กล่าวกันว่า คนเราเวลาใกล้จะตายหรือช่วงสุดท้ายของชีวิตแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่อาการทางกายที่บ่งบอกว่า ใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว หรือใกล้จะตายแล้ว เช่น มือเท้า จะเริ่มเย็นลง ผิวเนื้อเขียวซีด ผิวเป็นจ้ำ ปัสสาวะออกน้อยและมีสีเข้ม เนื่องจาก การไหลเวียนของโลหิตลดลง ส่งผลให้ความดันเลือดตก ชีพจรเต้นเร็ว ถ้าดูจากการวัดที่หมอเอาเครื่องมาวัดจะเห็นเป็นเส้น ๆ ขีดเร็ว ๆ หยุด ๆ ตาจะเบลอ ๆ ค่อย ๆ หลับสนิทไป บางคนมีการหายใจที่ผิดปกติ อาจหายใจตื้น ๆ หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือหายใจเร็วกระชั้น เนื่องจากภาวะความเป็นกรดด่างในเลือดผิดปกติ ดังนั้นการใส่ท่อช่วยหายใจหรือสายคาจมูกเพื่อให้ออกซิเจนจึงไม่มีประโยชน์ เพราะผู้ป่วยไม่ได้ขาดออกซิเจน แต่มีภาวะเลือดเป็นพิษหลังจากอวัยวะต่าง ๆ เสื่อมสภาพ

คนใกล้จะตายจะมีอาการอย่างไร ?

 

คนใกล้จะตายจะมีอาการอย่างไร ?

ดร.ถวิล  อรัญเวศ

         ความเป็นจริงผมเองก็ยังไม่เคยตายดอก แต่ก็มีความสนใจว่าคนเราเวลาใกล้จะตาย จะมีอาการอย่างไร

         กล่าวกันว่า คนเราเวลาใกล้จะตายหรือช่วงสุดท้ายของชีวิตแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่อาการทางกายที่บ่งบอกว่า ใกล้ถึงวาระสุดท้ายแล้ว หรือใกล้จะตายแล้ว เช่น มือเท้า จะเริ่มเย็นลง ผิวเนื้อเขียวซีด ผิวเป็นจ้ำ ปัสสาวะออกน้อยและมีสีเข้ม เนื่องจาก

การไหลเวียนของโลหิตลดลง ส่งผลให้ความดันเลือดตก ชีพจรเต้นเร็ว ถ้าดูจากการวัดที่หมอเอาเครื่องมาวัดจะเห็นเป็นเส้น ๆ ขีดเร็ว ๆ หยุด ๆ ตาจะเบลอ ๆ ค่อย ๆ หลับสนิทไป

          บางคนมีการหายใจที่ผิดปกติ อาจหายใจตื้น ๆ หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ หรือหายใจเร็วกระชั้น เนื่องจากภาวะความเป็นกรดด่างในเลือดผิดปกติ ดังนั้นการใส่ท่อช่วยหายใจหรือสายคาจมูกเพื่อให้ออกซิเจนจึงไม่มีประโยชน์ เพราะผู้ป่วยไม่ได้ขาดออกซิเจน แต่มีภาวะเลือดเป็นพิษหลังจากอวัยวะต่าง ๆ เสื่อมสภาพ

ก่อนความตายจะมาเยือน เราจะจัดการอย่างไร

          “การเป็นมิตรกับความตาย ก็คือ การกลับมาให้ความสำคัญกับชีวิตในปัจจุบัน” วรรณา จารุสมบูรณ์ ที่ปรึกษาและวิทยากรหลักสูตรเผชิญความตายอย่างสงบ เครือข่ายพุทธิกา และผู้รับผิดชอบโครงการ “ความตายพูดได้” กล่าว

          บทสนทนาความตาย กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตของเธอ กว่าสิบปีที่เธอทำงานเรื่องนี้ และคงทำต่อไปจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะเป็นมิตรกับความตาย

          เธอ บอกว่า แทนที่จะกังวลเรื่องความตาย หันมาใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีความหมายไม่ดีกว่าหรือ มีอะไรบ้างที่อยากทำก่อนตาย ก็ให้รีบทำ อย่าลังเล อย่ารีรอ อย่าประมาท

         "ถ้าถามว่าอยากทำอะไรก่อนตาย” ?
          มุมมองของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน
          สมัยก่อนเราจะเห็นว่า นักโทษที่ถูกศาลพิพากษาให้ประหาร

