วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ มีการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับทิศทาง โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ของ กสศ. ผมได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมด้วย ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ
เป็นการนำผลงานโครงการต้นแบบจังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา มาเสนอ เพื่อขอคำแนะนำว่าในปีต่อไปควรดำเนินการอย่างไร โครงการนี้ กสศ. สนับสนุนให้ ๒๐ จังหวัดดำเนินการเพื่อยกระดับความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นต้นแบบ โดยสำนักสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษาเชิงพื้นที่กำหนดเป้าหมายของโครงการไว้ ๓ ประการคือ (๑) มีกลไกเชิงบูรณาการของจังหวัด (๒) มีการพัฒนาระบบข้อมูล (๓) มีการสร้างมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย
แน่นอนว่า เมื่อครบเวลาดำเนินการ ๑ ปี มีเพียงบางจังหวัดเท่านั้นที่มีการดำเนินการจริงจัง มี ๖ จังหวัดดำเนินการก้าวหน้าเป็นอย่างดี ได้แก่ ยะลา สุราษฎร์ธานี สุโขทัย นครนายก น่าน พิษณุโลก
ปี ๒๕๖๔ เป็นปีสุดท้ายของโครงการ ทีมงานภายในของ กสศ. เสนอเป้าหมายการดำเนินการ ๓ ประการคือ (๑) เตรียมการคืนข้อมูลและส่งต่อการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้พื้นที่ดำเนินงานต่อ (Landing to Connecting) (๒) คัดเลือกจังหวัดที่มี ศักยภาพ และเตรียมความพร้อมสู่การพัฒนาต้นแบบ (Screening & Preparing) (๓) พัฒนาต้นแบบจังหวัดเสมอภาคทางการศึกษา (Area Based Equity: ABE) โดยคาดหวังต้นแบบ ๓ รูปแบบ คือ (ก) รูปแบบที่ 1 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยงาน 4 กระทรวง (ศธ. มท. พม. สธ.) (ข) รูปแบบที่ 2 ขับเคลื่อนด้วย อปท. (ค) รูปแบบที่ 3 ขับเคลื่อนด้วย NGOs / สถาบันการศึกษา ซึ่งผมถือว่าเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ทีมงานของ กสศ. เสนอกลไกสนับสนุน ได้แก่ (๑) ทีมพี่เลี้ยงประจำจังหวัด (๒) ทีมพัฒนาระบบสารสนเทศ (๓) ทีมพัฒนาเด็กปฐมวัยและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (๔) ทีมพัฒนาระบบช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษา (๕) ทีมประเมินผล และ (๖) ทีมสังเคราะห์องค์ความรู้
คณะกรรมการชี้ทิศทาง และผู้ทางคุณวุฒิได้ให้ความเห็นและข้อชี้แนะที่สำคัญยิ่ง หัวใจคือท่าทีของ กสศ. ต้องไม่เป็นเจ้าของโครงการ ต้องให้จังหวัดเป็นเจ้าของ กสศ. ทำหน้าที่สร้างความเป็นพลวัตของระบบ ไม่ใช่ผู้ดำเนินการ แต่เป็นผู้สื่อสารสังคมว่า ระบบที่ดีเป็นอย่างไร โดยชี้ให้สังคมไทยเห็นว่า จังหวัดหรือพื้นที่ในประเทศไทยบรรลุความเสมอภาคทางการศึกษาได้ หากดำเนินการจริงจัง และร่วมมือกันหลายฝ่ายในพื้นที่ ความเสมอภาคดังกล่าวหมายถึงความเสมอภาคในการเข้าถึงระบบการศึกษา และด้านคุณภาพของผลลัพธ์การเรียนรู้
วิจารณ์ พานิช
๗ ส.ค. ๖๔