Mobile Unit *เพราะเมืองไทยไม่ได้มีแต่พื้นปูน ยังมีโคลนดินที่ประชาชนรอคุณอยู่ (อาจารย์เคยก้มหน้ามองพื้นดินมั้ยครับ มันน่าสนใจมากเลยนะ)

  ติดต่อ

  ถึงผมจะไปช่วยอะไรไม่ได้มาก ด้วยความรู้น้อย แต่อย่างน้อยภาพที่ผมถ่าย มันก็อาจเป็นกระบอกเสียงที่จะบอกเล่าเรื่องราวของอีกมุมหนึ่งของประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่มักจะหันหลังให้เพียงเพราะมันมืด ไม่สว่างเหมือนแสงไฟในเมือง ซึ่งผมภูมิใจ  

Mobile Unit : หน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อพัฒนาสุขภาพและอาชีพประชาชน โดย มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อพื้นดินรอบๆมหาวิทยาลัยนเรศวร

 

     โครงการนี้นะครับ เริ่มต้นเมื่อไหร่ผมจำไม่ได้หรอกครับ เพียงแต่ว่าผมรู้จักมันครั้งแรกก็เมื่อเข้ามาเป็นนิสิตปี ๑ แล้วบังเอิญเดินไปเห็นป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ มองแล้วก็แล้วครับ

 

     จนวันหนึ่งด้วยความที่ผมได้รับสิทธิเป็นหนึ่งในนิสิตที่เข้าร่วมโครงการเรียนรู้ร่วมกัน สรรค์สร้างชุมชน จำได้ว่ารุ่นผมเป็นรุ่นสุดท้าย และผมก็เป็นน้องปี ๑ เพียงคนเดียว ที่รุ่นนั้น (เค้าคัดนิสิตจากผลงานการทำกิจกรรมนะครับ) ผมไปลงพื้นที่ อ.บางคลาน พิจิตร อยู่หนึ่งเดือน กลับมาทำวิจัยอีกหนึ่งเดือน ก็เลยมีประสบการณ์ในด้านลงชุมชนจากโครงการนี้พอสมควร ขี้หมูขี้หมา จบโครงการนิสิตปี ๑ อย่างผมก็วิเคราะห์ SWOT ชุมชน และทำแผนที่เดินเท้าเป็นละครับ

     จริงๆแล้ว Mobile Unit นั้นเป็นเวทีการแสดงของอาจารย์ครับ บทบาทของนิสิตนั้นจะมีได้ก็ต่อเมื่อเป็นนิสิตปีสุดท้ายของหลักสูตรเท่านั้น แต่หลังจากผมผ่านโครงการมาในขั้นต้นแล้ว ก็ได้รับการติดต่อจากพี่สาวคนหนึ่งครับ (คนที่ใช้นามปากกาว่า"เด็กอยากรู้" อะครับ) พี่เค้ามาติดต่อว่าอยากให้ไปช่วยงานในด้านการผลิตสื่อให้กับ Mobile Unite เห่อๆ ผมรับปากครับ นั่นแหละครับก็คือก้าวแรกที่ผมก้าวเข้ามาในวงการกิจกรรมของอาจารย์ วงการวิชาการที่ตอนนั้นผมยังเป็นแค่นิสิตที่พึ่งขึ้นปี ๒ ที่ไม่ค่อยรู้อะไร

 

     ในช่วงเวลาเดียวกันผมก็ต้องไปรับตำแหน่งในส่วนของกิจกรรมนิสิต นั่นคือรองประธานชมรมถ่ายภาพ รองประธานชมรมคอมพิวเตอร์ศึกษา กรรมการสโมสรนิสิต ซึ่งก็ต้องแบ่งเวลาทั้งการเรียน กิจกรรมนิสิต และกิจกรรมของ Mobile Unit

     แรกๆผมต้องไปออกหน่วยตลอดครับ แทบทุกครั้ง หากอาจารย์ที่เคยไปออกหน่วยในปี ๔๘ อาจยังจำได้กับภาพนิสิตที่เดินถ่ายภาพทั้งวัน เห่อๆจากวันนั้นถึงวันนี้ปีกว่าแล้วครับ ที่ผมยังคงทำหน้าที่นั้นมา

 

