รีวิว Midnight Mass (2021 TV series) จาก Netflix


"ศรัทธาและปาฏิหาริย์ดำรงอยู่ได้ด้วยคำลวง
พระเจ้าดำรงตนอยู่ได้ด้วยซาตาน"

[review] รีวิว Midnight Mass (2021 TV series) จาก Netflix ผลงานของ Mike Flanagan ทำหน้าที่เป็นทั้งคนเขียนบทและผู้กำกับ ผู้ที่เคยฝากผลงานแนวระทึกขวัญสยองขวัญเช่น The Hunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Docter Sleep หากใครชื่นชอบผลงานแนวระทึกขวัญสยองขวัญ หากใครชื่นชอบการเล่าเรื่องแบบละเมียดละไม ใครชอบเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาวิทยา เทววิทยา ปรัชญาศาสนา พลาดไม่ได้กับซีรีส์เรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง

ดูคลิปรีวิวที่นี่
 

Midnight Mass เล่าเรื่องราวของชุมชนเล็ก ๆ ชุมชนหนึ่ง ที่อยู่บนเกาะห่างจากชายฝั่งมากกว่า 30 ไมล์ เป็นชุมชนที่ยึดถือและปฏิบัติตนตามแนวทางของศาสนาคริสต์อย่างเคร่งครัด โดยมีหัวใจสำคัญหรือศูนย์กลางด้านความศรัทธาอยู่ที่โบสถ์เพียงแห่งเดียวบนเกาะ ซึ่งมีมงซินญอร์พรูอิทบาทหลวงผู้ชราเป็นนักบวชประจำโบสถ์แห่งนี้

ซีรี่ส์เริ่มต้นด้วยไรลีย์ ฟลินน์ ชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้ก่ออุบัติเหตุขับรถในขณะมึนเมาจนเป็นเหตุทำให้เด็กสาวคนหนึ่งต้องเสียชีวิต เขาสวดมนต์ภาวนาให้เธอรอด แต่เธอก็ไม่รอด แล้วเมื่อถูกจับตัวดำเนินคดีเขาก็รับสารภาพ ถูกจองจำในแผ่นดินใหญ่นานหลายปี แล้วเมื่อเขาถูกปล่อยตัวกลับมา ในชุมชนบนเกาะแห่งนี้ เขาก็เลิกนับถือพระเจ้าเลิกนับถือศาสนาไปโดยปริยาย

และในวันเดียวกันนั้นเอง มีบาทหลวงหนุ่มชื่อว่าพอล เข้ามาในเกาะแห่งนี้และทำหน้าที่ดูแลโบสถ์แห่งหนึ่งบนเกาะแทนมงซินญอร์พรูอิท เขาเล่ากับทุกคนว่าตนนั้นมาทำงานแทนบาทหลวงคนเก่า เนื่องจากประสบอุบัติเหตุต้องพักรักษาตัวอย่างยาวนาน

ในค่ำคืนวันนั้นเกิดฟ้าฝนคะนองไปทั่วเกาะ บ้านหลายหลังเสียหาย และที่สำคัญคือเกิดอาเพศ มีซากแมวนับร้อยตัว อยู่บนชายฝั่งของเกาะ และนี่คือสัญญาณเตือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นบนเกาะแห่งนี้

บาทหลวงพอล เข้ามาทำหน้าที่แทนมงซินญอร์พรูอิท ได้อย่างดียิ่ง มีฝีไม้ลายมือในการเทศนา จนสามารถพูดเข้าไปอยู่ในจิตใจของผู้คนในชุมชนได้ จากผู้คนที่มาโบสถ์เพียงน้อยนิด ก็มีคนเริ่มทยอยเข้ามาฟังการเทศนาของบาทหลวงพอลมากยิ่งขึ้น และเมื่อเทศนาเสร็จบาทหลวงพ่อก็จะประกอบพิธีมิสซาและรับศีลมหาสนิทให้กับทุกคนเป็นแสดงถึงการร่วมสนิทกับพระเยซู โดยการรับประทานขนมปังอันเป็นสัญลักษณ์แทนพระกายของพระองค์ และดื่มไวน์อันเป็นสัญลักษณ์แทนพระโลหิต โดยที่บาทหลวงพเน้นคำพูดว่า "กายของพระเจ้า...โลหิตของพระเจ้า"

ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็อยู่ในสายตาของไรลีย์ ฟลินน์ ซึ่งเขาเองสังเกตและสงสัยในตัวของบาทหลวงพอลตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว

บาทหลวงพอลใช้วิธีการเผยแผ่ศาสนาและสั่งสอนของผู้คนในเชิงรุก เข้าไปคุยกับทุกคนถึงหน้าบ้าน ไปประกอบพิธีมิสซาให้กับคนที่ไม่สามารถเดินทางมาโบสถ์ได้ โดยเฉพาะหญิงชราคนหนึ่งที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ เขาเดินทางไปที่บ้านเธอทุกค่ำคืนเพื่อประกอบพิธีมิสซาให้กับเธอ

เวลาผ่านไปเมื่อผู้คนมีศรัทธาในตัวบาทหลวงพอลมากยิ่งขึ้น ก็เข้ามาประกอบพิธีมิสซาในโบสถ์จนเต็มไม่มีที่นั่ง ในวันนั้นเองได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น อันเป็นประจักษ์ของทุกคนที่มาร่วมพิธีกรรม คือเด็กสาวคนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถเดินได้หลายปี บาทหลวงพอลได้ให้เธอลุกขึ้นจากรถเข็น เพื่อมารับขนมปัง แล้วเธอก็สามารถขยับตัวแล้วเดินมารับขนมปังได้อย่างปาฏิหาริย์ จากนั้นผู้คนก็ให้ความศรัทธาบาทหลวงพอลมากขึ้นเป็นทวีคูณ และต่างยกย่องว่านี่คือปาฏิหาริย์ของพระเจ้า เป็นการทำงานของพระเจ้าที่ผ่านตัวของบาทหลวงพอล

ไรลีย์ ฟลินน์ นอกจากเป็นผู้สังเกตการณ์ทั้งหมดแล้ว เขายังได้ถูกขอร้องจากบาทหลวงพอล ให้มาพูดคุยในเวลาค่ำ เกี่ยวกับความทุกข์ใจความไม่สบายใจทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่ติดค้างคาใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่ไรลีย์ได้ก่อขึ้น แล้วมันก็ฝังอยู่ในหัวของเขาอยู่ตลอดเวลา ทุกค่ำคืนเขาจะฝันแต่เรื่องเดียวคือนั่งอยู่บนเรือกลางทะเล รอเวลาพระอาทิตย์ขึ้น และรวมถึงฝันถึงวิญญาณเด็กสาวที่เขาขับรถชนจนเสียชีวิต บาทหลวงพอลพูดให้กลับมานับถือในพระศาสนาและยึดถือพระเจ้าอีกครั้ง แต่นั่นมันก็ยิ่งทำให้ไรลีย์ยิ่งสังเกตว่า บาทหลวงพอลมีอะไรปิดบังเขา รวมถึงมีอะไรปิดบังผู้คนในชุมชน

เมื่อเรื่องดำเนินไม่ได้จุดหนึ่ง ก็เริ่มเฉลยว่าแท้จริงแล้วบาตรหลวงพอล ไม่ได้เป็นบาทหลวงคนใหม่ที่เข้ามาประจำในโบสถ์แทนมงซินญอร์พรูอิท แต่บาทหลวงพอลมีอะไรบางอย่างเก็บงำเอาไว้ บางสิ่งบางอย่างที่มีความดำมืด มีความขัดแย้งกับหลักศาสนาและความศรัทธาของพระเจ้า และที่สำคัญบาทหลวงพอลได้นำบางสิ่งบางอย่าง ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับพระเจ้าเข้ามาบนเกาะแห่งนี้พร้อมกับตัวเขาด้วย บางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้ผู้คนในเกาะแห่งนี้ ห่างไกลกับคำว่าศรัทธาและพระเจ้าราวฟ้ากับเหว

ซึ่งเรื่องราวของบาทหลวงพอลจะเป็นอย่าง อะไรคือความลับของบาทหลวงที่เก็บซ่อนเอาไว้ และความระทึกขวัญสยองขวัญที่เกิดจากความเชื่อและศรัทธาของผู้คนนั้นจะเป็นอย่างไร สามารถติดตาม Midnight Mass limited Series สุดพิเศษนี้ได้ทาง Netflix เลยครับ

