นักบริหารย่อมตระหนักดีว่า องค์การหรือหน่วยงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั้งในส่วนตัวบุคคล กลุ่ม และองค์การ โดยไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางหรือยับยั้งการเปลี่ยนแปลงได้ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆอย่างไม่หยุดยั้ง ฉะนั้นการที่จะพยายามรักษาเสถียรภาพ และความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นการขัดขวางต่อกฎแห่งความจริง นักบริหารตะหนักต่อไปว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผู้ทำงานมักมีกิริยาต่อต้านขัดขืนไม่พอใจ เพราะเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงคือการขัดขวางต่อฐานะ และคุณค่าของตน ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจต่อต้านไม่พอใจ ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสวัสดิการ ผู้บังคับบัญชาอาจต่อต้าน ขัดขืนไม่พอใจเพราะเข้าใจว่าเป็นการกระทบกระเทือนต่ออำนาจการปกครองหรือความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนดังนี้เป็นต้น แต่ถ้าจะพิจารณาให้ถ่องแท้ตามเหตุผล และความเป็นจริงแล้ว การเกิดแนวความคิดในการเปลี่ยนแปลงต่างหากที่ทำให้เกิดประโยชน์ และคุณภาพใหม่อันเป็นที่น่าพอใจมากขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดแรงจูงใจต่อนักบริหาร ในการให้ได้มาซึ่งกระบวนการใด ๆที่สามารถนำมาแก้ปัญหา และควบคุมการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามความต้องการขององค์การ ในระยะสงครามโลกครั้งที่สอง มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้ใช้ความพยายามร่วมกันสร้างวิทยาศาสตร์สังคมสาขาใหม่ขึ้น โดยนำเอาทฤษฎีและข้อมูลในวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มาผสมกัน ตั้งสมมติฐาน และทำการศึกษาค้นคว้า พิสูจน์สมมติฐานด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์จนเกิดเป็นสาขาใหม่ของวิทยาศาสตร์สังคม คือ สาขาพฤติกรรมศาสตร์อันเป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าถึงปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่รวมกันอยู่อย่างเป็นระบบสังคม แม้ว่าข้อยุติทางพฤติกรรมศาสตร์จะไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป แต่พบว่าสมมติฐานของวิชานี้มีประโยชน์อย่างมากต่อวงการบริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นอิทธิพลในยุคใหม่ที่เน้นหนักถึงการเปลี่ยนแปลง (Change) และการแปรเปลี่ยน(Variability)สมมติฐานของพฤติกรรมศาสตร์ซึ่งนำมาประยุกต์เป็นกระบวนการควบคุมการเปลี่ยนแปลงองค์การนั้นคือ การพัฒนาองค์การ (Organization Deelopement) หรือ ที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า O.D.