บันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ นี้    ตีความ (ไม่ใช่แปล) จากหนังสือ Teacher Agency : An Ecological Approach (2015)   เพื่อหนุนการดำเนินการหลักสูตรฐานสมรรถนะของไทย    ให้เป็นหลักสูตรที่มีครูเป็น “ผู้ร่วมสร้าง” (co-creator)    โดยขอย้ำว่า ผมเขียนบันทึกชุดนี้แบบตีความสุดๆ   ในหลายส่วนได้เสนอมุมมองของตนเองลงไปด้วย    ท่านผู้อ่านจึงพึงอ่านอย่างมีวิจารณญาณ  อย่าเชื่อโดยง่าย

บันทึกที่ ๙ นี้ ตีความจาก Conclusions : Fostering Teacher Agency    

โปรดสังเกตว่า ความเป็นผู้ก่อการของครูเป็นเครื่องมือ (means) หรือเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง (journey)  ไม่ใช่เป้าหมายของการเดินทาง    โดยที่เป้าหมาย (end/goal)  คือระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง เป็นระบบที่ฉลาดหรือเรียนรู้   นำสู่เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างพลเมืองในอนาคตที่เป็นคนเต็มคน พัฒนาเต็มศักยภาพ เป็นกำลังสำคัญของประเทศ   เป็นผู้สร้างสรรค์สังคม    ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อสอบผ่าน  หรือเพื่อเป็นบันไดสู่การศึกษาขั้นสูงขึ้น 

หากไม่ระวัง ระบบการศึกษาหลงทางได้ง่าย เพราะเป็นระบบที่ซับซ้อนและเป็นพลวัต   การจัดการระบบการศึกษาจึงหลงไปจับหรือเน้นที่ผลลัพธ์ที่มองเห็นง่าย    ซึ่งมักจะเป็นเพียงบางส่วนเสี้ยวของเป้าหมายที่แท้จริง หรือเป้าหมายที่ทรงคุณค่า   ที่พอจะส่งมอบผลงานได้อย่างเป็นรูปธรรม   และแนวทางนั้น คือแนวทางของลัทธิบูชาผลงาน และระบบควบคุมติดตามผลงานแบบตายตัว   ที่ตัวของมันเองมีส่วนปิดกั้นหรือลดทอนความเป็นผู้ก่อการของครู    เพราะมันสร้างระบบนิเวศของการทำงานที่ปิดกั้นความเป็นตัวของตัวเองของครู    ปิดกั้นทางเลือกในการปฏิบัติงานของครู    ส่งผลต่อเนื่องไปสู่ความเป็นระบบการศึกษาที่ไม่ฉลาดหรือไม่มีการเรียนรู้    เพราะขาดปัจจัยสำคัญคือครูผู้ก่อการ    ที่ทำงานเชิงสร้างสรรค์จากหน้างาน ส่งสัญญาณขึ้นมายังระบบภาพใหญ่ให้เป็นระบบที่ฉลาดหรือเรียนรู้    ขาดบทบาทครูผู้ก่อการเสียแล้ว ระบบการศึกษาไม่มีทางเป็นระบบที่ฉลาดและเรียนรู้ได้    และไม่มีทางบรรลุเป้าหมายสูงส่งของการศึกษาได้     

สาระในบันทึกนี้เสนอแนะการดำเนินการเพื่อเอื้อให้เกิดความเป็นผู้ก่อการของครู    รวมทั้งเพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาของตัวระบบการศึกษาเองด้วย (ในด้านโครงสร้าง  วัฒนธรรม  และขีดความสามารถ)    โดยเสนอแนะการดำเนินการใน ๓ ระดับคือ  ระดับนโยบายภาพใหญ่ของหลักสูตร   ระดับการจัดการการดำเนินการหลักสูตร  และระดับการประยุกต์ใช้หลักสูตร    

 