     จากความทรงจำของผมที่ได้เดินทางไปในแต่ละที่ ผมพบดินแดนที่ร้อนระอุ ปลูกอะไรก็ไม่งาม ดินแดนที่ประชาชนในหมู่บ้านทะเลาะกัน ดินแดนที่ประชาชนวัยหนุ่มสาวหนีไปทำงานในเมืองใหญ่เหลือแต่คนวัยเด็กและวัยชรา ดินแดนที่น้ำท่วมปีละ ๗ - ๘ ครั้ง ดินแดนที่เวลาสิบโมงเช้าหมอกยังบดบังพระอาทิตย์ไม่ให้ประชาชนได้มองเห็น และดินแดนอื่นๆอีกมากมาย ที่เค้ายังมีรหัสไปรษณีย์อยู่ในประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่กลับไม่สนใจ กลับทอดทิ้งพวกเค้าไปเข้าเมืองใหญ่หาความสะดวก

 

     ผมเรียนรู้จากชุมชนเหล่านี้มากมาย จากเดิมที่ไปเพื่อถ่ายภาพอย่างเดียว ผมกลับต้องทำการบ้านในการหาคำตอบให้ตนเองว่าชุมชนเหล่านั้นมีสภาพเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไร มีอะไรดี อะไร และ อะไร

 

     ผ่านกาลเวลาผมเติบโตขึ้นพร้อมกับตำแหน่งในกิจกรรมฝั่งนิสิตก็โตขึ้นชั้นปีก็สูงขึ้นการเรียนก็หนักขึ้น แต่ผมก็ยังไปออกหน่วยในหน้าที่ช่างภาพเหมือนเดิม เหมือนกับวันแรกๆที่ผมเคยทำ เพราะผมรักที่จะเห็นเมืองไทย เห็นพี่น้องประชาชน ถึงผมจะไปช่วยอะไรไม่ได้มาก ด้วยความรู้น้อย แต่อย่างน้อยภาพที่ผมถ่าย มันก็อาจเป็นกระบอกเสียงที่จะบอกเล่าเรื่องราวของอีกมุมหนึ่งของประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่มักจะหันหลังให้เพียงเพราะมันมืด ไม่สว่างเหมือนแสงไฟในเมือง ซึ่งผมภูมิใจ

 

     ผมเห็นอาจารย์หลายคนไปออกหน่วยตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมรับหน้าที่ครับ จนถึงวันนี้ปีกว่าแล้วก็ยังเห็นท่านไปออกหน่วยอยู่ ผมชื่นชมในความเสียสละของท่านครับ และผมก็เห็นอาจารย์บางท่านไปออกหน่วยเพียงครั้งเดียว และไม่เคยเห็นอีกเลย ท่านหายไปไหน รึว่าท่านงานเยอะ

 

     Mobile Unit เป็นโครงการที่ดีมากครับเป็นการบริการชุมชนจากพละกำลังของมหาวิทยาลัยที่ใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาล และเป็นการดึงความรู้อันมหาศาลเช่นกันจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาเป็นร้อยๆปี นำความรู้นั้นมาพัฒนาและส่งกลับไปยังชุมชน จะถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างสังคมไม่ทอดทิ้งของกระทรวงพัฒนาสังคมฯก็ได้นะครับ ผมว่านะ

     และเมื่อวันที่ ๒๒ - ๒๔ ธันวาคมที่ผ่านมา Mobile Unit ก็ได้ไปให้บริการที่ บ้านแม่สลิดหลวง ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ครับ ผมก็ได้ร่วมทางไปในดินแดนของหมู่บ้านชาวไทยกะเหรี่ยง ที่นั่นผมพบว่าผมสามารถยิ้มให้กับทุกๆคนได้ โดยทุกคนสามารถยิ้มตอบผมได้อย่างจริงใจ ผมพบว่าถ้าผมยิ้มในลักษณะนั้นให้กับคนบางคนในเมือง เค้าอาจคิดว่า ผมยิ้มให้เค้าทำไม มีอะไรแฝงรึเปล่า เราพูดกันคนละภาษาครับ แต่ความหวังดีนั้นทำให้เราสื่อถึงกันได้ ประชาชนก็ได้รับความสุขจากการที่ได้มารับบริการ ข้าราชการในท้องที่ก็มีความสุขที่ชุมชนของเค้าไม่ถูกทอดทิ้ง อาจารย์ที่ไปก็มีความสุขที่ได้ทำความดี ผมว่าผมก็มีความสุขครับที่ได้เห็นภาพนั้น

