สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก  ๑๔. การพัฒนาครู 


 

บันทึกชุด สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก นี้   เขียนเพื่อชี้แนวทางจัดการเรียนรู้แบบที่เรียกว่า active learning (ที่ในบันทึกชุดนี้ใช้คำว่า การเรียนรู้เชิงรุก) แนวทางหนึ่ง    โดยมีเป้าหมายเพื่อฝึกนักเรียนให้เรียนรู้จากการปฏิบัติตามด้วยการคิดที่เรียกว่า การใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection)   ที่นำไปสู่การฝึกทักษะการเรียนรู้ที่นักเรียนกำกับการเรียนรู้ของตนเอง (self-directed learning) เป็น    ผ่านกระบวนการ สานเสวนา (dialogue) ระหว่างนักเรียนกับครู และระหว่างนักเรียนกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน    เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกเร้าใจ (student engagement)    กระตุ้นสมองให้เจริญงอกงาม  และสร้างพัฒนาการรอบด้านตามแนวทางของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑    เป็นบันทึกที่เขียนขี้นจากการตีความหนังสือและรายงานวิจัยของศาสตราจารย์ Robin Alexander    นักวิจัยผู้ยิ่งใหญ่ด้านการศึกษาของอังกฤษ    สังกัดมหาวิทยาลัย  Warwick  และมหาวิทยาลัย Cambridge     คือหนังสือ A Dialogic Teaching Companion (2020) (๑)  และรายงานวิจัย Developing  dialogic teaching : genesis, process, trial (2018) (๒)    บันทึกนี้ใช้คำไทยว่า “สอนเสวนา” ในความหมายของ dialogic teaching 

บันทึกนี้ตีความจากหนังสือ A Dialogic Teaching Companion (2020) บทที่ ๘ Professional Development  

สาระในบันทึกชุด สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก นี้มีสองเป้าหมาย    คือเพื่อพัฒนานักเรียน กับพัฒนาครู    ในบันทึก ๑๓ ตอนที่ผ่านมา เน้นบทบาทของครู ในการใช้การสอนเสวนาเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน    แต่ตอนที่ ๑๔ นี้ จะเป็นเรื่องการใช้การสอนเสวนาเพื่อการเรียนรู้ของครู    เป็นการเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครู หรือเรียนรู้จากห้องเรียน    โดยมีปัจจัยเอื้อ ๔ ประการคือ  (๑) การสอนเสวนา ที่นักเรียนแสดงบทบาทอย่างอิสระและสร้างสรรค์  (๒) ครูรวมตัวกัน เรียนรู้เป็นทีม ที่เรียกว่า “ชุมชนเรียนรู้ของครู” (PLC - professional learning community)  (๓) มีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนักเรียนและของครูในห้องเรียน สำหรับนำมาเป็นข้อมูลประกอบการเรียนรู้ โดยการบันทึกวิดีทัศน์ และบันทึกเสียง (๔) มีครูพี่เลี้ยง (mentor) ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้   

ประเด็นสำคัญคือ กิจกรรมนี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการโรงเรียนอย่างเป็นทางการ   ฝ่ายบริหารจัดเวลาทำงานสำหรับกิจกรรมนี้อย่างสม่ำเสมอ เช่นสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ ๒ - ๓ ชั่วโมง    นอกจากจัดเวลาให้แก่กิจกรรมนี้  ฝ่ายบริหารยังให้ทรัพยากรสนับสนุน    ได้แก่  (๑) ห้องประชุมที่เอื้อความสะดวกในการประชุม    (๒) จัดให้มีพี้เลี้ยง (mentor) ที่เก่ง    และที่สำคัญ  (๓) จัดหาเครื่องถ่ายวิดีทัศน์มุมถ่ายกว้างและรับเสียงได้ไว ๑ เครื่อง   เครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็ก ๑ เครื่อง     ซึ่งในเวลานี้ทั้งสองเครื่องราคารวมกันน่าจะเพียงหมื่นกว่าบาท    และหากซื้อจำนวนมาก ราคาน่าจะลดลงไปได้มาก     

กิจกรรมนี้สำคัญมากสำหรับครูเด็กเล็ก และครูประถม    แต่ในครูสอนเด็กโตคือนักเรียนชั้นมัธยมก็จำเป็นเช่นกัน  โดยจุดเน้นน่าจะต้องต่างกัน    และแตกต่างกันไปตามโรงเรียนที่ดูแลเด็กจากครอบครัวที่มีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างกัน     ในช่วงที่ผมกำลังเขียนบันทึกนี้ ได้มีโอกาสฟังผู้รู้พูดกันว่านักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุดตอนเรียนชั้น ม. ๒    และนักเรียนชั้นนี้มีปัญหาด้านพฤติกรรมสูงที่สุด    จึงเกิดความคิดว่าน่าจะมีการวิจัยทดลองใช้วิธีสอนแนวสานเสวนาเพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรม และการหลุดออกนอกระบบการศึกษา ในนักเรียนชั้น ม. ๒ ของโรงเรียนที่มีสถิติการออกจากโรงเรียนกลางคันสูง   

