันเป็นกลุ่ม นั่งกินด้วยกัน แต่ก็จะมีบ้างบางครั้งในบางคนที่กินคนเดียว หรือมีคนที่กินคนเดียวตลอด ไปจนถึงมีคนที่กินอย่างเร่งรีบอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็จะมีพฤติกรรมที่เป็นลบที่สามารถดูได้จากการรับประทานอาหาร ที่ทุกคนอาจมองเป็นส่วนเล็กน้อยที่มองข้ามไป แต่นั่นสามารถมองลงไปได้ถึง ปัญหาต่าง ๆ เนื่องจากที่กล่าวไปว่าเรื่องอาหาร ก็สามารถมองไปได้ถึงความเป็นอยู่หรือวิถีชีวิตไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การเงิน และยิ่งในสถานที่การทำงานก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับ ปัญหาการทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งก็ส่งผลอย่างมากกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต ประสิทธิภาพในการทำงาน แรงจูงใจในการทำงาน การเรียน รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วย พูดได้ว่าไม่ว่าจะสุขที่กิน หรือ สุขที่อิ่ม ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขได้ภายในองค์กร ที่มักจะถูกมองข้าม
ปัญหามากมายดังกล่าวที่มีสาเหตุจากภายในองค์กร อย่างการทำงาน การเรียน หรือสาเหตุเรื่องอาหาร จากการรับประทานอาหาร ความเป็นอยู่ต่าง ๆ ที่สามารถมองเข้าด้วยกันได้ถึงเป็นการรับประทานอาหารในองค์กรที่มีความสำคัญแต่อาจถูกมองข้าม จากที่กล่าวไปข้างต้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อตัวเราเอง และคนรอบข้าง การรับประทานอาหารในที่ทำงานหรือภายในองค์กรที่อาจส่งผลกระทบในมุมกว้าง ซึ่งก็จะมีความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยในแนวทางการแก้ไขความเสี่ยงที่ได้จากวิเคราะห์ ก็พอที่จะสามารถแก้ไขได้ แต่ในการแก้ไขปัญหานั้นก็จำเป็นที่จะต้องช่วยกันในสหวิชาชีพ เพื่อที่จะร่วมกันแก้ปัญหากันได้อย่างหลากหลายแนวทางหรือที่เรียกว่า “Interprofessional” ที่ทำงานร่วมกัน (callaboration) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด และดิฉันในฐานะที่เป็นนักศึกษานักกิจกรรมบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 2 ได้มีมุมมองว่าในการวิเคราะห์ความเสี่ยงในทางกระบวนการของกิจกรรมบำบัด ความเสี่ยงนั้นสามารถแบ่งความเสี่ยงได้เป็น 4 รูปแบบ ซึ่งเชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาโดยการใช้ Techniques for Addressing Risk ดังนี้
1.Hazard risk : เป็นความเสี่ยงขั้นรุนแรงของโรค ที่จะต้องรับมือกับความไม่ปลอดภัยขณะให้บริการ โดยการ หลีกเลี่ยง สิ่งที่จะเกิดขึ้น (Avoid)
โดยจากปัญหาดังกล่าวดิฉันสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและวิธีแก้ไขในความเสี่ยงรูปแบบนี้อาจเกิดจากความวุ่นวายความรีบร้อนจากการทำงาน ทำให้ไม่ได้ทานอาหารอย่างอิ่มท้อง หรือบางทีก็ทำให้ไม่ได้ทาน ทำให้เกิดโรคขาดสารอาหาร ร่างกายไม่แข็งแรง รวมถึงอาจส่งผลไปถึงสุขภาพจิตที่ไม่ดีได้ หากเกิดเหตุการ์ต่าง ๆ นี้อยู่บ่อย ๆ ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งในหลักการแก้ความเสี่ยงนี้เราสามารถหลีกเลี่ยงโดยการหันมารักษาสุขภาพขอตนเอง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น หรือมองไปในมุมกว้างไปถึงหลีกเลี่ยงโดยการให้ผู้บริหารองค์กรมีการจัดการนโยบายหันมาใส่ใจ ในเรื่องของอาหารการกินของทุกคนเช่นออกแบบวัฒนธรรมกินอาหารในออฟฟิศ โดย Workplace Food Designer ที่เป็นการคิดค้นจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารชาวอิตาลี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพกาย จิตใจ และรวมถึงงานที่มีประสิทธิภาพ