Midnight Mass จัดได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อศาสนาคริสต์อย่างเต็มที่ อีกทั้งได้อธิบายถึงความขัดแย้ง ระหว่างศาสนา ความขัดแย้งทางความเชื่อ ความขัดแย้งภายในใจตัวเอง ได้อย่างยอดเยี่ยมและแยบยล และตั้งคำถามกับคนดูอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าใครมาสายศาสนวิทยา เชื่อว่าจะชอบซีรีส์เรื่องนี้เป็นแน่

แต่ถ้าใครตั้งใจมาดูหนังผีสยองขวัญ ก็คงจะต้องผิดหวังตามๆกันไป เพราะเขาไม่ได้เล่นเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องความลึกความสยองขวัญไปเลยซะทีเดียว ซีรีส์ก็ปลอบใจเราด้วยความน่าขนลุกหลายอย่าง โดยเฉพาะความพิเศษของบาทหลวงคนสำคัญของเรื่องนั่นแหละ

ดังนั้นก่อนที่จะชมซีรีส์เรื่องนี้ก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่า ตัวเองชอบแนวทางแบบไหนและเข้ามาดูเพราะอยากเห็นอะไร

ซีรีส์เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อศาสนา ไปพร้อม ๆ กับการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ ปาฏิหาริย์และอำนาจของพระเจ้า อีกทั้งพูดถึงขั้วตรงกันข้าม โดยตั้งคำถามว่า ความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อและความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าจะดำรงคงอยู่ได้อย่างไรหากขาดอำนาจของซาตาน

ขาวไม่อาจแยกออกจากดำ มืดไม่อาจแยกออกจากสว่าง ทุกสิ่งล้วนแต่ประสานส่งเสริมค้ำชูซึ่งกันและกัน ทั้งหมดทั้งมวลถูกสื่อสารออกมาในเชิงสัญลักษณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม มีชั้นเชิงและลุ่มลึก

ชอบความขัดแย้งหลายอย่างที่เขาใส่ไว้ในซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภายในใจของตัวละครเกี่ยวกับการตั้งคำถามถึงการมีตัวตนอยู่ของพระเจ้า การตั้งคำถามถึงปฏิหารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในซีรีส์ แต่ที่ชอบมากที่สุดก็คือ การตั้งคำถามของคนที่นับถือศาสนาว่า ตัวเองนั้นมีสิทธิ์ในการเลือกได้หรือไม่

อย่างเช่นตัวละครสำคัญในเรื่องที่เป็นนายอำเภอนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็ต้องมาดูแลชุมชนที่มีความเคร่งครัดและศรัทธาในศาสนาคริสต์ แต่สิ่งที่เขาต้องเผชิญก็คือการตั้งคำถามของลูกชายที่ถามกับพ่อของเขาว่า เพราะเหตุใดเขาจึงไม่มีสิทธิ์เลือกในการนับถือศาสนา ทำไมเขาจึงต้องเลือกนับถือศาสนาอิสลามตามพ่อด้วย เขามีสิทธิ์ที่จะไปประกอบพิธีกรรมมิสซาได้หรือไม่ แล้วทำไมความศรัทธาและความเชื่อทางศาสนาต้องถูกบังคับกันเช่นนั้น

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ Midnight Mass มาก ๆ ชอบเป็นอันดับ 2 รองจาก The Hunting of Hill House เลยทีเดียว Mike Flanagan เล่าเรื่องเก่งมาก ใครมาทางสายศาสนวิทยา ผมเชื่อว่าน่าจะถูกใจเป็นอย่างมาก ใครชอบการตีความหมายเรื่องนี้มีให้ตีความเพียบ  

โดยเฉพาะการตีความที่เกี่ยวกับศาสนวิทยา เทววิทยา การใช้สัญลักษณ์แทนพระเจ้าและซาตาน และการตีความเกี่ยวกับประโยคหรือถ้อยคำในพระคัมภีร์ ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้เขาอัดแน่นแบบจัดเต็ม ในขณะที่ว่าทุกตอนของซีรีส์นั้นได้ใช้หัวข้อของบทในพระคัมภีร์มาตั้งเป็นชื่อตอนเลยทีเดียว ซึ่งตัวของผมเองนั้นแม้จะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับถ้อยคำหรือข้อความในพระคัมภีร์มากนัก แต่ก็พอจะสังเกตได้ว่าในแต่ละตอนนั้นก็จะมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับเรื่องราวหรือถ้อยคำในพระคัมภีร์ของแต่ละบท ไม่ว่าจะเป็น ปฐมกาล บทเพลงสดุดี สุภาษิต พระวรสาร กิจการของอัครเทวทูต วิวรณ์ เป็นต้น

