๑๒๑. บทเรียนชีวิต..(๓) สง่าและงดงาม..ในแบบของเรา


"สิ่งที่ควรจดจำเอาไว้ก็คือ คนเราไม่เหมือนกัน มาจากพื้นฐานครอบครัวที่มีฐานะแตกต่างกัน จึงเกิดความไม่เท่าเทียมในโอกาสและปัจจัยแวดล้อม คนที่เข้าใจก็จะไม่ยอมให้เรื่องนี้เป็นปมด้อย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ตระหนักในข้อนี้..."

          ทุกชีวิตมีจุดเปลี่ยน ผมเองก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว รู้สึกชอกช้ำระกำใจเมื่อชีวิตในวัยเยาว์ถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น กว่าจะพลิกฟื้นคืนความรู้สึกที่ดีๆกลับมา ก็ต้องใช้ความพากเพียรพยายามอยู่หลายปี

          ไม่ต้องใช้ความอดทน ไม่จมอยู่กับความระทมขมขื่นอีกต่อไป และไม่นำมาติดค้างคาใจให้เจ็บปวด ใช้ช่วงเวลาและโอกาสที่มีอยู่ตอนนั้นอย่างเต็มที่ เดินหน้าเพื่อการศึกษาเรียนรู้สู้สิ่งยาก จนเรียนสำเร็จขั้นสูงสุดที่ควรจะเป็น เหมาะสมกลมกลืนกับฐานะการเงินของครอบครัว

          เหนื่อยหลายเท่าในการทำสิ่งที่สร้างสรรค์เพื่อลบคำสบประมาท แต่มันก็คุ้มค่า จากวันนั้นถึงวันนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่ได้มาโดยง่าย จึงได้แง่มุมความคิดที่ดี ที่จะไม่คิดและพูดจาเปรียบเทียบอะไรกับใครทั้งสิ้น 

          ไม่เลย..แม้แต่ลูกของตัวเอง พ่อถูกกระทำมามากพอแล้ว เพราะฉะนั้น..ลูกจงโบยบินสู่ความอิสระทางความคิด ต้องการจะเรียนอะไร สนใจแบบไหน เลือกทางเดินของลูกได้เลย พ่อมีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน

          เรียนไม่เก่งและเกรดไม่ได้เลิศเลอ พ่อจะไม่ว่าอะไร ขอเพียงให้ตั้งใจเรียน และเรียนให้จบก็พอ เน้นวิชาการภาคปฏิบัติให้มาก เพราะมันจะเป็นทักษะพื้นฐานของอาชีพ ที่จะนำมาซึ่งทักษะชีวิตของลูก

         เมื่อทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกในแบบที่ไม่ต้องกดดันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีความสุขและค้นพบศักยภาพของตนเอง มองเห็นทิศทางที่จะก้าวเดินได้อย่างมั่นใจ

         สิ่งที่ควรจดจำเอาไว้ก็คือ คนเราไม่เหมือนกัน มาจากพื้นฐานครอบครัวที่มีฐานะแตกต่างกัน จึงเกิดความไม่เท่าเทียมในโอกาสและปัจจัยแวดล้อม คนที่เข้าใจก็จะไม่ยอมให้เรื่องนี้เป็นปมด้อย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ตระหนักในข้อนี้

        ทุกวันนี้..จึงไม่เคยมีคำว่า “ปลอบใจตัวเอง”อยู่ในสมอง ด้วยสองมือและความคิดที่มุ่งมั่น จะมีก็แต่คำปลอบประโลมตัวเองให้มีกำลังใจ ทำตัวเองให้สดใส เพราะได้ก้าวมาไกลเกินความฝันแล้ว

        อาจมีบ้าง..ในระหว่างทางของชีวิตที่เพิ่งจะเริ่มต้น ความคิดปะปนระคน"อิจฉา"ไปบ้าง อยู่กับคำถามว่าทำไมเราไม่มี หรือเรายังทำได้ไม่ดีพอ….แต่ก็ปรับเปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นพลังบวก ใช้ความขยันอดทนพัฒนาตนในทุกด้าน ยอมขมแล้วขมอีก จนมาถึง ณ จุดหนึ่งที่บอกตนเองว่าพอแล้ว อยู่ในจุดที่พอเพียงและพร้อมแบ่งปัน เมื่อเข้าถึงความพอดี..จึงรู้สึกถึงความงดงามของชีวิตได้อย่างไม่ยากเย็น

         เมื่อรู้จักตนและเข้าใจตนเองอย่างมากพอ จะช่วยสร้างความมั่นใจและความภูมิใจในตน ในแบบที่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร หรือนำใครมาเปรียบเทียบกับตน เพราะทุกคนมีแง่ที่งดงามแตกต่างกันไป ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

         คำถามสั้นๆง่ายๆ ชีวิตต้องการอะไรกันแน่…หากต้องการความสุข…นี่คือความสุขใช่หรือไม่ ค้นพบความสุขหรือยัง  ไม่ได้ทำให้ใครต้องเดือนร้อนใช่ไหม รวมทั้งไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อมและลงตัว จึงบอกตัวเองว่าพอทุกอย่าง..พอใจเท่าที่มี เพราะชีวิตดีขึ้นมากแล้ว

        เพราะผมต้องการ “บ้าน” ผมไม่มีสมบัติพัสถานติดตัวมา ด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เริ่มจากศูนย์ และการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่สมบูรณ์แบบ แทบไม่มีเวลาจะคิดเปรียบเทียบอะไรกับใคร สร้างบ้านแสนสุขได้..ถือว่าให้ความมั่นคงแก่ชีวิต

        ชีวิตที่เหมือนจะเริ่มต้นเมื่ออายุ ๔๐ จากความสุขที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์สองข้างทาง หลอมรวมเป็นความสุขในตัวตน ไม่เคยสับสนเรื่องปริมาณของปัจจัยที่เข้ามา แต่อยู่กับความจริง คือความสุขในคุณภาพชีวิตที่สร้างมากับมือ ในแบบของผมเอง…ที่ไม่เก่ง..แต่ขยัน

      ชีวิตสุขสันต์อยู่กับบ้าน รถ ยศ และตำแหน่งการงาน ตลอดจนโคกหนองนา ก่อนและหลังเกษียณ แค่คิดว่าจะอยู่อย่างสง่าและงดงาม…ตามสมควรแก่ฐานะก็พอ..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๒  ตุลาคม  ๒๕๖๔

หมายเลขบันทึก: 692952เขียนเมื่อ 22 ตุลาคม 2021 21:19 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 ตุลาคม 2021 19:56 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี