ข้าวไทยยังไม่หายไปไหน

29 ตุลาคม 2564

: ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)[1]

 

ชาวนาไทยคือกระดูกสันหลังของชาติ

มีคำกล่าวขานที่เป็นเพลงปลุกใจให้รักชาติอย่างฮึกเหิมในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จะว่าไปคำนี้ สมัยนี้ก็ยังไม่ตกยุค เพราะคนไทยต้องรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแต่โบราณ คำถามที่ทักทายกันก็จะทักกันว่า “ทานข้าวหรือยัง” ในทางพระมหากษัตริย์ก็มี “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ในทางชาวบ้านแน่นอนมีการทำบุญ “ขวัญขวัญ” กันทุกภาคตามความเชื่อของแต่ละพื้นถิ่น ข้าวถือเป็น “วัฒนธรรมข้าว” [2] ได้ เฉพาะในย่านอุษาคเนย์หรือสุวรรณภูมิแห่งนี้ ที่เป็นย่านยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง คือ “ประเทศไทย” ที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล เหนืออื่นใด “วัฒนธรรมข้าว” ในวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับข้าว มันเป็น “อำนาจทางวัฒนธรรม” (soft power) [3] โดยวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องของความเชื่อ วิถีชีวิต การยึดถือ ที่สืบทอดต่อๆ กันมาของกลุ่มชนจากรุ่นสู่รุ่นถึงปัจจุบัน ที่เห็นว่าดีงาม แต่หากไม่ดี ผลจะตรงข้าม

นอกจากนี้เศรษฐกิจรากหญ้าในบ้านนอกก็เป็นของชาวนาชาวไร่อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปบ้าง ภาพนี้ไม่เปลี่ยน มันเห็นภาพชัดเมื่อคนติดเชื้อโควิด และกลุ่มเสี่ยงโควิดได้กระจายตัวกลับบ้านกันอย่างถ้วนหน้า หลายคนกลับไปบ้านเพื่อจะไปทำงานที่บ้าน ประจวบกับช่วงก่อนฝนพอดี ที่คนอีสานแรงงานต่างถิ่นได้กลับชนบทบ้านนอก[4] เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ด้วยหวังว่าเศรษฐกิจรากหญ้าบ้านนอกจะได้ลืมตาอ้าปากบ้าง คนบ้านนอก “เมื่อฝนท่วม ต่อไปก็ฝนแล้ง หน้าหนาว” นี่ก็หน้าฝนแล้ว กำลังจะปลายฝน แล้วก็ต้นหนาวในปลายปีพฤศจิกายน ธันวาคม ที่ต้องเกี่ยวข้าวกัน ลองมาดูเรื่องข้าวแบบบ้านๆ กันสักตั้ง ไม่ต้องไปอ้างหลักทฤษฎีใด เอาที่เห็นๆ แล้วกัน

 

ข้าวไทยหายไปไหน

ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวในตลาดโลกในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่มีคำถามว่า “ข้าวไทย(หาย)ไปไหน” [5] เป็นปริศนาธรรมที่คนปัจจุบันต้องมาหาคำตอบกัน ชาวนากับข้าวไทย ข้าวไทยการตลาดตอนนี้แย่ ข้าวไทยตอนนี้แย่มาก ในสถานการณ์ทางการเมืองมันส่งผลไปถึงความเชื่อมั่นศรัทธาในรัฐบาลด้วย รัฐจะรอดหรือจะจอดก็ในฤดูเก็บเกี่ยวนี่แหละมั้ง ก็เพราะปัญหาที่หมักหมมไว้เกินเยียวยา รอระเบิด หนึ่งในนั้นอาจเป็นปัญหาชาวนาชาวไร่ เรื่องข้าวๆ ก็ได้ 

ชาวนาบ้านนอกมีชีวิตเดิมๆ วนเวียนพันธุ์ข้าวนิยม การตกกล้า การดำนา (นาปี นาปรัง) การไถ การหว่าน การเกี่ยว รวมถึงนายทุนโรงสี ฯลฯ ปัจจุบันมีมาใหม่ เช่น มีการปลูก การเกี่ยวข้าวด้วยรถ การทำนาแปลงใหญ่ ไม่มีประเพณีลงแขก ไม่มีสาโทตีข้าว เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักการปลูกข้าว ชาวนาหลายแห่ง ปลูกข้าวขายเชิงพาณิชย์ ให้แก่นายทุน เช่น แถว จ.อยุธยา แถวทุ่งกุลา แถวเขตชลประทาน จะทำนากันปีละ 3 ครั้ง มิได้ปลูกขายไว้กิน หรือ ไว้ขายส่วนตัว แต่เน้นเชิงพาณิชย์เอากำไรมากๆ ที่สุด เพื่อขายแก่นายทุน เป็น “นาข้าวเชิงพาณิชย์” ที่คนปลูกข้าวอาจไม่ได้เป็นชาวนา หรือเป็นชาวนาก็จริงแต่ปลูกข้าวเน้นเพื่อการส่งขาย 

ที่ตลกร้ายของชาวนาไทยกับข้าวไทย ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็คือ “ชาวนาขายข้าวเปลือก แต่ซื้อข้าวสารกิน” ที่สมัยก่อนปลูกข้าวเอาไว้กิน ที่เหลือคือทุนในการดำรงชีพ ที่ขายได้ราคาสูง ปัจจุบันขายขาดทุน[6] ชาวนาไทยขายข้าวเปลือก กก.ละ 4.5 บาท “ถูกกว่ามาม่า” เพราะ demand supply ข้าวไทยมีปัญหา supply chain ของที่มาป้อนมีปัญหา การส่งออกมีคู่แข่ง และต่างประเทศเริ่มปลูกข้าวขาย ฉะนั้น ในระบบเศรษฐกิจของข้าวนั้น หากปล่อยไปตามกลไกของตลาด การแข่งขันเสรีมันนำไปสู่การผูกขาด และไม่เป็นธรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก กวาดเรียบกินรวบ” ที่เรียกว่า “the winner take all”  “วัฎจักร ปลาใหญ่ กินปลาน้อย” ก็วนเวียนเช่นเดิม ชาวบ้านชาวนาเสียเปรียบวันยังค่ำ รัฐจึงต้องเข้าไปพยุงราคา เข้าไปอุดหนุนในบางขั้นตอน[7] จึงมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีการส่งเสริมการลงทะเบียนชาวนา ยื่นแบบ ทบก.01 หรือ “เกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบกิจกรรมการเกษตร เป็นอาชีพหลัก” ตามเป้าหมายรัฐ 5.7 ล้านครัวเรือน โดยเฉพาะโครงการประกันรายได้พืช 4 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ตามระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ.2554[8] พืชหลักๆ ของไทย ณ เวลานี้ พืชผลทางการเกษตรที่รัฐควรช่วยเหลือด่วน คือ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่ว ส่วนยางพารา กับ อ้อย ก็กระตุ้นกองทุน ถ้าชาวบ้านอยู่ไม่ได้ รัฐราชการก็ไปไม่รอด

ในความหลากหลายของเครื่องมือทุ่นแรงการเกษตร รวมทั้งบริการเครื่องทุ่นแรง ระบบชลประทาน ระบบสายพันธุ์ สุดท้าย ระบบการตลาด รัฐมีระบบรองรับไว้หมด แต่ไปติดขัดที่ราคาผลผลิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ชาวนาขายข้าวเป็นกิโลกรัม เป็นตัน เป็นข้าวเปลือก มีแบบขายข้าวสารบ้าง แต่น้อย บางแห่งเป็นข้าวอินทรีย์ในวงจร แปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว ส่วนใหญ่ไปอยู่ในระบบทุน ไม่ได้อยู่ในมือของชาวนา นับตั้งแต่โรงสีเป็นต้นไป

 

ต้นทุนการปลูกข้าวที่แพงสูงขึ้น

ปัจจุบันข้าวไร่ในไทย (Upland rice) หรือ ข้าวที่ปลูกได้ทั้งบนที่ราบและที่ลาดชัน น่าจะมีน้อยลง เพราะข้าวไร่คือพื้นที่บุกเบิกใหม่ๆ เท่านั้น พื้นที่บุกเบิกเดิม น่าจะเป็นที่สวนไปแล้ว ปกติชาวนาจะปลูก “ข้าวนา” หรือ ข้าวนาน้ำฝน[9] (พฤษภาคมถึงตุลาคมและเก็บเกี่ยวสิ้นสุดไม่เกินกุมภาพันธ์) และข้าวนาปรัง ที่ปลูกนอกฤดูการทำนาปกติ 

มาดูต้นทุนการปลูกข้าวหรือการผลิตข้าว จากท้องที่บ้านนอกแห่งหนึ่งในภาคอีสานเป็นต้นทุนราคาโดยประมาณ[10] ราคาข้าวในปี 2564 ณ ตุลาคม ราคาข้าวเหนียว เก่าตันละ 5,700-6,200 บาท แต่ละพื้นที่อาจมีขึ้น ลง ราคาข้าวจ้าว (มะลิ) ราคาตันละ 6,000-7,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นราคาที่ตกต่ำ กว่าทุกปี ในทางกลับกันต้นทุนในการทำนาปี 2564 กลับมีราคาสูงขึ้นซึ่งเป็นสินค้าของนายทุน เช่น (1) น้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาท ขึ้นลงตามท้องตลาด (2) น้ำมันเบนซิน 91-95 ลิตรละ 30-32 บาท ราคาขึ้นลงตามท้องตลาด (3) ค่าไฟฟ้า ชาวนาบางพื้นที่ใช้ ค่าไฟก็มีราคาแพง (4) ราคาปุ๋ยเคมี (N-P-K) ในนาข้าวได้แก่ (4.1) ปุ๋ยรองพื้นมีทั้งเคมีและชีวภาพ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าปุ๋ยใบ ถ้าเป็นเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ราคากระสอบละ 900-1000 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปีเป็นเท่าตัว ส่วนปุ๋ยชีวภาพ กระสอบละ 500-700 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปีเป็นเท่าตัว (4.2) ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 16-20-0 ชาวบ้านเรียกสูตรแตกกอ ระยะสร้างรวงอ่อน อายุ 55-60 วัน ราคากระสอบละ 900 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปี ที่ปกติจะซื้อกระสอบละ 600-700 บาท (4.3) ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ที่ชาวบ้านเรียก สูตรรับรวง กระสอบละ 920 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปี ที่ปกติทุกปีจะราคา 750-820 บาท เป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมปุ๋ยยูเรีย สูตร เอาใบ สูตร 46-0-0 ของเจียไต๋ ราคาแพงเท่าตัวในปีนี้ แถมขาดตลาดบางช่วงอีกต่างหาก ข้อสังเกตเรื่องดิน นาในภาคกลางมักเป็นดินเหนียว มีธาตุโพแทสเซียม (K) พอเพียงกับความต้องการของต้นข้าวแล้ว ส่วนดินในภาคอีสานนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายถึงดินทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) จึงต้องใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-8  

นี่ยังไม่รวมต้นทุนจิปาถะอื่นใดที่อาจมี ค่ารถไถ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายาฆ่าหญ้า ฆ่าเพลี้ย ค่าปะทัดไล่นก ค่าเกี่ยวข้าว ค่าจ้างอื่น ค่าสูบน้ำเข้านา ฯลฯ ข้อสังเกตทำไหมสินค้าของกลุ่มนายทุนแพงจึงแพง แต่ราคาข้าว ซึ่งคนส่วนใหญ่ทั่วไปใช้รับประทาน ถึงราคาตกต่ำ มันไม่สมดุลกับต้นทุนที่ชาวนาได้ลงไป นี่ล่ะคือชีวิตชาวน่าที่เป็นกระดูกสันหลังที่สร้างให้พ่อค้าคนกลาง คนส่งออก คนผลิตปุ๋ย เกี่ยวกับข้าวจนร่ำรวยเป็นล่ำเป็นสัน แต่ชาวนายังถูก เอาเปรียบเหมือนเช่นเคย แล้วชาวนาจะพึ่งใครได้ รัฐบาล นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจต้องมีการดูแลเกษตรกรอย่างเป็นระบบ เมื่อหาเสียงก็อ้างชาวนาเป็นวาทะอันสละสลวย คำพูดสวยดูดีข้ออ้างเดิมๆ ที่ใครต่อใครได้ฟังก็ชอบ แต่ผลสุดท้ายกำไรไปตกที่นายทุน หลายตระกูลร่ำรวยจากการเกษตร การค้าขายข้าว หรือ ผลผลิตที่เกี่ยวกับข้าว ที่ชาวนาทำขึ้น บางคนเป็นรัฐมนตรี สรุปคนผลิตข้าว มีแต่หนี้สิน รกรุงรัง แต่คนรับข้าวไปขายต่อ พ่อค้าคนกลาง มีแต่รวยกับรวย คนรับซื้อข้าว อาจได้เป็นนักการเมืองผู้โด่งดัง เป็นรัฐมนตรีได้ แต่ชาวนาก็ยังเป็นชาวนาผู้ยากจนอยู่[11]

