[ขออภัย ว่าจะ upload  ภาพประกอบสักภาพสองภาพ แต่มาเป็นพวง แล้วยังไม่รู้วิธีเอาภาพออกครับ]

“ไม่ควรคลุกคลีกับหลาน ๆ เดี๋ยวติดโควิด” 

ไม่รู้ว่าต่างประเทศมีคำเตือนแบบนี้ในต่างประเทศไหม แต่ได้ยินบ่อยในประเทศไทย ซึ่งก็เป็นคำเตือนที่มีเหตุผลนะ เพราะ “เด็กติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ” และเด็กต้องไปโรงเรียน อาจจะติดจากเพื่อนและมาแพร่เชื้อต่อที่บ้านดังเป็นข่าวที่ได้ฟังจากโทรทัศน์​ 

แต่ทำไงได้ละครับ ผมคุ้นชินกับการพาหลาน ๆ ทำกิจกรรมมา 5-6 ปีแล้ว 

เดิมทีผมเคยประกาศว่า “จะไม่เลี้ยงหลาน” เพราะอยากให้หลาน ๆ ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อ-แม่ตามรูปแบบที่เขาเห็นเหมาะสมมากกว่าที่จะได้รับอิทธิพลจากเราซึ่งเป็นคนรุ่นเก่า ยิ่งไปกว่านั้นการเลี้ยงหลานก็จะเกิดความใกล้ชิดและผูกพัน เมื่อถึงเวลาจากผมต้องจากโลกนี้ไป หลาน ๆ ก็คงคิดถึง (นี่ติดเอาเองนะ) 

การประกาศว่าจะไม่เลี้ยงหลานนี้ ไม่ใช่ประกาศเล่น ๆ นะ แต่ประกาศอย่างเป็นทางการกับเพื่อนฝูงและคณาจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่ด้วย และแล้ววันหนึ่งผมต้องประกาศ “ถอนคำพูด” อย่างเป็น่ทางการเช่นกัน แต่เรื่องนี้มีที่มาครับ คือ 

หลังจากหลานคนแรก (วิภูเมธ วรฐิติ หรือ  ซิดนี่ย์) เกิดได้ปีหนึ่ง ผมสังเกตว่าลูกสาวต้องกระเตงลูกไปทำงานบริษัท (กิจการของเขาเอง) ทุกวัน ซึ่งผมไม่ก็ว่าอะไร เพราะเป็นหน้าที่ของเขา แต่แล้ววันหนึ่งผมแวะไปที่สำนักงานของเขา พบว่าหลานต้องอยู่สภาวะที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพท้ังกายและและของหลาน ดังนั้นภรรยาผมและผลจึงตัดสินใจรับหลานมาดูแลเอง และนั่นเป็นที่มาของการเลี้ยงหลานของผม และเป็นที่มาของการมีกิจกรรมร่วมกันหลาน ๆ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 

ทั้งเรื่องการกินอยู่ และกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมการออกกำลังกาย และสันทนาการ

ผมพาหลานไปปั้นจักรยานตั้งแต่สองขวบ เร่ิมจากจักรยานขาไถ (คือไม่มีที่ปั่นแต่ใช้เท้าผลักกับพื้นดินแทน) จนปั่นแบบมีล้อประคอง (จักรยานปั่น มีล้อพ่วงด้านหลัง 2 ข้าง กันล้ม) จนสามารถปั่นจักรยานปกติได้ 

ตอนนี้หลานคนโต (ซิตนี่ย์) อายุย่าง 9 ขวบ และคนเล็ก (ชยพล หรือซีนิธ) อายุย่าง 8 ขวบแล้ว และทั้งสองคนปั่นจักรยานได้เก่งครับ 5-6 กิโลเมตรนี้สบาย ๆ ครับ 

ปีนี้ผมและภรรยามียุทธศาสตร์ใหม่ คือ เร่ิมจัดเวลาระยะห่างกันมากขึ้น คือวันธรรมดาที่เขาไปโรงเรียน พวกเราไปอยู่บ้านสวน ให้เด็ก ๆ อยู่กับพ่อ-แม่ และไปโรงเรียน ผมและภรรยาจะกลับเข้าในเมืองเย็นวันศุกร์เพื่ออยู่กับหลาน ๆ และพาเขาทำกิจกรรมเหมือนที่เคยทำหลายปีที่ผ่านมา เช่น ปั่นจักรยาน เดินเล่น ไปเที่ยวห้าง ท่านข้าวด้วยกัน และอื่น ๆ ตามความนต้องการของเด็ก แล้ววันอาทิตย์สาย ๆ หรือเย็น ก็กลับบ้านสวน 

แบบนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใกล้ชิดกับหลาน ๆ นะครับ ถ้าจะต้องติดโควิดก็ต้องยอม เพราะอย่างไง สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากเขาไปดูดี อีกอย่างแม้จะมีชีวิตอยู่แต่ไม่ได้มีกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยกัน ก็ไม่แตกต่างกับ “ไม่ได้อยู่ด้วยกัน” ใช่ไหม 

แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องการ์ดไม่ตก ระมัดระวังตัวให้เต็มที่ กินอาหารและออกำลังกาย ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงครับ 

การเตือนให้ระวังเรื่องติดโควิดจากเด็ก ๆ นั้นเป็นคำเตือนที่ดี แต่ถ้าใครมีความจำเป็นต้องเลี้ยงหลาน หรือติดหลานเหมือนผม ก็คงต้องทำหน้าที่ ทำใจ แต่การ์ดไม่ตกครับ

และนี่คือที่มาของการตื่นแต่เช้ามาเขียนบทเขียนนี้แต่เช้า เพราะ 6  โมงเช้า หลาน ๆ อยากให้พาไปดูต้นเทียนที่ทุ่งศรีเมือง ซึ่งจังหวัดอุบลฯ เราจัดงานแห่เทียนเข้าพรรษาครับปีนี้ หลังจากว่างเว้นมา 2 ปีครับ

หลาน ๆ ตื่นนอนแล้วครับ สักหน่อยก็จะไปดูต้นเทียนกันแล้วครับ

สวัสดีครับ

สมาน อัศวภูมิ

17 กรกฏาคม 2565

ปล. หลายเดือนแล้วก็ยังไม่รู้วิธีเอาภาพที่ซำ้กันออกจากบทเขียนครับ