ผู้อ่านคงเคยได้ยินคำกล่าวอ้างถึงทฤษฎีสัมพันธภาพของ Einstein ว่าถ้าเราสามารถเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสงแล้ว เวลาเราจะไม่เปลี่ยน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้อ่านข้อความนี้โดยตรง แต่ผมเชื่ออย่างปักใจ และมีช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตผมได้พยายามคิดหาวิธีที่จะเดินทางความเร็วเท่ากับแสงให้ได้เพราะอยากมีชีวิตเป็นอมตะ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 2516-2517 หลังจากมีความหวังผมน่าจาะไม่ตายภายใน 5 ปีตามที่หมอเคยบอกเอาไว้  เพราะตอนที่หมอบอกว่าผมจะตายภายใน 5 ปี ถ้าไม่เลิกกินปลานำ้จืดดิบ ไม่เลิกกินเหล้า และไม่ออกกำลังกายนั้นเกิดขึ้นในปี 2513  (ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ในบทเขียนก่อนหน้านี้แล้ว) 

พอดูท่าจะรอดก็เลยคิดการณ์ใหญ่คือ “อยากมีชีวิตอมตะ” ดังนั้นจึงศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวข้องในการมีชีวิตอมตะทุกแบบที่มีข้อมูล เร่ิมต้นจากการศึกษาแนวคิดยาอายุวัฒนะของจีนที่พยายามจะแสวงหามาให้ฮ่องเต้เสวย จะได้อายุยืน หรือเป็นอมตะ แต่ก็ไม่พบหลักฐานว่ามีฮ่องเต้พระองค์ใดรอดมา 

แนวคิดในการห่อมัมมีก็เป็นอีกแหล่งข้อมูลหนึ่งที่ผมศึกษา ซึ่งตามตำนานเล่าว่าส่วนประกอบสำคัญของพิธีกรรมในการห่อมัมมี่นั้นคือการใส่ยาสนุนไพรที่จะทำให้ร่างกายคงสภาพระยะยาวที่สุดเพื่อให้ชีวิตพื้นกลับมามีชีวิตได้ใหม่ ศึกษาไปศึกษามาก็พบว่า “ไม่จริง” 

และแล้ววันหนึ่งก็อ่านเจอะข้อความที่ว่า “ถ้าเราสามารถเดินทางด้วยความเร็วเท่ากํบแสงแล้ว เราจะไม่มีวันแก่” และแหล่งข้อมูลนั้นอ้างว่าเป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีสัมพันธภาพของ Einstein ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ในด้วงใจอยู่แล้ว เลยเชื่อแบบไม่มีข้อสงสัย 

ผมจำรายอะเอียดไม่ได้ว่าอ่านข้อมูลดังกล่าวจากที่ใด และไม่ได้เห็นข้อเขียนต้นฉบับของ Einstein หรอกครับ ในสมัยโน้นแหล่งค้นคว้าจำกัดมากครับ 

หลังจากที่พบข้อความดังกล่าวแล้วก็คิดว่านี่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและเป็นวิทยาศตร์ที่สุดเท่าที่เคยค้นเจอ จึงเร่ิมต้นศึกษาต่อว่า “แล้วเราจะเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสงได้อย่างไร” 

ความเร็วแสงตามทฤษฎีของ Einstein คือ 186,000 ไมล์ต่อวินาทีครับ 

พาหนะที่ผมสนใจเป็นพิเศษในขณะนั้นคือ “จักรยนต์ข้ามเวลา (​Time Machine)” 

ตามทุกเรื่อง อ่านทุกข่าว และฟังทุกคนที่พูดถึงจักรยนต์ข้ามเวลา แต่ไม่พบว่ามีการพูดถึงว่าจักรยนต์ข้ามเวลาเดินทางด้วยความเร็วเท่าใด ดังนั้นผมจึงหันความสนใจไปเรื่อง “มนุษย์ต่างดาว” ด้วยมีข้อสันนิษฐานว่ามนุษย์ต่างดาวน่าจะไม่ได้จากดาวที่อยู่ใกล้ ๆ เรา และถ้ามข้อสันนษฐานนี้ถูก ก็แปลว่ามนุษย์ต่างดาวต้องเดินทางมากจากดาวที่ไกลจากโลกเรามาก ดังนั้นพาหานะในการเดินทางของเขาต้องมีความเร็วสูงแน่เขาจึงเดินทางมาถึงโลกเราได้ 

ผมบ้าเรื่องมนุษย์ต่างดาวไม่น้อยไปกว่าการศึกษาเรื่องจักรยนต์ข้ามเวลา จนกระทั้งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยและมาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี ก็ยังศึกษาเรื่องนี้ต่อ และร่วมกับนักเรียนที่สนใจเรื่องนี้ตั้งเป็นชมรมผู้สนใจมนุษย์ต่างดาว เอาจริงเอาจังขนาดขึ้นไปประกาศบนตึกจักรพงษ์ ​(ตึกที่สูงที่สุดของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชขณะนั้น)  ว่า “ถ้ามนุษย์ต่างดาวอยากได้มนุษย์ไปทดลองในห้องแลบ ให้มาจับเอาอาจารย์สมานไปได้เลย” ด้วยใจที่อยากพบและเรียนรู้วิทยาการของมนุษย์ต่างดาว 

เพื่อมาสร้างเครื่องจักรเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสง และแล้ววันหนึ่ง “ความคิดและโครงการนี้ก็ยุติลง” 

ยุติหลงหลังจากที่ผมตั้งคำถามตัวเองว่า "ถ้าเราเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสง เราก็คือแสง และถ้าเราเป็นแสงแล้วเราจะหยุดตัวเองได้อย่างไร หรือใครจะช่วยเปลี่ยนสถานะจากแสงเป็นคนให้ผม

โครงการเดินทางด้วยความเร็วเท่ากับแสงจึงสิ้นสุดลง 

แต่เรื่องอยากมีชีวิเป็นอมตะยังไม่จบลงครับ

เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วผมคิดว่าผมค้นพบวิธีที่จะมีชีวิตเป็นอมตะแล้ว ดังที่เขียนไว้ในหนังสือ “วิถีอมตะ” ของผมเมื่อหลายปีก่อน 

ขอเวลาอีก 1 ปี วันเกิดปี 2666 จะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ พร้อมกับรายงานความคืบหน้า 

แต่ยังมีเรื่องอื่น ๆ มาคุยกันต่ออยู่ครับ 

ขอบคุณครับ 

สมาน อัศวภูมิ 

13 กรกฎาคม 2565