 

วาทกรรมลวงโลกของระบบทุนนิยมเสรี

ตามหลักการทุนนิยมอาจดี เพราะ มี free & fair แต่กลับเป็น “วาทกรรมลวงโลก” ที่ไม่ดีตรงที่มันนำไปสู่การผูกขาดทุนได้ โดยเฉพาะในเครื่องมือทำมากิน เช่น ปัจจัยที่ดิน (Land) มีนักวิชาการวิพากษ์ทุนนิยมไทยว่า ไทยกำลังอยู่ในระบบ neo-baron (คณะขุนนางใหม่)[12] เป็นเสรีนิยมใหม่แบบผู้นำทหารครองเมือง แทนที่รัฐจะแทรกแซงการตลาดในบางช่วงบางขณะ แต่รัฐกับนายทุนใหญ่กลับรวมกันร่วมมือกัน อันจะทำให้เกิดการผูกขาดที่มากขึ้น สุดท้าย การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกกีดกัน เป็นการปิดกั้นเสรีภาพ มีความเหลื่อมล้ำสุดๆ GDP เป็นของคนไทยเพียงแค่ 1% เท่านั้น มีการเสนอทางออกด้วยการ[13] (1) สนับสนุนพรรคการเมือง ที่ส่งเสริม เศรษฐกิจชุมชน SMEs เป็นนักการเมืองน้ำดี (2) สร้างแรงกระเพื่อมทางปัญญาที่ต้องทำต่อเนื่อง (3) ขับเคลื่อนหนุนเนื่องพลังผู้บริโภค (Consumer Power) นึกไปถึงพลัง อสม.ในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขพื้นบ้าน (4) สร้าง web page online สร้างพลังกลุ่มได้ เอาข้อเท็จจริงเพียง 3 อย่างคือ ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ เพียงพอ 

 

แถมส่งท้ายเรื่องข้อตกลง CPTPP มีผลดีผลเสียแก่ประเทศไทยอย่างไร  

ข่าวรัฐบาลไทยประวิงเวลาการเข้าร่วมในข้อตกลง CPTPP ที่ย่อมาจาก Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership[14] มีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ที่มีข่าวว่าจีนจะขอเข้าร่วมด้วย ความตกลงนี้เริ่มมาแต่ปี 2006 เดิมเรียก TPP มีสหรัฐอเมริกาด้วย แต่ถอนตัวออกในปี 2017 เป็นข้อตกลงทางการค้ากับประเทศแถบภาคพื้นแปซิฟิก ที่มีประชากรกว่า 500 ล้านคน และ GDP กว่า 13.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

ข้ออ้างว่าเป็นผลดีแก่ประเทศไทย เช่น โอกาสที่ไทยจะพัฒนาเป็นตลาดใหญ่ได้[15] ไทยจะสามารถขยายฐานการผลิตให้ใหญ่ได้ เป็นผลดีต่อนักลงทุนและการส่งออกได้มากขึ้น โอกาสเงินทุนไหลเข้าประเทศมากขึ้น[16] ไทยสามารถสร้าง “มาตรฐานการค้าคุณภาพสูงสุดในเวทีโลก”

ข้ออ้างว่าเป็นผลเสียแก่ประเทศไทย ในภาพรวมในระยะยาว เกรงว่าเกษตรกรไทยจะเสียเปรียบนายทุน จึงไม่ดี เนื่องจาก (1) ถูกร่างโดยประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงเอื้อประโยชน์ให้กับ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ยึดถือหลัก “กลไกทางตลาด” ระบบเศรษฐกิจปลาใหญ่กินปลาเล็ก อาจทำให้คนรากหญ้าด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค ในสินค้าจำเป็นได้ (2) การแก้ไขกฎหมายด้านการเกษตร[17] ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกเองได้ นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรและยาจะสูงขึ้น ยากที่จะเกิดแบรนด์ไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตีตลาดง่าย (3) ประชาสังคมไทย (Civil Society) ชุมชนไทยเป็นสังคมพึ่งการเกษตร มีเกษตรกรเป็นกลุ่มอาชีพหลักที่ยังไม่เข้มแข็ง รัฐขาดการส่งเสริมองค์กรชุมชนรากหญ้า การกระจายอำนาจล้มเหลว รัฐใช้ระบบ "รัฐราชการรวมศูนย์" รัฐเชื่อฟังแต่ราชการ ปิดหูปิดตาคนรากหญ้า สร้างความเหลื่อมล้ำในหลายๆ มิติแก่ชุมชน และประชาชน โดยเฉพาะโอกาสทางเศรษฐกิจ (ไม่กระจายทุน) และ การกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นแบบเทียมๆ ที่ขาดตอนไม่ต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นต้น

ข้ออ้างอื่นว่า หากไทยไม่ร่วมมือด้วย กลุ่มจะไม่ซื้อสินค้าเกษตรไทย ข้อที่เสียมาก คือ การผูกขาดพืชพันธุ์ทุกชนิด[18] ให้ซื้อเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มจากบริษัทอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์ ก็จะไม่รับซื้อสินค้าเกษตรนั้น และต้องซื้อทุกๆ ปี เมล็ดพันธุ์ถูกผูกขาด เมล็ดพันธุ์ เรียกว่า เมล็ด F1[19] ปลูกแล้วขยายพันธุ์ไม่ได้ บังคับต้องซื้อใหม่ทุกๆ ปี ราคาแพง พืชพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่ขายตามท้องตลาด ใส่ซองขาย ฯลฯ คือ F1 ปลูกได้ครั้งเดียวยายพันธุ์ ไม่ได้ ข้าวที่ชาวนาภาคกลางปลูก เพื่อการขาย ก็เช่นกันเป็น F1 นายทุนซื้อข้าวเปลือกชาวนา ราคา กก.ละ 4.5-8 บาท แต่ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ กก.ละ 50-60 บาทและราคาจะแพงขึ้นเรื่อยๆ เทคนิคผู้ขายเมล็ดพันธุ์อาจนำเอาผลผลิต F1 ที่ชาวนาปลูกและขายให้นี้ไปใช้สารกระตุ้นแล้วนำกลับมาขายให้ชาวนาปลูกก็เป็นได้ แต่ชาวนาเอาข้าวที่ปลูก ได้ผลผลิต มาทำพันธ์ ปลูกไม่ได้หรือ ได้ผลผลิตน้อยมาก เมื่อเอา ผลผลิต F1 มาปลูก เรียกว่า F2 ที่ต้องนำไปขาย ใช้ทำพันธุ์ไม่ได้

สรุป CPTPP ผูกขาดพันธุ์พืช บังคับซื้อแต่ของกลุ่ม สูญพันธุ์พืชสินค้าเกษตรไทย จากข้าวต่อไปอาจเป็น ทุเรียน เงาะ ลำไย ฯลฯ พืชพันธุ์ไทยทุกชนิด อาจสูญพันธุ์ เป็นความร้ายของ CPTPP ที่เกษตรกรไทยพึงระวัง ที่อาจทำให้ “วัฒนธรรมวิถีข้าวไทยหายไปจากสารบบโลก” ก็ได้ จึงมีข่าวว่า ชาวนาค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าว (2562) [20] หวั่นถูกผูกขาดเมล็ดพันธุ์ที่รัฐบาลกำลังจะนำเสนอต่อรัฐสภา

 

 ความล่มสลายของราคาสินค้าการเกษตร ในทางการตลาดโลก การรวมกลุ่มประเทศสินค้าเกษตร เพื่อต่อรองเพดานราคาขั้นต่ำสินค้า เช่น ข้าว เป็น “การฮั้ว” กันของระบบทุนนิยมเสรี ของกลุ่มประเทศยากจน แต่การการฮั้ว “ราคาน้ำมัน” เป็นของกลุ่มประเทศร่ำรวย (ประเทศอุตสาหกรรม) ที่มีต้นทุนราคาที่แตกต่างกันมากๆ อย่าลืมว่าในประเทศไทยนั้น GDP หลักคือการเกษตร ที่ต้องเหลียวมามองเกษตรกรให้ลืมตาอ้าปากได้ มีผู้ตั้งสังเกตว่า “การยึดอำนาจรัฐ” หรือรัฐประหารไทยที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้น ก็เพราะอำนาจจากชนชั้นนำได้เสื่อมตกไปเป็นอำนาจของประชาชนมากเกินไป จนชนชั้นนำมีความรู้สึกว่าไม่สุขสบายเริ่มสูญเสีย จึงเกิดการยึดอำนาจ แล้วประชาชนรากหญ้าได้อะไร ไม่เข้าใจ  


 

[1]Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine & Panya Raha, ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น), บทความพิเศษ, สยามรัฐออนไลน์, 29 ตุลาคม 2564, https://siamrath.co.th/n/292862 

[2]พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวในสังคมไทย อาจพูดได้ว่าหมายถึง พิธีกรรมเกือบทั้งหมดในสังคมไทยทีเดียว เพราะพิธีกรรมที่มีความหมายและมีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนานั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน และการทำมาหากินของคนไทยในสังคมไทยนั้น ตั้งแต่อดีตก็คือการทำเกษตรกรรม การเพาะปลูก ซึ่งก็ไม่พ้นการทำไร่ทำนานั่นเอง

พิธีกรรมดั้งเดิมของสังคมไทยก่อนการรับพุทธศาสนาหรือศาสนาฮินดูเข้ามานั้น เป็นเรื่องของความพยายามจะติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติหรือว่าผี โดยเชื่อว่าผีมีอิทธิพลเหนือผลผลิตและต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจจะเรียกว่าใช้วิธีการทางไสยศาสตร์ ต่อมาเมื่อมีการรับพุทธศาสนาเข้ามาแล้วก็มีการผสมผสานกัน จนพิธีกรรมที่เป็นของชาวบ้านหลายๆ วิธีได้มีการปรับรับไปเป็นพระราชพิธี พิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวมีความสำคัญต่อชาวบ้านมากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับการทำมาหากินเลี้ยงชีพ พิธีกรรมข้าวจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปีตามลำดับการเพาะปลูกข้าว โดยช่วงที่สำคัญที่สุดจะอยู่ระหว่างหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตและก่อนเริ่มฤดูกาลใหม่

พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวของชาวพุทธ มีลักษณะผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับความเชื่อทางศาสนา ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลักเพราะได้รับวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ รูปแบบการทำนาของชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนาปีเป็นส่วนมาก ชาวนามีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับการทำนา และยังได้รับการปลูกฝังสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับการทำนามาจากบรรพบุรุษ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆ

วัฒนธรรมข้าวสมัยใหม่ ได้แก่ วิถีการดำเนินชีวิต แบบแผน พฤติกรรม การแสดงออกในการดำเนินชีวิต รูปแบบ วิธีการ กระบวนการเครื่องมือเครื่องใช้ ภูมิปัญญา ความคิด อุดมการณ์เกี่ยวกับข้าวและการทำนาของชาวนา หรือสังคมชาวนาที่เกิดขึ้น สั่งสม ปรับปรุง แก้ไข เลือกสรร สืบมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นและพัฒนาอยู่ในโลกปัจจุบัน

ดู ข้าวไทยไปญี่ปุ่น, พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, 2537, http://www.rspg.or.th/special_articles/hrs_rice/rice_1.htm & ศิลปะและวัฒนธรรมข้าว - จุดกำเนิดพิธีกรรม และความเชื่อที่เกี่ยวกับข้าว ที่มา: มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (thairice.org), 13 มีนาคม 2552, http://www.openbase.in.th/node/10222 & วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับข้าว แยกเป็น (1) วัฒนธรรมด้านภาษา อ้างจาก วรัญญา เอี่ยมสำอาง, ข้าวในสำนวนไทย, 4 มกราคม 2557 และ (2) ความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับการปลูกข้าว, http://203.131.210.88/larts/culture/011156.pdf & ข้าว : จุดกำเนิดพิธีกรรมข้าวไทย โดย สุดารัตน์ บัวศรี นักวิชาการศึกษาชำนาญการ หน่วยบรรณาธิการ ฝ่ายวิชาการ สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557, https://www.stou.ac.th/study/sumrit/4-58(500)/page1-4-58(500).html 