ชีวิตโดยการยิงเป้า ก่อนตาย เขาทำอย่างไร อาจจะให้เขียนจดหมาย

ถึงเมียถึงลูก อาจจะให้ฟังพระเทศน์เพื่อสำนึกผิด และยอมรับผล

แห่งกรรมที่ตนได้กระทำด้วยความโหดเหี่ยมทารุณ เพราะชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต เราฆ่าเขาตาย เราก็ต้องชดใช้กรรมคือถูกประหารให้ตายตามจะได้สำนึกผิด หวาดกลัว และไม่กล้าทำผิดอีกนั้น เพราะมีเจตนาจงใจจะฆ่าให้ตาย
            อีกนัยหนึ่ง บางคนก็มีมุมมองว่า การประหารชีวิตก็เพื่อไม่ให้เขาได้ไปสร้างเวรสร้างกรรมกับคนอื่น ๆ อีก ไม่รู้ว่าจะกี่คนตราบใดที่เขายังไม่สำนึกผิด เป็นการตัดตอน ตัดโอกาสไม่ให้เขาได้มีโอกาสสร้างเวรสร้างกรรมกับคนอื่น ๆเพิ่มขึ้นอีกต่อไป ซึ่งมีแต่จะเพิ่มบาปให้กับเขาอย่างไม่มีสิ้นสุดนั้นเอง เพราะพิจารณาดูการกระทำที่เหี้ยมโหดทารุณ
 ผิดวิสัยมนุษย์โดยทั่ว ๆ ไป ถ้าเปรียบกับบัว 4 เหล่าก็เป็นเหล่าสุดท้าย ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง มีแต่จะเป็นภักษาของปลาและเต่าต่อไป

            สมัยผมเป็นเด็ก เห็นภาพใครทำผิด มีภาพเขาถูกยิงเป้า ถูกตัดหัว ถูกแขวนคอเสียบประจานไว้ทางสามแพร่ง เพื่อให้ใครเห็นแล้วหวาดกลัว ไม่กล้าทำความผิดนั้นอีก ไม่กล้าเอาเยี่ยงอย่าง เป็นการใช้กฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์ คือชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน

            แต่ในเวลาต่อมา นักโทษคนใดจะถูกพิพากษาให้ประหารชีวิตหรือไม่นั้น ก็จะพิจารณาดูจากปัจจัยแวดล้อม หลาย ๆ ปัจจัย เช่น อาจจะโดนถูกทำร้าย เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัว  หรือปืนลั่นใส่ตายโดยไม่มีเจตนาโทษก็จะไม่ถึงขั้นประหารชีวิต แต่ถ้าวางแผนการฆ่าโดยไตร่ตรองหรือจงใจจะฆ่าให้ตาย ฆ่าด้วยการยิงปืนยิงนัดเดียวกลัวไม่ตาย กลับยิงซ้ำอีกหลาย ๆ นัด เป็นสิบ ๆ นัด หรือฟันด้วยมีดครั้งเดียวกลัวจะไม่ตาย ต้องฟันหลาย ๆ ครั้งให้สะใจ ถือว่ามิเจตนาจงใจจะฆ่าให้ตายอย่างโหดเหี้ยมทารุณ หรือข่มขืนแล้วฆ่าให้ตายอย่างโหดเหี้ยมทารุณผิดวิสัยจิตใจของมนุษย์ ก็ยากที่จะรอดจากโทษประหารชีวิต

          มีการเล่ากันมาว่า คนเราแต่ละคน ก่อนใกล้จะตาย ก็จะมีอาการไม่เหมือนกัน แล้วแต่กรรมที่เราทำไว้ครั้งยังมีชีวิตอยู่

          บางคนเคยทุบหำวัวหำควาย ก่อนตาย ก็อาจจะมีการร้อง

โอดครวญเหมือนมีอาการเจ็บปวดตามตัว  บางคนเคยฆ่าวัว ฆ่าหมู

มาอย่างโซกโซน อาจจะร้องเหมือนวัวเหมือนหมู เขาเล่ากันมา

อย่างนั้น

          ดังนั้น ก่อนความตายจะมาเยือนหรือเมื่อรู้ว่าตนเองใกล้

จะตายเพื่อให้กรรมที่เราทำบรรเทาลง อาจจะแผ่เมตตาทางจิตใจ

ให้กับเขาที่เราได้ฆ่า เช่น หมู เปิด ไก่ ปลา ปู ฯลฯ ก็แผ่เมตตาอุทิศ

ส่วนกุศลไปให้และบริกรรมว่า สัตว์เหล่านั้น มีบุญคุณอย่างใหญ่หลวง

ต่อชีวิตเรา ถ้าไม่มีเขาเป็นอาหารให้เราได้รับประทาน เราก็ยากที่จะมีชีวิตอยู่ได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมอย่างนี้ เป็นเพราะชีวิตเขาแท้ ๆ ที่มีบุญคุณต่อเรา ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ หรือรอดมาได้ถึงขนาดนี้ เวลาสวดมนต์ก็บริกรรม นั่งสมาธิแผ่เมตตาไปให้สัตว์เหล่านั้น