 

    ใครไม่เคยเหยียบดินก็ไม่รู้หรอกครับ ว่าดินมีความรู้สึกเช่นไร ไม่รู้ว่าดินนั้นร้อน ดินนั้นหนาวเย็น ดินนั้นมีหนาม แล้วคนที่อยู่กับดินเค้าอยู่ได้อย่างไร คนที่เหยียบพื้นปูนไม่สามารถทราบได้ อยากให้ทุกท่านที่มีชื่อว่าอาจารย์ ลองคิดดูนะครับ ว่าท่านลงไปเหยียบพื้นดินบ่อยแค่ไหน หรือท่านทิ้งดินไว้ให้คนอื่นแล้วท่านนั่งสบายอยู่บนหอคอยงาช้าง

 

     เป็นมุมมองของนิสิตคนหนึ่งที่ออกหน่วยติดต่อกันมาปีกว่าแล้วนะครับ ที่อยากให้เห็นคุณค่าของรากฐานของบ้านเมือง ความรู้ผมน้อยนะครับ อาจทำไรผิดๆถูกๆ ไม่กล้าจะแนะอะไรผู้เป็นอาจารย์มากหรอกครับ แต่ถ้าหากวันใดอาจารย์อยากจะสัมผัสดิน อยากไปลงไปยังดินแดนที่ปูด้วยดิน อย่าลืมนะครับ ร่วมออกเดินไปกับเรา Mobile Unit หน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อพัฒนาสุขภาพและอาชีพประชาชน Mobile Unit เปิดประตูรถรออาจารย์อยู่นะครับ

  
เรียนเชิญด้วยใจนิสิต และจิตอาสา เรียนเชิญครับ

...........................

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 69359, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 10, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #มหาวิทยาลัยนเรศวร#mobile#เทคโน#คณะศึกษาศาสตร์#รงค์รบ#ปืน#บีเวอร์#beever#นิสิตนักศึกษา#unite#โมบายยูนิต

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (10)

แก้มแหม่ม
IP: xxx.137.48.4
เขียนเมื่อ 

  น้องปืนเขียนเล่าประสบการณ์ได้ดีค่ะ

   แต่ถ้ามีภาพประกอบด้วยคงทำให้เรามีความรู้สึกร่วมกันได้มากขึ้นนะคะ

 

ขอบคุณมากปืนสำหรับบันทึกนี้ ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ

ขอให้ช่วยแก้คำว่า unite เป็น unit ทั้งหมดด้วยปืน จะได้เหมือน ๆ กัน

หนูบีเวอร์

      หนูได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน 

      คุ้มค่าจริง ๆ  กับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย

  • ขอบคุณบทความดีๆ นะคะน้องปืน  ขอบคุณที่ทำให้พี่รู้สึกเหมือนมีใครสักคนมานั่งอ่านความในใจของตัวเองให้พี่ฟัง
  • ปืน...เป็นได้มากกว่าช่างถ่ายภาพประจำ Mobil Unit ค่ะ...และปืนก็เป็นมากกว่านั้นมาตั้งนานแล้ว....ปืนเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทีมงานโมบายที่อยู่ด้านหลังหอคอยงาช้างอันสูงตระหง่าน...ขอบคุณค่ะ

เรียน พี่แก้มแหม่ม

  • ขอบคุณครับ ประสบการณ์ที่ดีมาจากกิจกรรมที่ดีครับ ต้องขอบคุณ IRDA ครับ เอาไว้บทความหน้าผมจะปรับปรุงเรื่องการใส่รูปนะครับ มีคนทักมาหลายคนแล้ว

เรียน อาจารย์วิบูลย์

  • ขอบคุณครับอาจารย์ การถ่ายทอดเรื่องใดๆ ผมเรียนรู้จากเครื่องมือ Story telling ครับ บทความหน้าผมจะตรวจสอบให้ดีกว่านี้ขอบคุณที่พิสูจน์อักษรให้ครับ