& วัฒนธรรมข้าว : กระบวนการผลิตและการบริโภคตามวิถีพุทธ (Rice Culture : The Production and Consumption Process According to Buddhism) โดย ศิริพรรณ สุทธินนท์ (Siripun Sutthinon), หลักสูตรพุทธศาสนดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, Doctor of Philosophy Program in Buddhist Studies Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University, ปี 2560, ในวารสารมหาจุฬาวิชาการ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2561), Thaijo, 6 พฤศจิกายน 2561, https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/download/162940/118748/

& พบการทำนา-ปลูกข้าว ในไทยตั้งแต่ 5,500 กว่าปีก่อน, ในวารสารศิลปวัฒนธรรม, 19 มิถุนายน 2564, https://www.silpa-mag.com/history/article_26544      

[3]Soft Power เป็นศัพท์วิชาการที่มีการกล่าวขานกันมานานแล้ว ที่มีผู้แปลศัพท์คำนี้อย่างง่ายว่าหมายความถึง “อำนาจโน้มนำไทย” Soft Power (อำนาจละมุน หรือ อำนาจแบบอ่อน) หมายถึง อำนาจในการชักจูงหรือโน้มน้าวประเทศอื่นให้ปฏิบัติตามที่ตนประสงค์ โดยการสร้างเสน่ห์ ภาพลักษณ์ ความชื่นชม และความสมัครใจพร้อมที่จะร่วมมือกันต่อไป อำนาจแบบนี้จะได้รับการยอมรับมากกว่าอำนาจแบบแข็ง (Hard Power) หรืออำนาจเชิงบังคับอย่างอำนาจทางทหาร Soft Power มาจากทรัพยากรสำคัญ 3 ประการ คือ (1) วัฒนธรรม (culture) (2) ค่านิยม (values) (3) นโยบายต่างประเทศ (foreign policy)

ดู ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายยุทธศาสตร์ Soft Power ของไทย ชุดโครงการ “จับตาอาเซียน” (ASEAN Watch)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์, 2561, http://aseanwatch.org/wp-content/uploads/2018/10/ข้อเสนอนโยบาย-soft-power-revised.pdf  

[4]แรงงานชนบทบ้านนอกเช่นคนอีสานกลับบ้านคืนถิ่น มีแรงงานอยพกลับบ้านในช่วงล็อกดาวน์ตั้งแต่พฤษภาคม 2564 เป็นต้นมา เพราะคำสั่งปิดแคมป์-หยุดทำงานก่อสร้าง 30 วัน ตัวต้นเรื่องมาจากคำสั่งฉบับที่ 25 ตามกฎหมายฉุกเฉิน สาระสำคัญสั่งหยุดทำงานก่อสร้างในแคมป์ก่อสร้าง กับห้ามนั่งกินข้าวในร้าน ให้สั่งกลับบ้านได้อย่างเดียว จำกัดพื้นที่เพียง 10 จังหวัด มีชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด กับเมืองไข่แดงศูนย์กลางเศรษฐกิจประเทศที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลอีก 6 จังหวัด (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม) มีผลบังคับใช้ 28 มิถุนายน-27 กรกฎาคม 2564 มาตรการปิดแคมป์ ทาง “กทม.-กรุงเทพมหานคร” ออกประกาศตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2564 ควบคุมแคมป์-การเคลื่อนย้ายแรงงาน ตอนออกประกาศ กทม.ฉบับแรก เรามีปัญหาพบ 39 คลัสเตอร์โควิด (ปลายมิถุนายนทะลุ 111 คลัสเตอร์) 1 ในเป้าใหญ่ของการระบาดตัวเลขฟ้องว่ามาจากแคมป์คนงาน จุดรั่วของมาตรการอยู่ที่ให้ข่าวตั้งแต่เย็นวันศุกร์ แต่ให้มีผลบังคับเช้าวันจันทร์ คนงานก่อสร้างเหมือนผึ้งแตกรัง ในกรุงเทพฯ ไม่มีงานทำนานเป็นเดือน รออะไร กลับบ้านต่างจังหวัดดีกว่า เห็นหัวข่าวแวบ ๆ คนงานใน กทม.ส่งออกโควิดไปติดคนต่างจังหวัด 32 จังหวัด

ดู ปิดแคมป์ คนงานก่อสร้าง, ประชาชาติธุรกิจ, 4 กรกฎาคม 2564, 10:18 น., https://www.prachachat.net/columns/news-704371

ข้อมูลจาก Mobile Big Data โดย ดร. เสาวณีจันทะพงษ์ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย & วริศ ทัศนสุนทรวงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้ฐานข้อมูล Telco ของ True Digital Group ของผู้ใช้มือถือประมาณ 20 ล้านคน ช่วง 1 ม.ค. 2562 - 28 ก.พ. 2564 ศึกษาพฤติกรรมการย้ายคืนถิ่นของแรงงาน ในช่วงล็อกดาวน์ครั้งแรก (เริ่ม 26 มี.ค. 2563) และช่วงการ Lock down ครั้งสอง มีข้อค้นพบ ดังนี้

(1) ภาพรวม แรงงานย้ายคืนถิ่นกลับภูมิลำเนาขนานใหญ่ทั่วประเทศ สะท้อนจากจำนวนประชากรทั้งย้ายเข้าสุทธิและย้ายออกสุทธิ ในช่วง ก.พ.-เม.ย. 2563 รวมกัน 2.0 ล้านคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงหลังปี 2563 กว่า 2 แสนคนต่อเดือน (2) ในมิติเชิงพื้นที่ แรงงานที่ถูกเลิกจ้างย้ายถิ่นออกจากกรุงเทพฯและปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวหลัก ชลบุรี ภูเก็ตและเชียงใหม่เป็นสำคัญ เฉพาะ ก.พ. มีประชากรย้ายออกจากกรุงเทพฯ สูงถึงร้อยละ 58 ของคนย้ายถิ่นทั้งหมด (ยกเว้นจังหวัดในภาคอีสาน และนครศรีธรรมราช ที่มีแรงงานย้ายเข้าจำนวนมาก) (3) การระบาดระลอกสองตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. 2563 พบว่า การเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าและออกสุทธิ ก็มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าช่วงการระบาดรอบแรก อาจเป็นผลจากแรงงานย้ายคืนถิ่นไปมากแล้วในระลอกแรก

