บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ ตีความจากหนังสือ Teaching Creative Thinking : Developing learners who generate ideas and can think critically (2017)  เขียนโดย Bill Lucas  และ Ellen Spencer    ที่เป็นหนังสือว่าด้วยการคิดสร้างสรรค์ (critical thinking)   แต่ตีความเชื่อมโยงออกไปกว้างขวางมาก    และมีคำแนะนำภาคปฏิบัติ   รวมทั้งมีตัวอย่างโรงเรียนที่ดำเนินการในแนวทางที่เสนอ    ผมเขียนบันทึกชุดนี้ เพื่อร่วมขบวนการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะให้แก่สังคมไทย   

ตอนที่ ๑๓ นี้ เป็นบทสรุปส่งท้าย   ที่ผมสังเคราะห์ขึ้นเอง เพื่อร่วมขบวนการสร้างสรรค์คุณภาพการศึกษาไทยด้วยหลักสูตรฐานสมรรถนะ     

เรื่องสอนทักษะสร้างสรรค์ ตามในหนังสือ Teaching Creative Thinking นี้ ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการมองเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในมิติที่กว้าง    ดังจะเห็นว่าเขาขยายสู่ภาคปฏิบัติ เป็น ๕ มิติ คือ ช่างสงสัย (inquisitive),  มุ่งมั่น (persistent),  ร่วมมือ (collaborative),  มีวินัย (disciplined),  และมีจินตนาการ (imaginative)    และยังแตกย่อยออกเป็น ๑๕ มิติย่อย หรือนิสัยย่อย    ได้แก่ (๑) สงสัยและถาม  (๒) ค้นหาและตรวจสอบ  (๓) ท้าทายสมมติฐาน  (๔) อดทนต่อความไม่แน่นอน  (๕) สู้สิ่งยาก  (๖) กล้าแตกต่าง  (๗) ร่วมมืออย่างเหมาะสม  (๘) ให้และรับคำแนะนำป้อนกลับ  (๙) แชร์ผลงาน (๑๐) ทำงานฝีมือและปรับปรุง  (๑๑) พัฒนาวิธีการ  (๑๒) สะท้อนคิดอย่างจริงจัง  (๑๓) อยู่กับความเป็นไปได้  (๑๔) สร้างความเชื่อมโยง  (๑๕) ใช้ปัญญาญาณ     

จะเห็นว่า ในภาคปฏิบัติ สอดคล้องกับหลักสูตรฐานสมรรถนะที่กระทรวงศึกษาธิการของเรากำลังดำเนินการอยู่    โดยที่คณะกรรมการอำนวยการในคณะกรรมการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะของกระทรวงศึกษาธิการแจงย่อยสมรรถนะทั่วไปออกเป็น ๖ ด้านคือ  (๑) การจัดการตนเอง  (๒) การคิดขั้นสูง  (๓)  การสื่อสาร  (๔) การรวมพลังทำงานเป็นทีม  (๕) การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง  (๖) การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน

เรื่องสมรรถนะมีความซับซ้อนมาก   ประเทศและองค์กรขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาจึงดำเนินการแตกต่างกันในรายละเอียด (แต่หลักการคล้ายคลึงกัน)   เช่น New Pedagogies for Deeper Learning เน้น 6C ได้แก่ creativity, critical thinking, collaboration, citizenship, character, communication     ส่วน Four Dimensional Education เน้น 4C  ได้แก่ creativity, critical thinking, communication, collaboration    และ Educating Ruby เน้น 7C  ได้แก่  confidence, curiosity, collaboration, communication, creativity, commitment, craftsmanship  เป็นต้น  รายละเอียดอยู่ในตอนที่ ๙    

ผมมีความเห็นว่า ในเรื่องที่มีความซับซ้อนและไม่ชัดเจนเช่นนี้   จุดสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การกำหนดรายละเอียดในเชิงทฤษฎี   แต่อยู่ที่การดำเนินการภาคปฏิบัติและหมุนวงจรการเรียนรู้จากฝ่ายปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง    บันทึกชุด สอนทักษะสร้างสรรค์ ฝึกนักเรียนให้คิดเป็นและคิดอย่างมีวิจารณญาณ นี้ มุ่งสื่อสารกับระดับปฏิบัติการ คือครูและโรงเรียน   ให้เกิดความมั่นใจที่จะริเริ่มดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวในชีวิตของศิษย์

