ทำความรู้จัก FTA <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การเจรจาความตกลงการค้าเสรีทำได้ 3 ระดับ คือ </p>
1.การเจรจาแบบพหุภาคีในองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งมีประเทศต่างๆ จำนวน 147 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยเป็นสมาชิก
2.การเจรจาแบบรวมกลุ่มทางภูมิภาค (Regional Integration) ต่างๆ เช่น การจัดทำเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกาเหนือ (NAFTA) ซึ่งมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเป็นสมาชิก ประเทศไทยเองก็เป็นสมาชิกในความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เป็นต้น
3.การเจรจาเพื่อทำความตกลงแบบทวิภาคี (Bilateral Agreement) เช่น ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย , สหรัฐ-สิงคโปร์ , ญี่ปุ่น-เม็กซิโก เป็นต้น
โดยการเจรจา เปิดเสรีการค้าระหว่าง 2 ประเทศขึ้นไปไม่ว่าจะเป็น แบบรวมกลุ่มทางภูมิภาคหรือการทำความตกลงแบบทวิภาคี เรียกกันว่าคือการทำความตกลง FTA (Free Trade Agreement)
การเจรจาความตกลงการค้าเสรีในทุกระดับมีเป้าหมายคือการพยายามลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ โดยในช่วงที่การเจรจาการค้าในระดับพหุภาคี (WTO) ประสบปัญหาจนหาข้อสรุปไม่ได้ (เนื่องจากการหาข้อสรุปใน WTO จำเป็นต้องได้ฉันทานุมัติจาก 147 ประเทศจึงทำให้กระบวนการล่าช้ากว่าการเจรจาแบบ FTA ) ประเทศต่างๆ จึงได้หันมาใช้แนวทางการรวมกลุ่มทางภูมิภาคและการเจรจาแบบทวิภาคีกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับประเด็นหลักของการเจรจาการทำความตกลงการค้าเสรี โดยทั่วไปคือ การลดภาษีนำเข้า (tariff) และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร ( NTBs ) เช่น การจำกัดปริมาณนำเข้า การอุดหนุนการผลิต การอุดหนุนการส่งออก และมาตรฐานด้านสุขอนามัย เป็นต้น
โดยรูปแบบในการเจรจามักมีความหลากหลาย ทั้งการเร่งเปิดเสรีภาคอุตสาหกรรมบางภาคไปก่อน ( Early harvest ) การชะลอการเปิดเสรีสำหรับกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหว ( Sensitive list ) การยกเว้นการเปิดเสรีสินค้าบางรายการ ( Exclusion list ) การเลือกเปิดเสรีแบบระบุรายการที่เปิดเสรี ( Positive - list approach ) หรือระบุรายการที่ไม่เปิดเสรี ( Negative - list approach )
นอกจากนี้ ความตกลงการค้าเสรีในปัจจุบันมักจะมีประเด็นที่นอกเหนือไปจากการลดภาษีสินค้านำเข้าเท่านั้น โดยมีประเด็นใหม่ๆ ในกรอบการเจรจา ได้แก่ การค้าบริการ มาตรการการลงทุน ความโปร่งใสของกฎระเบียบต่างๆ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขันทางการค้า (นโยบายต่อต้านการผูกขาด) พิธีการศุลกากร มาตรฐานสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เป็นต้น
ความตกลงการค้าเสรีที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย <div align="center"><table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="95%" class="MsoNormalTable" style="width: 95%; border: 2.25pt outset"><tbody>
</tbody></table></div>
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโทรคมนาคม สำหรับผลกระทบจากการเปิด FTA ต่อธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศไทยคงได้รับผลกระทบ โดยในธุรกิจโทรคมนาคมคงจะมีการโยกย้ายทุนและความรู้ข้ามกันระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาทางโทรคมนาคมเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเข้าไปศึกษาในรายละเอียดของข้อตกลงว่าอาจจะส่งผลดีผลเสียอย่างไรต่อธุรกิจโทรคมนาคมของไทย
ตัวอย่างการเปิดFTAไทย-ออสเตรเลีย (2548)
การเปิดตลาดของไทย
- เปิดให้ออสเตรเลยถือหุ้นข้างมากได้ถึง 60% ในปีพ.ศ. 2548 สำหรับกิจกรรม ย่อยๆ ภายใต้การบริการธุรกิจ โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ ก่อสร้างการศึกษา การจัดจำหน่าย การท่องเที่ยว และมารีน่า รวมทั้งการทำเหมืองและการผลิต (เฉพาะนอกบัญชี 1 และ 2 ของ พรบ. การประกอบธุรกิจของคน ต่างด้าว)
การเปิดตลาดของออสเตรเลีย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">- เปิดให้บริษัทและคนไทยเข้าไปให้บริการมากกว่าที่อนุญาตให้ประเทศอื่นในกิจกรรม ย่อยๆ ภายใต้บริการด้านวิชาชีพ โทรคมนาคม สิ่งแวดลอม การเงิน การขนส่ง รวมถึงการสอนภาษาไทย ทำอาหารไทย และการซ่อมรถยนต์ เป็นต้น</p>
ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นจะต้องเร่งพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ รวมทั้งสร้างกฎเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรมและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อเป็นเกราะป้องกันที่จะทำให้เราสามารถทำแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้
ข้อมูลFTAจาก
- กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
</span>