แรงงานชนบทบ้านนอกเช่นคนอีสานกลับบ้านคืนถิ่น มีแรงงานอพยพกลับบ้านในช่วงล็อกดาวน์ตั้งแต่พฤษภาคม 2564 เป็นต้นมา เพราะคำสั่งปิดแคมป์-หยุดทำงานก่อสร้าง 30 วัน ตัวต้นเรื่องมาจากคำสั่งฉบับที่ 25 ตามกฎหมายฉุกเฉิน สาระสำคัญสั่งหยุดทำงานก่อสร้างในแคมป์ก่อสร้าง กับห้ามนั่งกินข้าวในร้าน ให้สั่งกลับบ้านได้อย่างเดียว จำกัดพื้นที่เพียง 10 จังหวัด มีชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด กับเมืองไข่แดงศูนย์กลางเศรษฐกิจประเทศที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลอีก 6 จังหวัด (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม) มีผลบังคับใช้ 28 มิถุนายน-27 กรกฎาคม 2564 มาตรการปิดแคมป์ ทาง “กทม.-กรุงเทพมหานคร” ออกประกาศตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2564 ควบคุมแคมป์-การเคลื่อนย้ายแรงงาน ตอนออกประกาศ กทม.ฉบับแรก เรามีปัญหาพบ 39 คลัสเตอร์โควิด (ปลายมิถุนายนทะลุ 111 คลัสเตอร์) 1 ในเป้าใหญ่ของการระบาดตัวเลขฟ้องว่ามาจากแคมป์คนงาน จุดรั่วของมาตรการอยู่ที่ให้ข่าวตั้งแต่เย็นวันศุกร์ แต่ให้มีผลบังคับเช้าวันจันทร์ คนงานก่อสร้างเหมือนผึ้งแตกรัง ในกรุงเทพฯ ไม่มีงานทำนานเป็นเดือน รออะไร กลับบ้านต่างจังหวัดดีกว่า เห็นหัวข่าวแวบ ๆ คนงานใน กทม.ส่งออกโควิดไปติดคนต่างจังหวัด 32 จังหวัด

ดู แรงงานคืนถิ่นหลังโควิค 19 จุดเปลี่ยนภาคเกษตรไทย โดย แจงสี่เบี้ย, 27 เมษายน 2564 เวลา 4:30 น., https://www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/127323 

& ปิดแคมป์ คนงานก่อสร้าง, ประชาชาติธุรกิจ, 4 กรกฎาคม 2564, 10:18 น., https://www.prachachat.net/columns/news-704371

[5]ข้อมูลเก่าปี 2556 ต้นทุนปลูกข้าวเฉลี่ย 8-9,000 บาท/ไร่ หากชาวนาทำนาเองใช้เทคนิคใหม่ๆ ก็สามารถเหลือต้นทุนประมาณ 3,000 บาท/ไร่ แยกนาดำ นาหว่าน สรุปต้นทุนทั้งหมดคือการประมาณการขั้นต่ำ นาดำ 3,540 บาท/ไร่ นาหว่าน 4,140 บาท/ไร่ รอบทำนา ใช้เวลา 5 เดือน ปลูกข้าว 120 วัน (4 เดือน) เตรียมดินอีก 30 วัน (1 เดือน) ระยะเวลาปลูกข้าว ก็คือ อายุข้าวใช้เวลา 80-100 วัน (2-4 เดือน) หากขายได้ เกวียนละ 14,000 ที่หักค่าความชื้นแล้ว ก็พออยู่ได้ เพราะหักต้นทุนออก 3-4,000 บาท ออกจะเหลือ 10,000-11,000 บาท แต่หากหักต้นทุนที่ 8-9,000 บาท จะเหลือ 5-6,000 บาท (ข้อมูลนี้ยกตัวอย่างข้อมูลเมื่อ 8 ปีก่อน)

ดู ต้นทุนในการทำนาต่อไร่เฉลี่ยแล้วตกลงแล้วมันเท่าไหร่กันแน่ครับ, Scarlet Minivet, 8 มิถุนายน 2556, https://pantip.com/topic/30581649    

[6]จากข่าวนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวไทยขณะนี้ทั้งราคาและการส่งออกตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยราคาข้าวขาว 5% ลดเหลือตันละ 404 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12,000+ บาท/ตัน) เท่านั้น แม้ยังสูงกว่าคู่แข่งอย่างอินเดียที่ขายที่ตันละ 370 เหรียญฯ แต่ถูกกว่าข้าวเวียดนามที่ขายตันละ 407 เหรียญฯ ซึ่งไม่บ่อยนักที่ข้าวไทยจะราคาถูกกว่าเวียดนาม และใกล้เคียงกับอินเดีย เพราะปกติข้าวไทยจะต้องแพงกว่าเวียดนามตันละ 60 เหรียญฯ และสูงกว่าอินเดียตันละ 100 เหรียญฯ 

ส่วนราคาข้าวหอมมะลิลดลงมากเช่นกัน จากเคยขายได้ถึงตันละ 1,300-1,400 เหรียญฯ (ประมาณ 39,000+ บาท/ตัน)ขณะนี้เหลือตันละ 700-713 เหรียญฯ (ประมาณ 21,000+ บาท/ตัน) เพราะมีข้าวหอมเวียดนามที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับข้าวหอมไทยออกมาแข่งขันและขายเพียงตัน 568-572 เหรียญฯ ทำให้ข้าวหอมมะลิไทยต้องปรับลดตามไม่เช่นนั้นจะขายไม่ได้ประกอบกับผลจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้ราคาข้าวไทยถูกลงด้วย โดยทุก 1 บาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ราคาส่งออกข้าวไทยถูกกว่าเดิมตันละ 15-16 เหรียญฯ และตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทอ่อนค่าแล้ว 2 บาท จาก 31 บาทเศษมาเป็น 33 บาท/เหรียญฯ จึงยิ่งทำให้ข้าวไทยถูกลงเกือบตันละ 30 เหรียญฯ อีกทั้งยังคาดว่าปีนี้ผลผลิตข้าวไทยจะมากกว่าปีก่อน โดยข้าวเปลือกนาปีน่าจะสูงถึง 26 ล้านตัน เพราะน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ซึ่งก็อาจทำให้ราคาลดลงได้ตามกลไกตลาด