การดำเนินการระดับมหภาค (Macro level) ในการกำหนดนโยบายของหลักสูตร

ผู้เขียนหนังสือ Teacher Agency เริ่มด้วยคำถามว่า หน้าที่ของนโยบายระดับสูงของหลักสูตรคืออะไร   คำตอบคือที่ผ่านมา มักทำหน้าที่กำหนดรายละเอียดยิบ ตั้งแต่เป้าหมาย  เนื้อหา และวิธีการ    จนถึงกับมีคำพูดเสียดสีว่าเป็นหลักสูตร “กันครูเข้าไปเกี่ยวข้อง” (teacher-proof curriculum)    คือไม่เปิดโอกาสให้ครูได้คิด  ใคร่ครวญสะท้อนคิด และใช้วิจารณญาณของตนเพื่อเลือกเป้าหมายและวิธีการที่เหมาะสม  ในการบรรลุเป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose) ของการศึกษา    เขาบอกว่าในบางกรณีฝ่ายนโยบายไม่พอใจด้วยซ้ำ หากครูแสดงพฤติกรรมดังกล่าว    ซึ่งที่จริงเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนความเป็นผู้ก่อการของครู   

การดำเนินการระดับมหภาคในการกำหนดนโยบายของหลักสูตร ควรกำหนดกว้างๆ ในลักษณะกรอบแนวทาง (guiding framework)   เปิดโอกาสให้ครูร่วมกันใช้วิจารณญาณ  ซึ่งจะส่งผลให้ได้ทั้งผลงานที่สอดคล้องตามบริบทความเป็นจริง  และครูได้พัฒนาความเป็นผู้ก่อการ    

วาทกรรมทางการศึกษาระดับโลกที่เริ่มมานานและดำรงอยู่จนปัจจุบัน คือ “ผลลัพธ์การเรียนรู้” (learning outcome)   และ หลักสูตรที่เน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ (outcome-based curriculum)    ที่หากไม่ใช้อย่างสมดุล ก็ก่อผลเสียได้   คือเน้นเฉพาะผลลัพธ์ส่วนที่ชัดเจนและวัดได้    จนละเลยผลลัพธ์ส่วนอื่นๆ    และกำหนดวิธีวัดลงรายละเอียด และมีกลไกตรวจสอบเข้มงวด ก็ตกหลุมลัทธิบูชาผลงาน (performativity)    

หนังสือจึงแนะนำให้กำหนด “ผลลัพธ์กว้างๆ” (generic outcome)    เพื่อบอกทิศทาง (direction) และเป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose) อย่างชัดเจน    รวมทั้งระบุเกี่ยวกับสาระ (content)  แนวทางจัดการเรียนรู้ (pedagogy)  และแนวทางวัดผล (assessment) อย่างกว้างๆ    ไม่ลงรายละเอียด     โดยขอย้ำว่า เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของการศึกษาต้องครบ ๓ มิติอย่างมีดุลยภาพ  ดังระบุไว้ในบันทึกที่แล้ว   ที่ขอนำมาย้ำไว้อีกครั้งหนึ่งคือ  (๑) ด้านคุณวุฒิ (qualification)  (๒) ด้านพัฒนาการเชิงสังคมและอารมณ์  และ (๓) ด้านความเป็นมนุษย์ ที่มีความคิดอิสระ มีวิจารณญาณและพฤติกรรมที่เปี่ยมศีลธรรม   ต้องอย่าหลงดำเนินการแบบมุ่งมิติที่ ๑ เท่านั้น   

ถึงยุคนี้ หลักสูตรฐานสมรรถนะ (competency-based curriculum) กำลังเข้าไปแทนที่หลักสูตรเน้นผลลัพธ์    และไทยเราก็กำลังยกร่างและทดลองใช้หลักสูตรนี้    เราจึงควรรับฟังข้อเสนอแนะในย่อหน้าบน    เพื่อเปิดช่องให้ความเป็นผู้ก่อการของครูได้มีพื้นที่กระทำการ    ซึ่งจะเป็นวงจรป้อนกลับไปช่วยเอื้อการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของครู    เกิดวงจรเสริมพลังแบบต่อเนื่องไม่รู้จบ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา   

 

