องค์การ UNESCO มีโครงการ Global Citizenship Education เพื่อใช้การศึกษาแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลก ได้แก่ การละเมิดสิทธิมนุษยชน ความไม่เสมอภาค และความยากจน ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสันติภาพ และความยั่งยืน
อ่านเว็บไซต์ของ ยูเนสโก แล้วหวนกลับมาคิดถึงบ้านเมืองของเรา ว่านโยบายการศึกษาของประเทศมุ่งใช้เป็นกลไกแก้ปัญหาหลักๆ ของประเทศอย่างไรบ้าง ผมไม่เห็นรูปธรรม (๑) โดยเมื่ออ่านร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... ที่ เหตุผลของการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ อ้างมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ (๒) ซึ่งเมื่ออ่านแล้วระบุจุดมุ่งหมายที่การยกระดับการศึกษา ไม่มีระบุว่าการศึกษาต้องเป็นพลังเพื่อแก้ไขปัญหาใหญ่ของบ้านเมืองอย่างไรบ้าง
ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเรามองระบบการศึกษาแบบ inward-looking คือมองที่การแก้ปัญหาของระบบการศึกษา แต่ยูเนสโก มองแบบ outward-looking คือมองหาลู่ทางใช้การศึกษาแก้ปัญหาใหญ่ของโลก นี่คือเรื่องใหญ่ของระบบการศึกษาไทย แทนที่เราจะมุ่งบริหารระบบการศึกษาเพื่อให้การศึกษาเป็นกลไกสร้างสรรค์สังคม และแก้ปัญหาสำคัญๆ ของบ้านเมือง ผู้บริหารระบบการศึกษา และคนในระบบ กลับมุ่งบริหารระบบเพื่อผลประโยชน์ของคนในระบบเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด
เราต้องช่วยกันสร้าง outward-looking attitude นี้ ให้แก่ระบบการศึกษาไทยให้ได้
วิจารณ์ พานิช
๗ ส.ค. ๖๔
I see in much smaller scales some like issues of seeing ‘the patient’ when a doctor is attacking her/his disease or ‘the students’ when ushering them through a course or ‘the farmers’ where an irrigation water dam is purposed. More often than not a passage raising improvement in some aspects to the patient/students/farmers/… will be included in the aims or goals. But there are NO REVIEW afterwards if that and other goals (apart from –structural/physical– “building”) are achieved.
We need ‘truly’ independent auditing committees (call them ‘overseers or reviewing boards’ or whatever names) on ‘budgetary’ projects. And we need a law that opens government document (including review reports) to public after 20 years from ‘completion date’ –to allow detailed public scrutity and academic study for improvement.
เห็นด้วยอย่างต่อข้อเสนอของคุณ SR ครับวิจารณ์