ดู ข้าวไทยต่ำสุดรอบ 10 ปี น้ำท่าดีผลผลิตนาปีทะลุ 26 ล้านตัน, ไทยรัฐ, 13 กันยายน 2564, https://www.thairath.co.th/business/economics/2192033

[7]มติ ครม. 25 ตุลาคม 2564 ได้เห็นชอบหลักการโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ประกันราคาข้าวหอมมะลิ 15000/ ตัน และจ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน หรือไม่เกิน 20,000 บาท

ดู ข่าวดี! เกษตรกร เฮรับเงิน ! ครม.อนุมัติประกันรายได้เกษตรกรปี64/65 ข้าว, มันสำปะหลัง, ข้าวโพด, ใน FB การข่าวติดตามเงินเยียวยาต่างๆ-บัตรคนจน-เงินสวัสดิการสังคม, 25 ตุลาคม 2564, 15:38 น., https://www.facebook.com/bn3439team/videos/558207708626044/

& เช็กเงื่อนไขเงินช่วยเหลือชาวนา 1,000 บาท-ประกันรายได้ข้าว, ประชาชาติธุรกิจ, 26 ตุลาคม 2564, 14:29 น., https://www.prachachat.net/finance/news-787922  

& 'จุรินทร์'จ่อชงครม.เคาะประกันรายได้มันสำปะหลัง-ข้าวโพด ปี3 เร่งรัดไฟเขียวประกันรายได้ข้าว, สยามรัฐออนไลน์, 25 ตุลาคม 2564, https://siamrath.co.th/n/291867      

[8]คู่มือสำหรับประชาชน : การขึ้นทะเบียนเกษตรกร กรณีเกษตรกรนำแปลงเดิมมาขึ้นทะเบียนด้วยตนเอง ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ/สำนักงานเกษตรพื้นที่ (กทม.) กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, https://ww2.loei.go.th/files/com_news_rule/2020-05_4da9701c2f438ae.pdf 

& กรมส่งเสริมการเกษตรชวนเกษตรกรเร่งขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2564, ThaiPR.net, 27 มกราคม 2564, https://www.ryt9.com/s/prg/3194885   

[9]ข้าว โดยศุลีพร บุญบงการ ในมูลนิธิชัยพัฒนา, https://www.chaipat.or.th/publication/publish-document/tips/40-3.html#:~:text=1.%20ข้าวนาปี%20หรือข้าว,เก็บเกี่ยวสิ้นสุดไม่เกินกุมภาพันธ์     

[10]ข้อมูลท้องถิ่นจากอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ณ ปัจจุบัน

[11]จากข้อมูลเก่า ปี 2558 ชาวนาส่วนใหญ่ยากจนมาจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ (1) ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ประเทศไทยมีที่นาทั้งหมดประมาณ 71 ล้านไร่ เป็นที่นาลุ่มประมาณ 44 ล้านไร่ เป็นที่นาดอน ประมาณ 27 ล้านไร่ ผลิตข้าวได้ทั้งนาปีและนาปรังประมาณ 38 ล้านเกวียน ผลิตข้าวได้เฉลี่ยทั้ง 71 ล้านไร่ เฉลี่ยไร่ละ 450 กก. ในขณะที่เวียตนามผลิตข้าวได้เฉลี่ยไร่ละ 900 กก. อินโดนีเซียผลิตข้าวได้เฉลี่ยไร่ละ 700 กก. ส่วนฟิลิปปินส์ผลิตได้เฉลี่ยไร่ละ 600 กก.เศษ ของไทยผลิตได้เฉลี่ยใกล้เคียงกับพม่าและเขมร (2) ต้นทุนการผลิตสูง ปัจจุบันชาวนาไทยมีค่าใช้จ่ายในการทำนาสูงมาก ได้แก่ค่าเช่านา(บางส่วนยังต้องเช่านาทำ) ค่าไถที่นาและเตรียมดินสำหรับปลูกข้าว ค่าจ้างดำนาหรือหว่านข้าว ค่าปุ๋ยและค่าจ้างใส่ปุ๋ย ค่ากำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูข้าว ค่าสูบน้ำเข้านา ค่าเก็บเกี่ยวข้าวและค่านวดข้าว รวมทั้งค่าขนส่งข้าวไปขาย ในกรณีที่ต้องจ้างทั้งหมดจะยิ่งทำให้ต้นทุนสูงมาก (3) ขายข้าวได้ราคาต่ำกว่าต้นทุน ในขณะที่ต้นทุนการผลิตของชาวนาสูงมากแต่ราคาขายที่ขายตามราคาตลาดโลกหักด้วยกำไรของพ่อค้าคนกลางและค่าใช้จ่ายในการซื้อขายของพ่อค้าคนกลางทั้งหมด ราคาที่ถึงมือชาวนาจึงต่ำกว่าต้นทุนของชาวนา ผลก็คือชาวนาต้องขายข้าวขาดทุนทุกฤดู

ดู “ทำไมชาวนายากจน?” จากเฟซบุ๊ก สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ (Prof. Sombat Thamrongthanyawong, Ph.D), 28 ธันวาคม 2558, https://www.posttoday.com/social/think/407222#:~:text=1.ผลผลิตต่อไร่ต่ำ,เฉลี่ยไร่ละ%20700%20ก      

[12]ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร เห็นว่า แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งยืนอยู่บนทฤษฎีที่เรียกว่า “เสรีนิยมใหม่” หรือ Neoliberalization ขณะนี้มีการวิวาทะทางวิชาการมากในเรื่องนี้ คนที่มีจุดยืนคิดว่าทฤษฎีนี้ถูกต้องในอดีตก็ยอมรับแล้วว่าไม่ถูก