การดำเนินการระดับกลาง (Meso level) ของการพัฒนาหลักสูตร

นี่คือหน้าที่ของหน่วยงานระดับตีความหลักสูตรออกให้คำแนะนำแก่ครูและโรงเรียน    และทำหน้าที่กำกับการใช้หลักสูตรและติดตามประเมินผล   มีทั้งหน่วยงานส่วนกลางของประเทศ  และเขตพื้นที่การศึกษา    ที่มักตกหลุมพรางสองหลุมคือ หลุมกำหนดปัจจัยนำเข้า (input regulation)  กับหลุมกำหนดปัจจัยขาออกหรือผลลัพธ์ (output regulation)   ที่กำหนดลงรายละเอียดยิบในเชิงปฏิบัติ   รวมทั้งกำหนดกลไกการตรวจสอบติดตามผลอย่างเข้มงวดจริงจัง  แทนที่จะมุ่งทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน     

หนังสือแนะนำวิธีทำงานของกลไกระดับกลางที่ก่อผลดีในภาพรวม ของคุณภาพการศึกษาตามเป้าหมายของหลักสูตร   และมีผลส่งเสริม หรือเอื้อต่อการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของครูด้วย (ซึ่งจะมีผลป้อนกลับมาส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาในระยะยาว ดังได้กล่าวมาแล้วตลอดบันทึกชุดนี้)    จึงขอนำมาเล่า เพื่อสนับสนุนการทำงานพัฒนาและทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะของประเทศไทย    เขาแนะนำว่า 

  • อย่ามุ่งตีความหลักสูตรอย่างละเอียดลออทุกแง่ทุกมุมแทนครู    อย่าแนะนำวิธีดำเนินการอย่างละเอียด  จนไม่เหลืออะไรไว้ให้ครูตีความเองเลย   หากทำเช่นนี้ครูก็จะไม่มีทางเลือกให้ร่วมกันคิดและตัดสินใจในการลงมือทำ และตรวจสอบผลเพื่อการเรียนรู้ของครู   จงเปิดช่องให้ครูได้คิด ตัดสินใจ และตรวจสอบผล  เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่โดยมีวงจรเรียนรู้สองชั้น (Double-loop learning) 
  • ให้มุ่งส่งเสริมให้ครูได้ตีความหาความหมายจากหลักสูตรด้วยตนเอง หรือร่วมกันกับเพื่อนครู    โดยทำความเข้าใจหลักการสำคัญ (core principles)  และเป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose) ของหลักสูตร      ในหลักสูตร Curriculum for Excellence ของสก็อตแลนด์ มีหลักการสำคัญเชิงเป้าหมายต่อผู้เรียน ๔ ข้อคือ (๑) เป็นผู้เรียนที่ประสบความสำเร็จ (successful learner)   (๒) เป็นบุคคลที่มั่นใจตนเอง (confident individual)   (๓) เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ (responsible citizen)  และ (๔) เป็นผู้ทำประโยชน์แก่สังคม (effective contributor)    ต้องหาทางส่งเสริมให้ครูตีความหลักการสำคัญเหล่านั้นออกเป็นสิ่งที่ครูพึงปฏิบัติ (หรือไม่ปฏิบัติ) สอดแทรกอยู่ในการทำงานและปฏิสัมพันธ์กับศิษย์   
  • หน่วยงานระดับกลางเองก็ต้องมีกลไกตรวจสอบตนเอง ว่าในการตีความหลักสูตรโยงเข้าสู่บริบทต่างๆ นั้น มีส่วนที่เผลอหรือหลงตีความเพี้ยนไปจากความหมายเดิมหรือไม่    หากพบ ให้รีบแก้โดยเร็ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เกิดความสับสน    หนังสือบอกว่า เรื่องแบบนี้ได้เกิดขึ้นในสก็อตแลนด์ ในการประยุกต์ใช้หลักสูตร Curriculum for Excellence  