ภาวนาในใจด้วยเสียงเบา ๆ ว่า

     “สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์

       เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

       จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรกรรม

        ต่อกันและกันเลย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด

        อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

        จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้

         พ้นจากมวลทุกข์ภัยด้วยกัน

          ทั้งหมดทั้งสิ้นเถิด”

         ทำให้จิตเป็นกุศล เมื่อจิตเป็นกุศลแล้ว เราก็จะไม่หลงตาย เพราะมีสติสัมปชัญญะ
อยู่ตลอดเวลา หรือได้สำนึกผิด ก็จะทำให้

วิบากกรรมนั้นลดลง และในที่สุดก็จะเป็นอโหสิกรรม เพราะจิต

ไม่อาฆาตพยาบาท ไม่จองเวรจองกรรมต่อกันและกันอีกต่อไป ดังจะเห็นได้จากในสมัยพุทธกาลมีคนร้ายกลับตัวกลับใจเข้ามาบวชในพุทธศาสนา คือ “องคุลีมาล”จนได้บรรลุอรหันต์ ท่านยังถูกวิบากกรรมตามสนองตลอดเวลา

           และด้วยจิตใจไม่อาฆาตพยาบาท ไม่จองเวรจองกรรมแม้จะโดนประชาทัณฑ์ ถูกทำร้ายสึกเพียงใดก็ตาม ท่านก็ไม่โกรธตนอบ ไม่ทำร้ายตอบ

           กล่าวกันว่า องคุลิมาล หรือ พระองคุลิมาลเถระ เป็นบุคคลสำคัญในยุคต้นแห่งพุทธศาสนา โดยเฉพาะตามพุทธประวัติพุทธฝ่ายเถรวาท เดิมนั้นเป็นโจรปล้นฆ่าคน แต่ภายหลังมีศรัทธาในพุทธศาสนา ได้กลับใจบวชเป็นพระภิกษุ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกทั้งมียังบทสวดของท่านอีกด้วย ชื่อ อังคุลิมาลปริตร

          คำว่า องคุลิมาล นั้นมาจากภาษาบาลี องฺคุลิมาล, จาก องฺคุลิ (นิ้วมือ) + มาล (มาลัย สร้อยคอ สาย แถว) แปลว่า ผู้มีนิ้วมือเป็นมาลัย

            แต่เดิมนั้นองคุลิมาลชื่อว่า อหิงสกะ เป็นบุตรของปุโรหิตในราชสำนักของ พระเจ้าปเสนทิโกศล เมืองสาวัตถี บิดามีนามว่า"คัคคะ" มารดามีนามว่า นางมันตานี

           อหิงสกะ ได้ไปเรียนวิชาที่เมืองตักกสิลา และสามารถเรียนได้รวดเร็วอีกทั้งยังปรนนิบัติอาจารย์อย่างดี จนเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์อย่างมาก เป็นเหตุให้ศิษย์อื่นริษยา จึงยุยงอาจารย์ว่าองคุลิมาลคิดจะทำร้าย อาจารย์จึงคิดจะกำจัดองคุลิมาลเสีย โดยบอกกองคุลิมาลว่า ถ้าจะสำเร็จวิชาต้องฆ่าคนให้ได้ 1,000 คนเสียก่อน

          องคุลิมาลจึงออกเดินทางฆ่าคน แล้วตัดนิ้วหัวแม่มือมาคล้องที่คอเพื่อให้จำได้ว่าฆ่าไปกี่คนแล้ว เหตุนี้เอง อหิงสกะจึงได้รับสมญานามว่า “องคุลิมาล”

          เมื่อฆ่าคนจนครบ 999 คน ก็มาพบพระพุทธเจ้า และนิ้วมือคนที่ 1,000 กะว่าจะไปฆ่ามารดาคนเอง

          เหตการณ์ที่องคุมาลคิดไว้ไปปรากฏในข่ายพระญาณ

ของพระพุทธเจ้า จนพระองค์ทรงคิดว่า ไม่ได้แล้ว องคุลีมาล

จะทำอย่างนี้ไม่ได้ เพราะการฆ่ามารดา บิดาของตนเองนั้น เป็น

บาปหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน

        วันหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เข้ามาพักในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับเขตป่าขององคุลีมาล เพื่อสั่งสอนผู้คนในหมู่บ้าน และถึงวันที่พระพุทธเจ้าจะต้องเดินทางออกไปจากหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างพากันบอกว่า