จาก เวที Social Democracy Think Tank ชำแหละระบอบประยุทธ์ กำเนิด 'ขุนนางใหม่ภายใต้รัฐบาลท็อปบูท' ผูกขาดกลุ่มทุน ทำ 'ประเทศ-สังคม-ประชาชน' ล้มเหลว หวัง การสืบทอดอำนาจ ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร เห็นว่า ภายใต้การปกครองของรัฐบาลชุดนี้ 8 ปี ตนขอตั้งชื่อให้ว่าเป็น “ขุนนางใหม่ภายใต้รัฐบาลท็อปบูท” ถือเป็นโมเดลใหม่ คือ การปกครองแบบอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ผูกขาดประเทศไทยเบ็ดเสร็จทุกด้าน เป็นระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ตนเรียกว่า ระบบเศรษฐกิจผูกขาดอภิสิทธิ์ชนกินรวบสินทรัพย์

ดู “ดร.วิวัฒน์ชัย” เตือนรัฐบาลยึดทฤษฎี “เสรีนิยมใหม่” ระวังพาชาติล่ม, ทีวีช่องนิวส์วัน, 20 พฤศจิกายน 2562 01:24น., https://news1live.com/detail/9620000111204 & ยำใหญ่ 'ระบอบประยุทธ์' ผูกขาดทุน ทำประเทศล้มเหลว, ไทยโพสต์, 23 ตุลาคม 2564, https://www.thaipost.net/news-update/politics-news/9939/

[13]อ้างจาก ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร ใน ยำใหญ่ 'ระบอบประยุทธ์' ผูกขาดทุน ทำประเทศล้มเหลว, 23 ตุลาคม 2564, อ้างแล้ว

[14]สรุปรายละเอียด “CPTPP” คืออะไร ถ้าไทยเข้าร่วมจะได้ประโยชน์อะไร, moneybuffalo, 28 เมษายน 2563, https://www.moneybuffalo.in.th/business/สรุปรายละเอียด-cptpp & CPTPP คืออะไร จีนจะขอเข้าร่วมสำเร็จไหม, โพสต์ทูเดย์, 17 กันยายน 2564, https://www.posttoday.com/world/663460      

[15]นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) กล่าวว่า การตอบรับเข้าร่วม CPTPP จะดำเนินการเมื่อไทยมีความพร้อม และจะต้องไม่เสียเปรียบประเทศอื่นๆ

ดู เจาะประเทศ CPTPP ทำไมถึงเข้าร่วมมองเห็นประโยชน์อะไร, ไทยรัฐออนไลน์, 10 พฤษภาคม 2564, https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2087896 & CPTPP คืออะไร จีนจะขอเข้าร่วมสำเร็จไหม, โพสต์ทูเดย์, 17 กันยายน 2564, อ้างแล้ว

[16]สรุปรายละเอียด “CPTPP” คืออะไร ถ้าไทยเข้าร่วมจะได้ประโยชน์อะไร, moneybuffalo, 28 เมษายน 2563,อ้างแล้ว

[17]สรุปรายละเอียด “CPTPP” คืออะไร ถ้าไทยเข้าร่วมจะได้ประโยชน์อะไร, moneybuffalo, 28 เมษายน 2563,อ้างแล้ว และ เจาะประเทศ CPTPP ทำไมถึงเข้าร่วมมองเห็นประโยชน์อะไร, ไทยรัฐออนไลน์, 10 พฤษภาคม 2564,อ้างแล้ว

[18]CPTPP : ความตกลงทางการค้าใหม่ คนไทยจะได้หรือเสียประโยชน์จากเมล็ดพันธุ์-การเข้าถึงยา, ข่าว BBC, 27 เมษายน 2563, https://www.bbc.com/thai/thailand-52437047 &  เจาะประเทศ CPTPP ทำไมถึงเข้าร่วมมองเห็นประโยชน์อะไร, ไทยรัฐออนไลน์, 10 พฤษภาคม 2564, อ้างแล้ว  

[19]พันธุศาสตร์ (Genetics)เป็นสาขาหนึ่งของชีววิทยา ศึกษาเกี่ยวกับยีน การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม และความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

ทางพันธุศาสตร์พืช อักษรย่อ F1 และ F2 หมายถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของต้นพืชชนิดหนึ่ง

เมล็ดพันธุ์รุ่นพ่อแม่ จะเขียนว่าเป็นรุ่น P (ย่อมาจาก Parental generation) เมื่อนำเมล็ดที่ได้จากต้นแม่ไปปลูก ต้นลูกที่เจริญเติบโตมาเรียกว่า รุ่น F1 (First Filial Generation) ต้นลูกของ F1 เรียกว่า รุ่น F2 (Second Filial Generation)

ดู ใครว่า..เมล็ดพันธุ์ 'F1' ปลูกต่อไม่ได้ ลองได้..ถ้ามีเงินถุงเงินถัง โดย ชาติชาย ศิริพัฒน์, ไทยรัฐ, 22 เมษายน 2556, https://www.thairath.co.th/content/340073 & เมล็ดพันธุ์ F1 คืออะไร ?, โดยร้านเกษตรสมบูรณ์, 3 ธันวาคม 2560, https://www.kasetsomboon.com/เมล็ดพันธุ์-f1-คืออะไร/  & คำอธิบายของสายพันธุ์ F1 และ F2 โดย jaime, 4 กรกฎาคม 2564,  https://hempjai.com/คำอธิบายของสายพันธุ์-f1-แ/   

[20]ข้อมูลเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ข้าว 2561, Thai PBS, https://www.facebook.com/WorkpointNews/posts/859445401091406 & ร่าง พ.ร.บ.ข้าว, สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, 19 ตุลาคม 2561, http://web.senate.go.th/bill/bk_data/455-1.pdf & ชาวนาค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าว หวั่นถูกผูกขาดเมล็ดพันธุ์, Thai PBS News, 13 กุมภาพันธ์ 2562, https://news.thaipbs.or.th/content/277694 & สนช. ยืนยัน “พ.ร.บ.ข้าว” ไม่กระทบเมล็ดพันธุ์ชาวนา-ก.เกษตรฯ ส่งตัวแทนหารือก่อนลงมติ, ข่าวworkpointTODAY, 15 กุมภาพันธ์ 2562, https://workpointtoday.com/สนช-ยืนยัน-พ-ร-บ-ข้าว-ไม่กร/