  • ให้ระวังอย่างที่สุด  ไม่ให้การดำเนินการในระดับนี้ ทำให้หลักสูตรใหม่ กลายเป็น “หลักสูตรที่ขับเคลื่อนโดยการประเมิน”  (assessment-driven curriculum) 
  • พึงหลีกเลี่ยงการใช้สถิติเชิงเปรียบเทียบ  หรือจัดอันดับโรงเรียน    เพราะจะมีผลก่อความบิดเบี้ยวขึ้นในพฤติกรรมของโรงเรียนและของครู   
  • ระบุให้ชัดเจนว่า เขตพื้นที่การศึกษามีหน้าที่หลักด้านการสนับสนุนส่งเสริม  ไม่ใช่ควบคุมบังคับบัญชา   โดยหน่วยเหนือต้องตรวจสอบปรับปรุงปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเหนือกับเขตพื้นที่การศึกษาเสียใหม่ด้วย    
  • เปลี่ยนทีมนิเทศโรงเรียน  ให้มีครูที่คุ้นเคยกับบริบทของโรงเรียนนั้นๆ และเข้าใจหลักสูตรใหม่อย่างดีในระดับปฏิบัติเข้าอยู่ในทีมนิเทศ     คือเน้นใช้การประเมินโดยเพื่อนครู (peer evaluation)  และการประเมินตนเอง (self-evaluation)    เน้นการนิเทศแบบต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง   แทนที่การประเมินเฉพาะคราวอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน    รวมทั้งให้การนิเทศนั้นมีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของครู   
  • ส่งเสริมให้ครูได้มีส่วนร่วมดำเนินการวิจัย    เพื่อขยายโลกทัศน์ และพัฒนามุมมองเชิงลึกด้านการศึกษา    ผ่านการตั้งคำถามเชิงวิชาชีพ (professional inquiry)   เรื่องนี้หนังสือ Teacher Agency อ้างรายงานการวิจัยที่ใช้คำตำหนิวงการศึกษารุนแรงมาก ด้วยคำว่า anti-intellectualism - ต่อต้านกระบวนการทางปัญญา    ด้วยการเน้นประเมินคุณภาพ และผลลัพธ์    โดยละเลยมิติด้านเป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose) และกระบวนการ (process)     ผมขอย้ำว่า การส่งเสริมให้ครูตั้งคำถามต่อระบบการศึกษา และร่วมกันสานเสวนา (dialogue) ทำความเข้าใจสมุฏฐานของสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม    และร่วมกันกำหนดเป้าหมายในส่วนใกล้ตัว   ที่กลุ่มตนอยู่ในฐานะที่จะแก้ไขปรับปรุงได้ แล้วดำเนินการโดยมีการเก็บข้อมูลและใช้ในการป้อนกลับเพื่อปรับปรุงวิธีดำเนินการ ก็จะเกิดวงจรเรียนรู้หนึ่งชั้น (single-loop learning)  หากพบแนวทางที่จะขยายเป้าหมายของการดำเนินการ ก็เท่ากับเกิดการเรียนรู้สองชั้น (double-loop learning)   จะส่งผลพัฒนาความเป็นครูผู้ก่อการได้สูงมาก    โดยควรมีที่ปรึกษาที่คอยให้สติว่า ให้ดำเนินการอย่างสุภาพไม่ก้าวร้าว ไม่มุ่งตำหนิติเตียนใครหรือวงการหรือหน่วยงานใดทั้งสิ้น    หากมีที่ปรึกษาช่วยแนะนำการเหลาโจทย์ให้คมชัด  ใช้วิธีวิทยา และการเก็บข้อมูลที่แม่นยำน่าเชื่อถือ   ก็จะเป็นผลงานวิจัยที่นำไปเผยแพร่ได้   ยิ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ครู   

สรุปว่า กลไกระดับกลาง มุ่งเอื้อหรือส่งเสริมให้ครูได้ตีความหลักสูตรใหม่เข้ากับบริบทของตนเอง     เพื่อให้ครูสามารถสร้างผลงานพัฒนาศิษย์ได้ตรงตามเป้าหมายสูงส่งของหลักสูตร   ซึ่งจะมีผลช่วยส่งเสริมการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของครูด้วย   

 

การดำเนินการระดับจุลภาค(Micro level) การประยุกต์ใช้หลักสูตร

 เขาบอกว่า หลักสูตรที่บอกรายละเอียดให้ครูทำ และติดตามประเมินผลตามนั้น   ส่งผลให้ครูคิดเองไม่เป็น และไม่กล้าคิด   เขาคัดลอกวลีของครู “ขอให้บอกชัดๆ ว่าจะให้ทำอะไรบ้าง” มาลงไว้    นี่คือคำพูดของครูที่ไม่มีความเป็นผู้ก่อการ   

การดำเนินการประยุกต์ใช้หลักสูตรในระดับโรงเรียนต้องประยุกต์แบบ “ทำไปเรียนรู้ไป” และ “เรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ” (interactive learning through action)   โดยหน่วยเหนือต้องเปิดช่อง และสนับสนุนให้โรงเรียนและครูมีโอกาสตีความและทดลองดำเนินการหลักสูตรตามเป้าหมายที่สอดคล้องกับบริบทของตน    ซึ่งที่จริงระบบโรงเรียนก็มีเครื่องมือ PLC – Professional Learning Community อยู่แล้ว    โดยเขาแนะนำวิธีส่งเสริมให้ PLC มีพลังดังต่อไปนี้

  • ผู้นำต้องนำด้วยเป้าหมายที่ทรงคุณค่า  เป้าหมายระยะยาว    และด้วยท่าทีปกป้องการลงมือทดลองดำเนินการในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ   
  • มีการทำความเข้าใจร่วมกันในเรื่องโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ส่งเสริมหรือปิดกั้นการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมกับการทำงานร่วมกัน    ทำอย่างไรจึงจะเกิดโครงสร้างและวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมวิชาชีพ   
  • ร่วมกันทำความชัดเจนเรื่องเป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose)  และกระบวนการปฏิบัติงาน (process)    สำหรับเป็นประทีปนำทางสู่การสร้างระบบความเชื่อของครู  วาทกรรมของครู และความรู้เชิงวิชาชีพของครู    ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพ และในการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของครู     

อย่าลืมว่าปฏิสัมพันธ์เชิงวิชาชีพในแนวราบ (collegial relationship) ที่ก่อความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างครู และระหว่างครูกับผู้บริหาร เป็นพลังสำคัญยิ่งต่อกิจกรรม PLC  และต่อการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของครู 

เพื่อความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการศึกษา   ไม่เฉพาะครูเท่านั้นที่ต้องแสดงบทบาทความเป็นผู้ก่อการ     เราต้องการพฤติกรรมนี้ในผู้ปฏิบัติงานในระบบการศึกษาทุกระดับ        

 

สรุป

การเกื้อกูลความเป็นผู้ก่อการ มีหลักการสำคัญคือ   หลีกเลี่ยงการคิดแทนครู   ให้เปิดช่องให้ครูคิดเองมากที่สุด   ซึ่งหมายความว่า เปิดช่องให้ครูมีทางเลือกดำเนินการ    เพื่อให้ครูได้มีโอกาสร่วมกันตัดสินใจและทดลองดำเนินการ ตามด้วยการเก็บข้อมูลนำมาร่วมกันใคร่ครวญสะท้อนคิดว่าได้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนตรงตามเป้าหมายที่กำหนดหรือไม่  เกิดการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงหรือไม่    ผลดังกล่าวเป็นไปในทิศทางของเป้าหมายที่ทรงคุณค่าตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรหรือไม่   และร่วมกันหาทางปรับปรุงวิธีการดำเนินการในรอบใหม่   เท่ากับครูได้ร่วมกันหมุนวงจรการเรียนรู้หนึ่งชั้น (single-loop learning)   แต่หากบังเอิญพบว่าเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สูงส่งกว่าที่คิดไว้    ก็นำเอาผลลัพธ์ที่ค้นพบเป็นเป้าหมายใหม่ และร่วมกันคิดวิธีดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายใหม่นั้นในการดำเนินการรอบใหม่    เท่ากับครูได้ร่วมกันหมุนวงจรเรียนรู้สองชั้น (double-loop learning)    การเปิดช่องให้ครูมีโอกาสกำกับตนเองได้เช่นนี้  จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการของครู   

การกำหนดเป้าหมายของหลักสูตรในลักษณะ เป้าหมายที่ทรงคุณค่า (purpose)  และกำหนดกระบวนการ (process) ของการดำเนินการของหลักสูตรไว้อย่างกว้างๆ   จะเป็นการเอื้อให้ครูพัฒนาความเป็นผู้ก่อการของตนเอง   

พึงเปลี่ยนเป้าหมายของการประเมินติดตามผล  จากเพื่อควบคุม ไปเป็นประเมินเพื่อส่งเสริมสนับสนุน และเพื่อการเรียนรู้     

วิจารณ์ พานิช

๔ ก.ย. ๖๔