โดยเฉพาะในซีรีส์ตอน กิจการของอัครเทวทูต ถือว่าเป็นตอนที่สำคัญที่สุดของซีรีส์ เป็นจุดพีคหรือจุดสูงสุดของความขัดแย้ง และการเฉลยปัญหาทั้งหมดของซีรี่ส์ด้วย ใครชอบเสพความระทึกขวัญความสยองขวัญตอนนี้ถือว่ามาเต็มมาก ๆ จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยตอนจบของซีรีส์คือวิวรณ์ โดยส่วนตัวแล้วผมขอชื่นชมว่าเป็นการจบที่มีความสวยงามและลงตัวมาก ๆ อีกทั้งยังเที่ยงคำถามคาใจให้กับคนดูเอาไว้ขบคิดต่อได้ด้วย

ส่วนของการใช้ถ้อยคำหรือข้อความในพระคัมภีร์นั้น อยากจะไปกราบ Mike Mlanagan ผู้กำกับและคนเขียนบท เล่าเรื่องได้เก่งมาก ชาญฉลาดในการนำถ้อยคำในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่มาใช้ดำเนินเรื่องได้ดีมาก และมากที่สุดในโลกภาพยนตร์แล้ว นี่แสดงถึงว่าเขาได้ค้นคว้าข้อมูลมาอย่างละเอียด ได้ศึกษาถ้อยคำและความหมายพระคัมภีร์มาอย่างดี และที่สำคัญก็คือมีความศรัทธาในศาสนาไปพร้อมกับการตั้งคำถามอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ซีรีส์เขาได้ทำให้เราเห็น และคิดตามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเนื้อหาของเรื่องนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นความศรัทธาทางศาสนาได้หรือไม่ หรือสิ่งที่เราเห็นนั้นมันคือความงมงาย โบสถ์ในฐานะ ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงบ้านของพระเจ้านั้นเป็นที่พักพิงของผู้คนในยามสิ้นหวังได้หรือไม่ หรือทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นเพียงแค่ลัทธิคลั่งความเชื่อ หรือคลั่งในตัวบุคคลเพียงเท่านั้น

ดูไปดูมา ก็เหมือนกับว่าเขาต้องการจะเปรียบเทียบให้บาทหลวงพอลมีหลายสิ่งที่คล้ายกันจิม โจนส์ (Jim Jones) ผู้นำลัทธิฆ่าตัวตายที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ที่พูดจาหว่านล้อมผู้คน ด้วยหลักคำสอนศาสนา พูดถึงชีวิตนิรันดร์ และท้ายที่สุดเขาได้ให้สาวกทั้งหมดเข้าร่วมในพิธีกรรม "ไวท์ไนท์" โดยนำเอาสารพิษไซยาไนด์ออกมาผสมกับน้ำผลไม้ จะเป็นเหตุทำให้สาวกเสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน ซึ่งสิ่งที่บาทหลวงพอลจากซีรีส์กับจิม โจนส์มีเหมือนคือ มีพรสวรรค์ด้านวาทศิลป์อันเป็นเลิศ เคร่งครัดในศาสนา สามารถท่องจำและเทศน์สั่งสอนไบเบิลได้อย่างแม่นยำ และที่สำคัญหลงทางทั้งคู่ ชุมชนเล็กๆบนเกาะก็เปรียบเสมือนกับ ชุมชนโจนส์ ทาวน์ของจิม โจนส์ในประเทศกายอานา ที่ดูเหมือนว่าจะตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบจะสิ้นเชิง ทั้งยังมีส่วนอื่นที่ซีรีส์เขาตั้งใจทำให้เหมือนกับคดีของจิม โจนส์ด้วย ซึ่งขอจะไม่กล่าวในที่นี้เพราะจะเป็นการสปอยล์ซีรีส์ในจุดสำคัญที่สุดของเรื่องครับ

