การไปร่วมงานโครงการสร้างการเรียนรู้กับนักวิชาการ เพื่อพัฒนาชีวิตและปัญญา ของกระทรวง อว.   เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๕   และการประชุมสภา มช. เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๕   สะกิดให้ผมเขียนบันทึกนี้

วิธีคิดหรือกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการให้น้ำหนักของผลงานวิชาการ    ว่าผู้ร่วมงานกันเท่ากับแบ่งภาระกัน อยู่บนฐานคิดว่างานนั้นเป็นงานออกกำลัง (labor)    แต่งานวิจัยส่วนหนึ่งมีธรรมชาติที่แตกต่าง     ที่พลังปัญญาของนักวิจัยควรเป็นตัวคูณซึ่งกันและกัน    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักวิจัยต่างสาขามาทำงานด้วยกัน    ปฏิสัมพันธ์นำสู่ความสร้างสรรค์  คือเป็นตัวคูณซึ่งกันและกัน   

ระเบียบว่าด้วยน้ำหนักของการมีส่วนในการผลิตผลงานสร้างสรรค์ (งานวิจัย) ของอุดมศึกษาไทย   ที่ให้คิดแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน จึงอยู่บนกระบวนทัศน์ว่างานวิจัยเป็นงานออกแรง   ไม่มองว่าเป็นงานสมอง หรืองานสร้างสรรค์

ซึ่งที่จริงงานวิจัยบางประเภท ก็คงจะเข้าข่ายงานออกแรง    แต่หากนักวิจัยมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นงานสร้างสรรค์ ออกปัญญา เพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่จริงๆ ก็น่าจะรับฟังเขา    และมีการยอมให้นับว่าส่วนงานของเขาไม่ต้องคิดแบ่งเปอร์เซ็นต์ 

เอามาเสนอไว้ เผื่อมีใครที่อยู่ในแวดวงกำหนดนโยบายมาเห็นเข้า   จะได้นำไปพิจารณาต่อ   

วิจารณ์ พานิช

๖ เม.ย. ๖๕