  

ชาวบ้าน “ท่านอย่าได้เข้าไปในป่านั้นเลย มันเป็นที่อยู่ของฆาตกรใจโหด คนที่ฆ่าคนไปแล้วถึง 999 คน เขาไม่เคยลังเลที่จะสังหารผู้คน และเขาคงไม่คิดว่าท่านคือพระพุทธเจ้า เป็นอันตรายอย่างมาก ถ้าท่านเข้าไปในเส้นทางนั้น”

           พระพุทธเจ้าตอบ “ถ้าเราไม่เข้าไป แล้วใครจะเข้าไป? เขากำลังรอคนสุดท้าย ดังนั้นเราควรจะต้องไป เขาต้องการเรา โดยเราจะต้องรับความเสี่ยงนี้ ไม่ว่าเขาจะฆ่าเรา หรือ เราจะฆ่าเขา”

            เมื่อพระพุทธเจ้าพูดจบได้เดินเข้าไปในป่า โดยสาวกที่ติดตามพระพุทธเจ้าต่างเดินตามเข้าไปอย่างช้า ๆ โดยความกลัว ทำให้พวกเขาทิ้งระยะห่างจากพระพุทธเจ้าไปมากขึ้นเรื่อย ๆ

          เมื่อพระพุทธเจ้าเดินไปถึงเนินเขา ทำให้เดินอยู่เพียงลำพัง โดยมีองคุลีมาลนั่งอยู่บนโขดหิน เมื่อเขาเห็นพระพุทธเจ้าเดินมาและคิดว่า “ชายคนนี้ไม่ได้ตระหนักเลยว่าเราอยู่ตรงนี้ เพราะไม่เคยมีใครผ่านเส้นทางนี้มานานมากแล้ว”

         แต่เนื่องด้วยท่าทาง กิริยาที่สำรวมของพระพุทธเจ้า ทำให้องคุลีมาลที่แม้จะเป็นฆาตรกรใจโหดยังรู้สึกได้ถึงความเมตตาของพระพุทธเจ้าและคิดว่า “อาจจะไม่เป็นการดีแน่ หากเราต้องฆ่าคนนี้ เราควรจะปล่อยเขาไป และหาคนใหม่เพื่อทำให้คำสาบานของเราสำเร็จเป็นจริง”

            เมื่อเขาคิดแบบนั้น องคุลีมาลได้ตะโกนบอกพระพุทธเจ้าว่า

            องคุลีมาล “หยุดอยู่ตรงนั้น และกลับไปเสีย อย่าเดินเข้ามาอีก ข้าคือองคุลีมาล ผู้ซึ่งฆ่าคนมาแล้ว 999 คน และเราต้องกาฆ่าอีกเพียงคนเดียวก็จะบรรลุคำสาบาน แม้แต่แม่ของข้าเอง หากเข้ามาในนี้ ข้าก็จะฆ่าเธอเสียเพื่อบรรลุคำสาบานนี้”

            องคุลีมาล “ดังนั้น อย่าเข้ามาใกล้เรา เจ้าอาจจะดูเหมือนนักบวช แต่เราไม่ได้นับถือหรือมีความเชื่อในศาสนาหรือลัทธิใด ๆ เราไม่สนใจหรอกว่า เจ้าจะเป็นนักบวชที่ดีแค่ไหน สิ่งที่เราสนใจเพียงอย่างเดียว คือการฆ่าอีกเพียง 1 คน เพื่อให้ได้นิ้วมือมา ดังนั้นอย่าเดินเข้ามา ไม่เช่นนั้นเราจะฆ่าเจ้าเสีย”

          พระพุทธเจ้ายังคงเดินต่อไปตามเส้นทางนั้น

           องคุลีมาลคิดว่าชายคนนี้อาจจะตาบอดและหูหนวก ทำให้เขาตัดสินใจตะโกนอีกครั้ง

           “หยุดเดี๋ยวนี้ หากเดินเพียงอีกก้าวเดียว เราจะไม่ไว้ชีวิตของเจ้า”

            พระพุทธเจ้าตอบ

           “เราหยุดมานานมากแล้วองคุลีมาล ท่านต่างหากที่ยังไม่หยุด เราหยุดในทุกสิ่งทุกอย่าง หยุดความต้องการในทุกสิ่ง แล้วเราจะเคลื่อนไหวได้อย่างไร?”