2.Operational risk : เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางกิจกรรมบำบัด ที่อาจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในการทำกระบวนการทางกิจกรรมบำบัด ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงในกระบวนการทางเทคโนโลยีนี้ให้ตรงตามความต้องการและบริบทของผู้รับบริการ (Modify)
โดยจากปัญหาดังกล่าวดิฉันสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและวิธีแก้ไขในความเสี่ยงรูปแบบนี้ จะเป็นขั้นตอนกระบวนการที่นักิจกรรมบำบัดผู้ให้การบริการที่ในขณะให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ หรือแก้ไขปัญหาที่ได้เผชิญ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากวิธีการทางกิจกรรมบำบัด เช่น ปัญหาทางตัวผู้ให้บริการเองที่จะต้องระวังคำพูดหรือปรับวิธีการให้บริการให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้รับบริการแต่ละท่าน นอกจากนี้อาจรวมถึงปัญหาทางเทคโนโลยี เช่น ระบบเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์มีความล้มเหลว และในเรื่องความเสี่ยงทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลของผู้รับบริการ ดังนั้นเราควรจะมีวิธีแก้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการต่าง ๆ ให้ปลอดภัย เหมาะสม และให้ตรงตามความต้องการและบริบทของผู้รับบริการ
3.Financial risk : เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ที่เชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพที่รวมถึงคุณภาพในการได้รับบริการ สิทธิของผู้ป่วย ซึ่งจะต้องมีการปรึกษาส่งต่อผู้รับบริการ กับสหวิชาชีพที่คุ้มค่า ไม่เน้นเรื่องการเงินเป็นสำคัญ (Transfer of learning)
โดยจากปัญหาดังกล่าวดิฉันสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและวิธีแก้ไขได้ คือ ในหัวข้อนี้ก็จะเป็นความเสี่ยงในขั้นตอนของกระบวนการทางกิจกรรมบำบัดที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของการเงิน เช่น ในกรณีที่ผู้ให้บริการต้องส่งต่อผู้รับบริการซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องส่งต่อไปยังสหวิชาชีพ เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการที่ได้พบเจอกับปัญหา ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ส่งต่อผู้รับบริการไปอย่างมีความพร้อม และราบรื่น แต่ความเสี่ยงสามารถเกิดได้ในการส่งต่อผู้รับบริการ เช่น เมื่อเปลี่ยนผู้ให้บริการก็อาจมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็จะต้องมีการเรียนรู้ ทำความเข้าใจกันอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา
4.Strategic risk : เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่แก้ไขได้ยาก หรือที่เรียกว่าความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎระเบียบ สภาพแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งจะต้องการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และเพื่อคงไว้เพื่อความที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ไปจนถึงเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ (Retain to Exploit)
โดยจากปัญหาดุงกล่าวดิฉันสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงและวิธีแก้ไขในความเสี่ยงรูปแบบนี้ คือ สามารถเกิดขึ้นได้จากปัญหาดังกล่าว เช่น ข้อกำหนดภายในองค์กร สถานที่ทำงานต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามที่อาจทำให้เกิดความเครียดหรือปัญหาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หรือ เป็นข้อดีที่มีอยู่แล้วแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง(ในกรณีที่อาจย้ายองค์กร ย้ายสถานที่ทำงาน) ซึ่งในการแก้ไขปัญหานี้นักกิจกรรมบำบัดก็สามารถช่วยแก้ไขให้คำปรึกษาแก้ไขแนะนำได้โดยการช่วยจัดการวางแผนพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นประโยชน์แก่ผู้รับบริการ และในมุมกว้างนักกิจกรรมบำบัดสามารถใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบแก่ผู้รับบริการแล้วยังรวมถึงตัวนักกิจกรรมบำบัดเองด้วย
