ระหว่างไปเยี่ยมลูกที่โบลเดอร์ โคโลราโด เมื่อต้นเดือน ตค. ๔๙ ผมซื้อหนังสือมาหลายเล่ม     ตอนนี้หยิบเรื่อง Collapse : How Societies Choose to Fall or Succeed. เขียนโดยนักวิชาการและนักเขียนยอดนิยมของผม Jared Diamond     อ่านไปไม่ถึงครึ่งเล่ม ผมก็ถึงบางอ้อ ว่าหนังสือเล่มนี้บอกอะไรผม

        ผู้เขียนยกตัวอย่างสังคมหรืออารยธรรมโบราณ ที่การค้นคว้าวิจัยทางโบราณคดี บอกเราว่าเคยรุ่งเรือง   มีหลักฐานสิ่งก่อสร้างเช่นเทวรูปหินแกะสลักขนาดมหึมา      หรือมีหลักฐานมากมายว่าเคยเป็นอาณาจักรใหญ่มาก มีประชากรระหว่าง ๓ - ๑๔ ล้านคน (อาณาจักร มายา ในอเมริกากลาง)     แต่เมื่อคนขาวไปถึงเมื่อ ๕๐๐ ปีก่อน มีคนเผ่านี้เพียง ๓๐,๐๐๐ คน

       ผมอ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งเล่ม ก็เห็นแล้วว่าเหตุที่สังคมเหล่านี้ล่มสลาย ก็เพราะ "ความไม่พอเพียง  ไม่พอดี" นั่นเอง      พอชุมชนเติบโตขึ้น  มีกำลังคนมากขึ้น จัดระบบสังคมซับซ้อนขึ้น      ก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนร่อยหรอและในที่สุดหมดไป     พอเผชิญความแห้งแล้งยาว สังคมก็ล่ม     หรือหัวหน้าเผ่าแข่งกันอวดมั่งอวดมี      สร้างเทวรูป เทวสถานใหญ่แข่งกัน      เป็นการใช้แรงงานคน และทรัพยากรธรรมชาติไปในทางที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อความมั่นคงหรือการดำรงอยู่ในระยะยาวของสังคม     หรือเกิดความขัดแย้งระหว่างเผ่าย่อย     เกิดความไม่สามัคคีกันในสังคม

        แต่ก็มีสังคมของคนเชื้อชาติเดียวกันที่ยืนยงยาวนานมาในปัจจุบัน     เพราะมีวิธีจัดการระบบในสังคมต่างกัน    ไม่ใช้ทรัพยากรมากเกินไปจนมัน "รีไซเคิล" กลับมาไม่ได้     หรือเพราะมีสังคมอื่นให้พึ่งพาอาศัย แลกเปลี่ยนทรัพยากรซึ่งกันและกัน    

         การทำความเข้าใจภาพใหญ่ย้อนหลังมันง่ายกว่าการทำความเข้าใจภาพใหญ่ในขณะที่ตนเองกำลังประสบอยู่     หรือตนเองร่วมเป็นตัวละครชีวิต (จริง) อยู่ด้วย     ไม่มีใครเอากระจกมาส่องให้เราทำความเข้าใจสังคมของเรา      เราต้องมีสติ มีระบบทำความเข้าใจภาพใหญ่ของเราเอง

วิจารณ์ พานิช
๒๒ ธค. ๔๙