ขอชื่นชมนักแสดงทุกคนที่ทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะนักแสดงหลักของเรื่อง นับตั้งแต่ตัวละครบาทหลวงพอล ไรลีย์ ฟลินน์ ชายผู้หลงทาง เอริน กรีน หญิงสาวผู้สูญเสียลูกในครรภ์ และหญิงผู้เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของโบสถ์ แต่ละคนนั้นสามารถถ่ายทอดถ้อยคำในคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ เป็นการถ่ายทอดบทอันยาวเหยียดได้อย่างดีไม่มีติดขัด และเข้าถึงอารมณ์เป็นอย่างมาก ทุกคนในเรื่องเล่นได้ดีจริง ๆ ครับ

ในด้านเทคนิคการถ่ายทำก็ถือว่าดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมโทนของหนัง ควบคุมสีของหนัง การใช้เทคนิคพิเศษการถ่ายภาพมุมสูง แต่จุดที่ผมชอบว่ามากก็คือการใช้วิธีการถ่ายทำแบบ long Take โดยเฉพาะในตอนที่ 2 เป็นการเล่าเรื่องราวในช่วงเช้าหลังจากเกิดเหตุการณ์ พายุฝนคะนอง โดยเล่านับตั้งแต่เปิดเรื่อง บนชายหาด ที่นายอำเภอเข้ามาจัดการ แล้วพูดคุยกับทุกคนที่เข้ามาเห็นเหตุการณ์ เขาถ่ายทำแบบ long Take ยาวเกือบ 10 นาที ถือว่าลื่นไหลได้อย่างสมบูรณ์มาก ๆ

ทุกอย่างมีความปราณีตมาก มีการเล่าเรื่องอย่างละเมียดละไม ทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดอย่างละเอียดทุกกระเบียด ผู้กำกับเขารู้ว่ากำลังถ่ายทอดอะไร รู้ว่าจะถ่ายทอดอย่างไร จะใช้สัญลักษณ์อะไรในการสื่อ ยกตัวอย่างเช่นการเลือกให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับชุมชนเล็ก ๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง แค่นี้ก็เป็นการสื่อถึงการเผยแผ่ศาสนาของพระเยซูต่อชาวประมงแล้ว และยังมีอื่น ๆ อีกมากมายที่ให้ทุกคนไปตีความกันเอาเอง

อย่างไรก็ตามความดีงามทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น มันจะทำงานสมบูรณ์อย่างเต็มที่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ชมด้วย เพราะผู้ชมจะต้องมีความชื่นชอบในเรื่องราวของศาสนวิทยา เทววิทยา และปรัชญาศาสนาเป็นทุนอยู่แล้ว แต่ถ้าใครไม่ชอบ ก็จะกลายเป็นว่าซีรี่ส์เรื่องนี้พูดแต่เรื่องศาสนาอย่างเดียว พูดในสิ่งที่ไม่ค่อยจะเข้าใจ พูดในเชิงสัญลักษณ์ หรืออุปมาอุปไมย มากจนเกินไป และหลายฉากนั้นก็ยืดยาวยืดยาดมีแต่บทพูดน่าเบื่อ หลายคนอาจปิดทิ้งไปเมื่อดูเพียงแค่ 2-3 ตอนก็ว่าได้ ดังนั้นความชอบหรือไม่ชอบซีรีส์เรื่อง Midnight Mass มันจึงขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวของผู้ชมอย่างแท้จริง

ขอเตือนก่อนว่า ซีรีส์เรื่องนี้มีบทสนทนาในระดับมหาศาล อ่าน subtitle เหนื่อยมาก แนะนำให้ดูพากย์ไทย เพราะน้ำเสียง การแปลมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก

เชื่อว่าเมื่อใครหลายคนดูซีรีส์ Midnight Mass จบลง น่าจะมีบางสิ่งบางอย่างติดเข้าไปในระบบความคิด และมีการตั้งคำถามอยู่ในใจเกี่ยวกับความเชื่อศรัทธาศาสนาและพระเจ้าอยู่ไม่น้อย โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่า Midnight Mass เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธา ในแบบโทนดาร์ค ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ หนังของอินเดียเรื่อง PK ผู้ชายปาฏิหาริย์ เขาก็เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธาในแบบสดใสนั้นเองครับ

8/10
@Vatin San Santi 


#SuperReviewChannel
#MidnightMass
#MidnightMassLimitedSeries
#MidnightMassNetflixOriginal
#MidnightMass2021

คำสำคัญ (Tags): #Midnight Mass#Midnight MassNetflix
หมายเลขบันทึก: 692884เขียนเมื่อ 18 ตุลาคม 2021 06:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 18 ตุลาคม 2021 06:53 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี