ข่าวนี้ (๑) ทำให้ผมเขียนบันทึกนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของ กพอ. และของ มรภ. มหาสารคาม ในการกวาดล้างความทุจริต และคนทุจริตออกไปจากวงการอุดมศึกษา
เมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้ว ผมไปทำงานในมหาวิทยาลัยใหม่ เขาหาคนไม่ได้ก็มาจับผมไปทำหน้าที่รองอธิการบดี ไปพบความไม่ตรงไปตรงมาของผลประโยชน์หลายด้าน คนหนุ่มวัย ๓๓ ปี อยู่ระหว่างก่อร่างสร้างตัว สร้างฐานะ ถูกลองใจหลายด้าน ให้เข้าร่วมขบวนการผลประโยชน์ ที่ผมตกใจมาก ที่พบว่าผู้ใหญ่บางท่านที่ผู้คนเคารพนับถือก็อยู่ในวงนั้นด้วย คล้ายๆ เป็นเรื่องธรรมดา เป็นการรับไมตรีจิตเล็กๆ น้อยๆ
มีผู้หวังดีมาเตือนว่า การเข้าไปขวางผลประโยชน์เสี่ยงต่อชีวิต เขาบอกว่ากระสุนปืนลูกละไม่กี่สิบบาท ผมจึงต้องหาเกราะกันกระสุน โดยบอกผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายว่า มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สร้างคนให้แก่ประเทศ นอกจากสร้างคนเก่งแล้ว ต้องสร้างคนดีด้วย ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นส่วนสำคัญของการเป็นคนดี มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นตัวอย่างในการดำเนินการอย่างสุจริต ผู้ใหญ่ในมหาวิทยาลัยต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง เพราะความซื่อสัตย์สุจริตนั้นสอนไม่ได้ แต่ทำตัวเป็นตัวอย่างได้
มหาวิทยาลัยจึงต้องเป็นพื้นที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริต เป็นชุมชนที่ไม่อดทนต่ความทุจริต ไม่เอื้อให้เกิดความทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ทางอ้อมหลายๆ เรื่องที่เขาทำกันอยู่ในวงราชการ ก็ต้องไม่ทำ
เมื่อผมต้องรับหน้าที่คณบดีคณะแพทยศาสตร์ และวางระบบการจัดการโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ที่เริ่มเปิดดำเนินการต้นปี ๒๕๒๕ ระบบหนึ่งที่ผมมุ่งวางรากฐาน คือระบบความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้การทำงานแสวงหาผลประโยชน์ไมว่าทางตรงหรือทางอ้อม หรือทางอ้อมมากจนคนไม่คิดว่าไม่ถูกต้อง ผมก็ถูกทดสอบโดยเจ้าหน้าที่ที่สนิทกัน ผมเรียกมาคุยและบอกว่า ขอให้หยุดการกระทำนั้น เพื่อร่วมกันจรรโลงที่ทำงานที่เป็นตัวอย่างแก่บัณฑิตในอนาคต ในด้านการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่มีการแสวงประโยชน์ส่วนตนไม่ว่าโดยการทุจริตตรงๆ หรือโดยอ้อม ผมให้เวลาเขา ๒ เดือน หลังจากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวน และถูกไล่ออกทั้งสองคน
ที่จริงยังมีกรณีอื่นอีก ที่แสดงอุดมการณ์ไม่ทนต่อความทุจริตของผม เอามาเล่าเพื่อสื่อสารอุดมการณ์ มหาวิทยาลัยทำหน้าที่จรรโลงความซื่อสัตย์สุจริตของบ้านเมือง ต้องไม่ช่วยเหลือคนทุจริต โดยการลดหย่อนการลงโทษ
ผมจึงขอแสดงความชื่นชมต่อ กพอ. และ มรภ. มหาสารคาม ที่ดำเนินการกวาดล้างความทุจริตด้านตำแหน่งวิชาการในครั้งนี้
วิจารณ์ พานิช
๓๐ กันยายน ๒๕๖๔