สถิติอันตราย” เพราะอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้อง

แนวคิดนี้ ผมได้มาจากการสอนนักศึกษาด้านการวิจัยในระดับปริญญาเอก ซึ่งนิยมใช้วิชาสถิติในการประเมินผลการทดลอง โดยบางครั้งไม่ได้ดูว่า พื้นฐานทางความคิดของการวิเคราะห์นั้นเกิดมาจากอะไร แต่มักจะหลับหูหลับตาตัดสินตีความไปทางนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้โดยง่าย โดยเฉพาะการวิเคราะห์เพื่อลดความแปรปรวน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางสถิติ

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งได้มาจากหลักการพื้นฐานที่ว่า ความแตกต่างเก็บไว้ก่อน นำความเหมือนเข้ามาสร้างความรู้ เพราะความเหมือนนั้นทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เหมือนกันเกิดผลอะไรได้บ้าง นั่นคือ หลักการเบื้องต้นของการวิเคราะห์ความแตกต่าง (Analysis of Variances)</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ในระดับที่สอง เราจะเริ่มวิเคราะห์ความแตกต่าง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นการหาสหสัมพันธ์โดยวิธีต่างๆ ว่าปัจจัยใดมีสหสัมพันธ์กับปัจจัยใด (Correlations)</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จุดนี้ล่ะครับ เป็นจุดที่ทำให้เกิดความสับสนมาก คนที่ไม่เข้าใจทฤษฎี ก็จะตีความผิดได้ง่าย </p><p>  </p><p>ผมเลยยกตัวอย่างว่า ให้ลองนำ ลักษณะนิสัยของนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ว่ามีความสัมพันธ์กับนิสัยการบริโภคอย่างไร ก็อาจได้คำตอบว่า การรับประทานขนมปังเป็นอาหารหลัก มีสหสัมพันธ์สูงมาก อันเนื่องมาจากนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกส่วนใหญ่มาจากประเทศยุโรปและอเมริกา ที่รับประทานขนมปังเป็นอาหารหลักอยู่ แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ทางโลกตะวันออก ที่บริโภค ข้าว เป็นอาหารหลักมีจำนวนน้อยกว่า  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ลองนึกดูสิครับ ลองเอาเรื่องอาหารหลักมาวิเคราะห์สหสัมพันธ์ กับ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก เราจะได้คำตอบว่าอะไรครับ..   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทุกคนตอบได้ทันทีว่า ต้องสัมพันธ์กับการรับประทานขนมปังแน่นอน</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ท่านคิดว่า..ใช่ไหมครับ!.. ก็สถิติบอกอย่างนั้นนี่ครับ ทำไมจะไม่เชื่อล่ะครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p align="center">  เชื่อไม่ได้หรอกครับ..เพราะพื้นฐานไม่ถูกต้อง  </p><p>นี่แหล่ะครับ ที่ผมเรียกว่า สถิติอันตราย เพราะอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้อง </p><p>แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมยกตัวอย่างนี้หรอกครับ ซับซ้อนกว่านี้ และเข้าใจยากกว่านี้ และมีใครซะกี่คนที่จะตามค้นสืบไปดูว่าข้อสรุปนั้นมาจากหลักการว่าอะไร </p><p>แต่คนส่วนใหญ่ หรือจำนวนหนึ่งก็แล้วแต่ ยึดถือผลลัพธ์ แล้วนำไปใช้เลย หลักการนี้ใช้กันมากในวิชาหมอดู และการโฆษณาสินค้าขายตรง ว่า เมื่อทำแล้วจะเกิดผลอย่างนั้นอย่างนี้ โดยอาศัยตัวอย่างที่สอดคล้องกับประเด็นที่เขาต้องการพูด  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เห็นไหมครับ..ว่าอันตรายแค่ไหน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระวัง! หน่อยนะครับ เวลาใครเสนอข้อมูลทางสถิติ ต้องถามเลยล่ะว่า มีฐานคิดในการวิเคราะห์มาจากอะไร ไม่งั้นท่านจะโดนต้มเอาง่ายๆ เลยล่ะครับ... </p>โดยเฉพาะจากพวก ๑๘ มงกุฎทั้งหลายขอให้อยู่รอดปลอดภัยนะครับ