สุดท้ายนี้จากการถอดบทเรียนและได้วิเคราะห์ความเสี่ยงจากปัญหาการรับประทานอาหารภายในองค์กรหรือที่ทำงาน ที่ส่งผลต่อความสุข รวมถึงสิ่งต่าง ๆ อีกมาก อย่างสุขภาพ ความเป็นอยู่ การเงิน ก็จะสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตัวดิฉันเอง โดยจากบทเรียนจะพูดถึงมุมและบริบทในวัยของการทำงานแต่ก็สามรถนำมาปรับใช้หรือจัดการกับตนเองได้แม้ว่าจะยังไม่อยู่ในช่วงวัยที่ทำงาน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้โดยหันมาดูแลรักษาสุขภาพของตนเองที่ได้มีความรู้ใหม่และได้เห็นความสำคัญในเรื่องของการรับประทานอาหาร มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุคลรอบข้าง วางแผนจัดการกับปัญหา เนื่องจากก็ได้วิเคราะห์ความเสี่ยงในมุมของนักกิจกรรมบำบัดไปแล้วก็พอที่จะสามารถนำความเสี่ยงที่ได้มองเห็นนี้มา หลีกเลี่ยง ป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ กับตนเองและบุคลรอบข้างได้ นอกจากนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งที่ได้เรียนรู้ รับฟังการบรรยายในหัวข้อดังกล่าว และจากตัวโครงการที่ดิฉันได้จัดทำอยู่ในการสร้างเสริมและส่งเสริมสุขภาพในเรื่องการมีชีวิตทางเพศที่เป็นสุขและปลอดภัยที่เชื่อมโยงตั้งแต่ช่วงวัยเด็กประถมศึกษาจนถึงช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย ก็ยังสามารถนำความรู้ใหม่ ๆ หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้นี้มาปรับใช้และต่อยอดในโครงงานได้ เพื่อให้ผู้จัดทำตระหนักเห็นความสำคัญของอาหารการกินที่ก็สามารถส่งผลต่อความสุขและสุขภาพทางเพศ เช่น ในเรื่องของฮอร์โมนทางเพศที่ลดลงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็ส่งผลต่ออารมณ์ อย่างความหงุดหงิด ความหิว กินจุกจิก ก็สามารถ นำเรื่องของอาหารและโภชนาการที่จะช่วยทำให้เกิดความสุขทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นได้ ดิฉันก็จะนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้และต่อยอดในวิชาชีพกิจกรรมบำบัด และนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์เพื่อทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้คนรอบข้างอย่างสูงที่สุด
อ้างอิง
College of Occupational Therapists of Ontario. 2563. “Managing Risks in Occupational Therapy Practice” [เข้าถึงเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2565]. เข้าถึงได้จาก: https://www.coto.org/docs/default-source/prep-modules/2020-prep-managing-risks-in-occupational-therapy-practice-(english).pdf?sfvrsn=f2ac6756_2
World Health Organization (WHO). เมษายน 2557. “Information, education and communication” [เข้าถึงเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2565]. เข้าถึงได้จาก: https://www.emro.who.int/child-health/community-information/information/All-Pages.html
นันทรัตน์ สันติมณีรัตน์. 2562. “อาหารดี มีชัยไปกว่าครึ่ง! Workplace Food Design พัฒนา ‘คน’ ในองค์กรด้วยการออกแบบ ‘อาหาร’ ในที่ทำงาน” [เข้าถึงเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2565]. เข้าถึงได้จาก: https://becommon.co/world/workplace-food-design/
พัชรพร ผ่องผล 6423008