ผมเคยฝันต้องการเป็นนักวิจัยที่ดีมีผลงานที่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง    แล้วผมก็เป็นผู้ทำลายความฝันนั้นเสียเองใน ๒ เหตุการณ์ ด้วยสถานการณ์พาไป    เมื่อได้อ่านบทความ Living Science : Maintaining the Joy of Discovery    ความทรงจำในอดีตก็หวนคืนมา    เป็นเพียงความทรงจำ    ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนมาได้   

แม้ผมไม่มีโอกาสมีความสุขจากการเป็นนักวิจัยชั้นยอด    แต่ผมก็โชคดี ที่ได้โอกาสมีความสุขจากการวางระบบหนุนนักวิจัยชั้นยอดของประเทศไทย    ในช่วงทำหน้าที่ผู้อำนวยการ สกว. ปี ๒๕๓๖ – ๒๕๔๔   เป็นการวางระบบที่มีการกล่าวขานตื่นเต้นในวงการวิจัยของประเทศไทยในช่วงนั้น   

แล้วระบบและบรรยากาศเหล่านั้นก็ระเหยหายไปกับการเปลี่ยนสภาพ สกว. ไปเป็น สกสว. ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒      อนิจจังไม่เที่ยงเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน     

ชีวิตนักวิจัยมีหลายแบบ    แบบที่เอ่ยถึงในบทความ Living Science : Maintaining the Joy of Discovery เป็นงานวิจัยพื้นฐาน   เพื่อการค้นพบความจริงใหม่ๆ    ที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าของมนุษยชาติ    ที่สังคมไทยโดยทั่วไปไม่ให้คุณค่า   

เพราะฝรั่งเขาให้คุณค่า    และสร้างระบบสนับสนุนให้นักวิจัยมีชีวิตที่ดี มีความมั่นคง เพื่อทุ่มเททำงานค้นคว้าหาความรู้ใหม่ได้    ทำให้เขาค้นพบความจริงทางธรรมชาติ และทางสังคม   ที่หนุนให้เขามีพลังยิ่งใหญ่และครองโลกในช่วง ๕๐๐ ปีที่ผ่านมา

มีขึ้นก็มีตก    แล้วอารยธรรมตะวันตกก็ถึงคราวเสื่อม    เห็นได้จากความอ่อนแอลงของมหาอำนาจโลกหมายเลขหนึ่ง    ที่ผมตีความว่าเป็นปรากฏการณ์สนิมเกิดจากเนื้อใน    อ่อนแอเพราะระบบสังคมที่ขาดความเสมอภาค     ขาดคุณธรรมที่แท้   

บัดนี้ บทความ  Living Science : Maintaining the Joy of Discovery ช่วยชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบปัญญาด้านการค้นพบในสังคมตะวันตก ที่เสื่อมถอย     

แต่ระบบปัญญาเป็นสิ่งซับซ้อน    ไม่ได้มีเฉพาะส่วนของการค้นพบ (discovery) หรือปัญญาขาขึ้น เท่านั้น   ยังมีปัญญาขาออก หรือการประยุกต์ใช้ (application) อีกด้วย     

ระบบงานของปัญญาด้านการค้นพบในอดีตเน้นการเจาะลึกแยกส่วน    ส่งผลให้เกิดการค้นพบใหม่ๆมากมาย   มีคุณประโยชน์ต่อพัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ในช่วง ๕๐๐ ปีที่ผ่านมา    บัดนี้แนวทางนั้นถึงจุดอิ่มตัว    หรือมีแนวทางอื่นเกิดขึ้น เพื่อการค้นพบในแนวทางใหม่   คือแนวทางเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์   

การเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ นำสู่การค้นพบเพื่อการใช้งาน หรือการประยุกต์   วิธีการตั้งโจทย์คนละแบบกับศาสตร์ด้านการค้นพบ    และวิธีจัดระบบเพื่อสนับสนุนการสร้างความรู้ในศาสตร์เชิงประยุกต์ก็เป็นคนละแนว

ประเทศผู้มาทีหลัง (catch-up) ไล่กวดประเทศตะวันตกทัน ก็ด้วยการคิดค้น platform การทำงานวิชาการเพื่อการประยุกต์ออก   แต่ชาลาเพื่อการประยุกต์นี้มีพลังอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น   ในที่สุดก็ต้องหนุนด้วยพื้นฐานที่มั่นคงด้านการวิจัยพื้นฐาน    ดังเสนอใน (๑) ในกรณีประเทศเกาหลีใต้   

ประเทศไทย เป็นประเทศมาทีหลังของประเทศผู้มาทีหลัง   จึงต้องคิดยุทธวิธีเอง ว่าจะไล่กวดอย่างไร    หรือจะไม่ไล่กวดแบบเดิมๆ    แต่จะสร้างฐานปัญญาเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศรายได้สูงสังคมดี    ด้วยนวัตกรรมพัฒนาประเทศแนวใหม่ ในรูปแบบของเราเอง     ไม่เลียนแบบใคร    ได้อย่างไร

ผมมีแต่คำถาม    ไม่มีคำตอบ

วิจารณ์ พานิช

เช้าตรู่วันที่ ๖ ก.ค. ๖๕   reflection ของคนนอนไม่หลับ