ผมเฝ้าถามตนเองว่า การพัฒนาคุณลักษณะ (characters) ของตนเองหล่อหลอมมาอย่างไร ต่อไปนี้เป็นผลของการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) ย้อนกลับไปที่ชีวิตสมัยเด็กและสมัยหนุ่ม ซึ่งหมายความว่าข้อเขียนต่อไปนี้เป็นการตีความตนเอง ย่อมมีอคติในทางบวก (หรือโอ้อวด) ไม่มากก็น้อย ผู้อ่านพึงอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
สมัยเด็ก คนที่เป็นฮีโร่ และผมอยากเก่งเหมือนบ้างคือพ่อ นายดำริ พานิช ดช. วิจารณ์ (ไอ้อ๊อตของพ่อแม่) รู้สึกว่าพ่อของตนเองช่างฉลาดล้ำ และเมื่อเทียบกับพ่อแล้วตนเองดูจะโง่เหลือเกิน ผมเฝ้าถามตนเองว่า จะมีโอกาสเป็นอภิชาตบุตรหรือไม่ คิดแล้วก็บอกตนเองว่า คงต้องเป็นอวชาตบุตรแน่แล้ว ความคิดนี้น่าจะเกิดตอนอายุ ๑๓ - ๑๔ ขวบ
ความคิดนี้เกิดจากเมื่อมองไปรอบๆ ตัว ทั้งในบ้านและในกลุ่มผู้ใหญ่รอบๆ บ้าน รวมทั้งครูที่สอนผมแล้ว พ่อผมกินขาด นอกจากความสำเร็จในการทำมาหากินแล้ว คำพูดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวในหมู่บ้าน และเรื่องราวจากหนังสือพิมพ์ (พ่อรับหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน) ดูมันลึกล้ำ เกินสภาพที่ผมเห็นและเข้าใจ ผมอยากมีความสามารถมองเรื่องต่างๆ ทะลุ และไม่เชื่อตามข่าวหรือการเล่าลือ หรือมองเรื่องต่างๆ ในมุมมองที่ต่างออกไป อย่างที่พ่อผมทำ แต่คิดๆ แล้ว ความหวังริบหรี่ แต่โชคดีที่ผมไม่ท้อถอย
ที่จริงผู้คนโดยรอบตัวผม เมื่อรับข่าวสาร ไม่ว่าทางใด หรือเรื่องใด จะวิพากษ์วิจารณ์แบบมองต่างมุมทั้งสิ้น ผมเข้าใจว่า เป็นลักษณะนิสัยของคนปักษ์ใต้ แต่คำวิพากษ์วิจารณ์ของพ่อดูจะมีความลึกล้ำกว่า และสร้างความฝังใจให้แก่ผมมากกว่า
เอามาเล่าเพื่อสะท้อนว่าการกล่อมเกลาภายในครอบครัวมีความสำคัญเพียงใด ต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยประทับด้าน A – Attitude
พ่อสร้างนิสัยมองเหตุการณ์เรื่องราวรอบตัวในมิติที่ลึกกว่าที่ปรากฏ ให้แก่ผม โดยไม่ได้สอน แต่สอนผ่านการกระทำและถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ตามลักษณะของคนภาคใต้ คือใช้คำพูดในทำนองเยาะหยัน
แต่ที่สร้างรอยประทับ สู่พฤติกรรมสำคัญในชีวิต คือคำตอบของพ่อ ต่อคำถามของผม ที่ทำให้ผมจดจำและถือปฏิบัติ และเป็นคุณต่อตนเองไปตลอดชีวิต
พ่อสอน (แบบไม่รู้ตัว) ให้ผมมองเรื่องราวต่างๆ ในมิติที่ลึกกว่าที่เข้าใจกันทั่วๆ ไป มาตั้งแต่เด็ก สร้างนิสัยเรียนรู้เพื่อเข้าใจสรรพสิ่ง สรรพเรื่องราว อย่างลึกและเชื่อมโยง และผมใช้ในการดำรงชีวิต และในการทำงานที่รับผิดชอบ รวมทั้งในการขับเคลื่อนสังคม ตลอดมา กล่าวได้ว่า อุดมการณ์ในชีวิตของผมก่อร่างสร้างตัวมาจากมิตินี้ ที่วางฐาน (แบบไม่ได้ตั้งใจ) โดยพ่อ
คนเป็นพ่อแม่พึงตระหนักว่า พฤติกรรมของตนเอง สร้างนิสัยแก่ลูก โดยไม่รู้ตัว อาจสอนให้เป็นคนดี หรือเป็นคนเลว โดยไม่ตั้งใจ
พ่อแม่ของผมไม่มีการศึกษาสูงพอที่จะเข้าใจกลไกทางสมอง ไม่เข้าใจพัฒนาการเด็ก แต่ก็มีประสบการณ์ชีวิต ในเรื่องการกล่อมเกลาทางวัฒนธรรม ท่านจึงระมัดระวังไม่ให้ผมและน้องๆ เข้าไปใกล้ชิดหรือเกลือกกลั้ววงการที่ชักนำไปสู่ทางเสื่อม เราถูกอบรมไม่ให้เข้าใกล้สิ่งเหล่านั้นตอนเป็นเด็ก ทั้งๆ ที่สถานที่ หรือกิจกรรมเหล่านั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้าน และรู้สึกว่า ชาวบ้านแถวนั้นเขาก็รู้ ว่าพ่อแม่ผมไม่ต้องการให้ลูกๆ เข้าไปยุ่งเกี่ยว เขาจึงไม่ชักจูงผมและน้องๆ เข้าไป
เล่าไว้หลายครั้งแล้ว ว่าบางเรื่องที่ประทับใจเชื่อมโยงมาจากปู่ โดยที่ปู่ผมเป็นคนมีประสบการณ์ชีวิตในวัดยาวนาน คือบวชสองครั้ง เรียนรู้วิชามากมายจากวัด เมื่อผมโตมากแล้ว อายุน่าจะใกล้ ๒๐ (และปู่ตายไป ๕ - ๖ ปีแล้ว) กลับไปบ้านเห็นเลิกขายเหล้า จึงถามว่าทำไมเลิก พ่อบอกว่าปู่สั่งไว้ ว่าเมื่อตั้งตัวได้แล้วขอให้เลิกขายเหล้า เพราะเป็นธุรกิจที่เบียดเบียนคนอื่น ประโยคสุดท้ายนี่แหละที่ผมจดจำมาตลอดชีวิต ผมต้องการมีชีวิตที่ทำประโยชน์แก่คนอื่น ไม่ใช่เบียดเบียนคนอื่น
ต้นปี ๒๕๐๔ ผมกลับบ้าน ไปบอกพ่อว่า ผมขอไม่เรียนหมอได้ไหม เพราะไปชมนิทรรศการที่ศิริราชแล้ว เมื่อเห็นศพผมใจคอไม่ดี ทำท่าจะเป็นลม พ่อบอกว่า อยากมีลูกเป็นหมอสักคน จะได้ช่วยเหลือญาติพี่น้องได้ “มึงเรียนได้แน่ ส่วนน้องๆ ยังเล็กนัก (น้องคนถัดมาอายุน้อยกว่าผม ๕ ปี) ไม่รู้ว่าจะมีใครเรียนหมอได้ มึงกลับไปเรียนเถอะ”
ผมกลับไปเรียนด้วยคำ “จะได้ช่วยเหลือคนอื่นได้” ก้องอยู่ในหัว และยังก้องอยู่จนบัดนี้
เมื่อโตขึ้น ความประทับใจอย่างหนึ่งคือ ผู้คนทั่วไปเขาเชื่อใจพ่อผม ว่าเป็นคนซื่อสัตย์ไว้ใจได้ ไม่คดโกงใคร และพ่อผมได้ใช้เครดิตนี้ในการทำธุรกิจโรงสี ช่วยให้ขยายกิจการได้โดยไม่มีทุนมากนัก เพราะชาวนาเชื่อใจเอาข้าวมาฝากไว้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ข้าวราคาถูก ค่อยขายเมื่อข้าวราคาสูงขึ้น เป็นการฝากแบบจดบัญชี ไม่มีสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น หรือเป็นสัญญาใจ ไม่ใช่สัญญาตามกฎหมาย ผมรับรู้เรื่องนี้เมื่อโตมากแล้ว อายุราวๆ ๑๔ ปี จารึกไว้ในหัวใจตลอดชีวิต
ตอนเป็นเด็ก ผมอยากมีพ่อแม่ร่ำรวย เหมือนเถ้าแก่โป๊ะ (จับปลา) ที่ปากน้ำ เมื่อถามพ่อว่าทำไมไม่ทำโป๊ะบ้าง จะได้รวย คำตอบว่า “ลูกเอ๋ย ทำโป๊ะต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตวันละกี่พันกี่หมื่นตัว” ยังก้องอยู่จนบัดนี้
แต่ที่ลึกและกินใจผมที่สุดคือ ท่าที ไม่เชื่อหรือยึดถือตามที่ชาวบ้านเชื่อถือ หรือประพฤติปฏิบัติตามๆ กันมา แต่มีการตั้งคำถาม หรือตั้งข้อสงสัย และกล้าประพฤติปฏิบัติแหวกหรือแตกต่าง โดยยึดในประโยชน์ที่จะเกิดต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
พ่อผมสอนให้ผมเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่เคยพูดคำนี้
วิจารณ์ พานิช
๑ ก.ค. ๖๔