นอกจากศึกษาจากบันทึกชุดนี้แล้ว   ผมขอแนะนำให้ครูและทีมงานในโรงเรียนศึกษาจากเอกสารของกระทรวงศึกษาธิการ (cbethailand.com)   และของ รศ. ดร. ทิศนา แขมมณี ราชบัณฑิต เช่น PowerPoint ประกอบคำบรรยายเรื่อง หลักสูตรฐานสมรรถนะ กับบทบาทของศึกษานิเทศก์แนวใหม่ บรรยาย ณ คุรุสภา เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๒ (๑)   รวมทั้งเอกสาร “๖ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักสูตรฐานสมรรถนะที่คุณครูต้องรู้” ของ StarfishLabZ (๒)     

ตัวอย่างวิธีปฏิบัติของโรงเรียนตัวอย่าง ในบันทึกตอนที่ ๘ น่าจะมีประโยชน์ต่อครูและโรงเรียนไทยที่มุ่งมั่นเกื้อหนุนให้ศิษย์พัฒนาสมรรถนะใส่ตัวได้อย่างทรงประสิทธิผล    โดยผมขอย้ำว่า ครูต้องวางแผนหรือออกแบบกระบวนการเรียนรู้สองด้านไปพร้อมๆ กัน     คือด้านความรู้(และทักษะ) กับด้านสมรรถนะ   และทำให้เป้าหมายนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแก่นักเรียน  และพ่อแม่ผู้ปกครอง (visible learning)    รวมทั้งชัดเจนร่วมกันว่าวัดผลอย่างไร   เพื่อให้นักเรียนวัดผลการเรียนรู้ทั้งสองด้านของตนเองได้    และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ร่วมวัดผลได้ และสื่อสารร่วมมือกับครูและโรงเรียนเพื่อช่วยกันหนุนลูกหลานของตน

จะยิ่งดี หากครูและผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารเป้าหมายการเรียนรู้ดังกล่าวต่อผู้นำชุมชน   เพื่อหาทางให้ชุมชนเข้าร่วมหนุนการเรียนรู้ของนักเรียน    เพราะมิติสำคัญขงการเรียนรู้สู่การพัฒนาสมรรถนะคือ การเรียนรู้ที่มีมิติของการเรียนรู้ในสภาพของชีวิตจริง (real-world learning)    ซึ่งนักเรียนต้องออกไปเรียนรู้นอกโรงเรียน (ทั้งที่เป็นการเรียนรู้ในหลักสูตร และที่เป็นการเรียนรู้เสริมหลักสูตร)    และต้องเชื้อเชิญ “ผู้รู้” หรือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในชุมชนเข้ามาร่วมเป็น “co-educator” ในโรงเรียนด้วย     

ซึ่งหมายความว่า ในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ ครูและโรงเรียนต้องวางฐานความร่วมมือหรือความเชื่อมโยงกับกลไกร่วมมือ หรือสนับสนุน ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ   และหมุนวงจรการเรียนรู้ของระบบดังกล่าวด้วย   

ผมมีความเห็นว่า หากจะให้การพัฒนานักเรียนตามแนวทางของการพัฒนาสมรรถนะได้ผลจริงจัง     ต้องจัดระบบการเรียนรู้ฝึกฝนสมรรถนะนอกหลักสูตรด้วย    ผมเข้าใจว่า ประเทศที่ระบบการศึกษาเน้นพลังของกิจกรรมนอกหลักสูตรชัดเจนที่สุดคือฟินแลนด์    ที่ผมตีความนำมาเขียนไว้ในชื่อของ “ระบบ 2/3”    อ่านได้ที่ (๓)    โดยมีประเด็นสำคัญระดับคอขาดบาดตาย คือ ผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรฐานสมรรถนะ และการพัฒนาสมรรถนะของเด็กไทยจะไม่มีวันบรรลุ หากเราสมาทานกระบวนทัศน์ที่ผิด   คือคิดว่าครูและโรงเรียนเป็นปัจจัยหลักปัจจัยเดียว     ในความเป็นจริงแล้วปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสำเร็จอยู่นอกโรงเรียนมากกว่าอยู่ในโรงเรียน   

ครู โรงเรียน และระบบการบริหารการศึกษาของประเทศ จึงต้องร่วมกันสร้าง “ชาลาการจัดการ” (management platform) ของหลักสูตรฐานสมรรถนะส่วน 2/3 ที่อยู่นอกโรงเรียน    ตามที่ระบุในหนังสือ ปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ บทเรียนแนวใหม่จากฟินแลนด์  

เพื่อช่วยให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนเห็นแนวทางจัดการหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ยึดความต้องการของนักเรียนเป็นฐาน ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือ โรงเรียนบันดาลใจ (แปลจาก Creative Schools : The Grassroots Revolution That’s Transforming Education โดย Sir Ken Robinson and Lou Aronica) บทที่ ๙ เริ่มต้นที่บ้าน   

การพัฒนาสมรรถนะ ต้องเน้นพัฒนาในสถานการณ์จริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้    

วิจารณ์ พานิช

๒๑ พ.ย. ๖๔