เรียน ป้าวิไล

  • หน้าที่ของนิสิตนักศึกษานั้นคือการเป็นพลังของแผ่นดินครับ ผมต้องการตอบแทนภาษีราษฏรที่นำมาสร้างสถานศึกษาให้ผมได้เรียน ประสบการณ์ที่ผมได้นั้นถือว่าเป็นผลพลอยได้ครับ

เรียนพี่วิภา

  • เป็นกำลังใจให้พี่สร้างสิ่งดีๆต่อไปครับ พี่ก็เป็นกำลังใจที่สำคัญให้ผมเหมือนกัน รู้ตัวบ้างรึเปล่าครับ ว่าพี่นะเป็นต้นแบบในหลายๆเรื่องของผมเลยนะครับ ชื่นชมครับ

ขอชมน้องปืน ด้วยอีกคนค่ะ

  •           ช่วงหลังนี้ไม่ค่อยได้ติดตาม blog เลย พอเปิดอ่านตามคำแนะนำของ ท่านอาจารย์วิบูลย์วันก่อน ก็พบความจริงที่ว่า เด็กหนุ่มคนนี้ใช้ทุกย่างก้าวของชีวิตนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรได้คุ้มค่าที่สุด 
  • การบันทึกเล่าประสบการณ์การร่วมงานกับ Mobile Unit ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดประสบการณ์แต่ยังถ่ายทอดมุมมอง ทัศนคติต่อชีวิตที่เติบโตขึ้น เป็นการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านได้ภาพ ได้ข้อคิดให้คิดต่อทุกครั้งที่ปืนเขียน
  • ตั้งแต่วันนั้นที่พาปืนไปแนะนำให้อาจารย์วิบูลย์ ก็เฝ้ามองน้องชายคนนี้ตลอด และก็มั่นใจว่าน้องชายคนนี้สามารถเป็นกำลังสำคัญให้กับมหาวิทยาลัยได้มากมายทีเดียว
สภานิสิต ม.พะเยา
IP: xxx.24.160.131
เขียนเมื่อ 

      ที่นั่นผมพบว่าผมสามารถยิ้มให้กับทุกๆคนได้ โดยทุกคนสามารถยิ้มตอบผมได้อย่างจริงใจ

      อยากเห็นรอยยิ้มนั้นจัง....................

      เอาภาพลงด้วยซิค่ะ จะได้มีอารมณ์เข้าถึงได้มากกว่านี้ ... เหมือนที่คุณแก้มแหม่น แนะนำไง  ลองดู  ๆ

น้องแอน
IP: xxx.137.48.4
เขียนเมื่อ 

 แต่อย่างน้อยภาพที่ผมถ่าย มันก็อาจเป็นกระบอกเสียงที่จะบอกเล่าเรื่องราวของอีกมุมหนึ่งของประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่มักจะหันหลังให้เพียงเพราะมันมืด ไม่สว่างเหมือนแสงไฟในเมือง

ชอบภาษาพี่ปืนจัง  ไพเราะเพราะพริ้งดี น่าจะไปเขียนหนังสือนะ แต่ต้องดังกว่านี้หน่อย

พี่ปืนถ้าดินมันบ่นได้มันคงบ่นว่าหนักเนาะ มีแต่คนไปเหยียบมัน เวลาดินหนาวก็ไม่มีใครห่มผ้าให้ เวลาร้อนก็ไม่มีแอร์ให้เปิด แย่จัง

ชาติหน้าอย่าเกิดเป็นดินนะ

พี่จุ๊บ
IP: xxx.137.48.4
เขียนเมื่อ 
ไม่น่าเชื่อนะค่ะ ว่าจะมีนิสิตที่สามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนี้  ถ้าเป็นนิสิตคนอื่นๆ  คงเอาเวลาไปเที่ยวเตร่แล้ว  ถ้าประเทศชาติเรามีนิสิตหรือมีคนแบบนี้สักครึ่งหนึ่งประเทศชาติคงจะกดีว่านี้แน่  ยิ่งตอนนี้ประเทศชาติกำลังแย่  เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย  ถ้ามีเด็กที่มีความคิดแบบนี้  เล็งความความสำคัญของรากหญ้า  ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประเทศ  ถ้าฐานแข็งแกร่งแล้วก็สามารถรักษายอดให้คงอยู่ได้
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