 

               พระพุทธเจ้า

           “ไม่มีเป้าหมายอะไรอีกแล้วสำหรับเรา เพราะเราได้ไปถึงเป้าหมายนั้นแล้ว และทำไมเราถึงจะต้องเดินไปต่อหรือเคลื่อนไหวอีก? ท่านต่างหากที่ยังไม่หยุด เราต่างหากที่ควรบอกท่านให้หยุดได้แล้ว”

          องคุลีมาลยังอยู่บนโขดหิน เขาเริ่มหัวเราะ และพูดว่า

         “เจ้าคงเป็นพวกวิกลจริต ข้านั่งอยู่บนนี้โดยไม่ได้เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย แต่เจ้ายังบอกว่าข้ายังไม่หยุด ในขณะที่เจ้ายังเดินอยู่ แต่มาบอกข้าว่า ให้ข้าหยุดได้แล้ว ฟังดูเหลวไหลสิ้นดี”

          พระพุทธเจ้าได้เดินเข้ามาใกล้องคุลีมาล และพูดว่า

         พระพุทธเจ้า

             “เราได้ยินว่าท่านต้องการนิ้วมืออีกเพียงนิ้วเดียว เราได้ไปถึงเป้าหมายของเราแล้ว ถึงตอนนี้ร่างกายของเรานี้ไร้ซึ่งประโยชน์ เมื่อเราตาย ผู้คนก็จะเผาเรา และมันก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป”

          พระพุทธเจ้า “ท่านสามารถใช้ร่างกายของเราเพื่อบรรลุ

คำสาบานของท่าน จงตัดนิ้วของเราเสีย จงตัดศีรษะของเราเสีย ซึ่งเรามาด้วยจุดประสงค์นี้ เพราะนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ร่างกายของเราจะได้ใช้ประโยชน์ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้วผู้คนก็จะต้องเผาร่างกายนี้ไปอยู่ดี”

              องคุลีมาล “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? ข้าคิดว่า ข้าเป็นคนเดียวที่เป็นคนบ้าอยู่แถวนี่เสียอีก อย่ามาพยายามทำเป็นอวดฉลาด เพราะว่าข้านั้นอันตรายมาก ข้าสามารถฆ่าเจ้าทิ้งเสียได้ง่าย ๆ”

               พระพุทธเจ้า “แต่ก่อนที่ท่านจะฆ่าเรา ขอให้ท่านทำสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นความประสงค์ของคนที่จะต้องตาย เพียงแค่ตัดกิ่งไม้นี้ทิ้งเสีย”

                องคุลีมาลฟันกิ่งไม้ใหญ่นั้นด้วยดาบของเขา ขาดลงอย่างง่ายดาย

                 พระพุทธเจ้า “คำขอสุดท้าย จงต่อกิ่งไม้นั้นกลับไปเหมือนเดิม”

                  องคุลีมาล “ถึงตอนนี้ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าคงเสียสติไปจริง ๆ ข้าสามารถตัดมันได้ แต่ไม่สามารถต่อมันได้”

                  พระพุทธเจ้าหัวเราะและพูดว่า “เมื่อท่านสามารถทำลายได้อย่างเดียว แต่ไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์ได้ ท่านก็ไม่ควรที่จะทำลาย เพราะว่าการทำลายนั้น แม้กระทั่งเด็ก ๆ ก็สามารถทำได้ ซึ่งไม่มีความกล้าหาญใด ๆ อยู่เลย”

                  พระพุทธเจ้า “กิ่งไม้นั้นสามารถถูกตัดลงได้ด้วยเด็ก ๆ แต่ต้องการคนที่เชี่ยวชาญในการต่อมันเข้าไปเช่นเดิม”

                   พระพุทธเจ้า “และแม้กระทั่งกิ่งไม้นั้นท่านยังไม่สามารถต่อกลับเข้าไปได้ แล้วทำไมท่านถึงกล้าตัดได้แม้กระทั่งศรีษะของคน ท่านได้เคยคิดถึงสิ่งนี้หรือไม่?”

                    องคุลีมาลได้หลับตาและก้มลงต่อเบื้องหน้าของพระพุทธเจ้าและพูดว่า “ท่านได้ชี้ทางสว่างให้กับเรา”

             ต่อมาองคุลีมาล ก็ยอมตนเป็นสาวก และได้อุปสมบทใน

พุทธศาสนา และปฏิบัติธรรมจนบรรลุพระอรหันต์ตามที่กล่าวแล้ว

 

 

แหล่งข้อมูล

https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/727347

https://www.komchadluek.net/news/22613

https://www.whatif-th.com/post/buddha-and-angulimala-story

https://youtu.be/fvpeZJdTzHU