หนังสือแบ่งกิจกรรมพัฒนาครู โดยใช้การจัดการเรียนการสอนเสวนา ออกเป็น ๗ กิจกรรมคือ  (๑) การฝึกก่อนดำเนินการ  (๒) การฝึกโดยพี่เลี้ยง  (๓) การบันทึกวิดีทัศน์ และบันทึกเสียง (๔) วงจรการวางแผน ปฏิบัติ และทบทวน  (๕) ดำเนินการทั้งโรงเรียน  (๖) วัสดุและการเรียนรู้ของทีมครู  (๗) การติดตามผลและสนับสนุน      

การฝึกก่อนดำเนินการ (Induction and training)

การฝึกก่อนดำเนินการต้องจำเพาะต่อแต่ละโครงการ   หลักการร่วมคือครูต้องเข้าใจคุณค่าของโครงการทั้งต่อนักเรียนและต่อตนเอง    จะกล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อ “หน่วยบทนำ” (orientation units) ข้างหน้า

การฝึกโดยพี่เลี้ยง (Mentoring)

เนื่องจากการทำหน้าที่ครูเป็นกิจกรรมที่ต้องการการฝึกทั้งเชิง เจตคติ คุณค่า ทักษะ และความรู้ (AVSK – Attitude, Values, Skills, Knowledge)   การมีพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์และความสามารถสูงกว่าช่วยให้คำแนะนำ (mentoring) จึงมีความจำเป็นยิ่ง     

คำแนะนำสำคัญคือ ให้หลีกเลี่ยงวิธีทำหน้าที่พี่เลี้ยงแบบใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เน้นทำหน้าที่ตรวจสอบ   พี่เลี้ยงควรทำหน้าที่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ (ของครูและของพี่เลี้ยง) อย่างเป็นทีม  มีการอภิปรายอย่างเปิดใจ ให้คำแนะนำแบบไม่ตัดสิน   

หน้าที่ของพี่เลี้ยง ได้แก่  (๑) ทำความเข้าใจเป้าหมายของโครงการ และวัสดุสนับสนุน อย่างถ่องแท้  (๒) สร้างความสัมพันธ์ในการอภิปรายในกลุ่มเพื่อนร่วมวิชาชีพตามแนวทางของการสานเสวนาตามที่กล่าวในบันทึกที่ผ่านมา ได้แก่ ใช้หลักการของการสอนแนวสานเสวนา ซึ่งได้แก่ ร่วมกันเป็นทีม  ต่างตอบแทน  สนับสนุนซึ่งกันและกัน  ร่วมตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน  และมีเป้าหมายชัดเจน   (๓) ชี้แนะ mentee ให้ดำเนินโครงการได้ลุล่วง  (๔) ช่วย mentee ให้วางแผนกิจกรรมแต่ละช่วง  ติดตามความก้าวหน้า และร่วมกันประเมิน  (๕) บันทึกการตัดสินใจช่วงวางแผน การกำหนดเป้าหมาย และข้อสรุปที่ตกลงกัน (๖) ดูแลว่ามีการบันทึกวิดีทัศน์ และบันทึกเสียงตามที่กำหนด  มีการจัดทำดัชนีและเก็บอย่างเป็นระบบ   

ขอย้ำว่า ความรับผิดชอบสำคัญของพี่เลี้ยงคือ การบันทึกการตัดสินใจช่วงวางแผน การกำหนดเป้าหมาย และข้อสรุปที่ตกลงกัน 

ข้อสังเกตสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือกิจกรรม mentoring เชื่อมโยงอยู่กับการปฏิบัติ มีการปฏิบัติร่วมกันเป็นศูนย์กลาง   การให้คำแนะนำโดยไม่มีการปฏิบัติร่วมกันเรียกว่า counseling  

การบันทึกวิดีทัศน์ และบันทึกเสียง (Video and audio recording)

นี่คือข้อมูลสำคัญให้ครูได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ  จากการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ตนเอง (self feedback) และให้ข้อมูลป้อนกลับซึ่งกันและกัน (peer feedback)   

เสียงและภาพเคลื่อนไหวช่วยให้นำมาทบทวนร่วมกันว่าคำพูดที่ครู/นักเรียน ใช้มีความเหมาะสมเพียงไร  มีลู่ทางให้ปรับปรุงได้อย่างไรบ้าง    นอกจากคำพูดแล้ว กิริยาท่าทางสีหน้าสื่อสารออกมาอย่างเหมาะสมหรือไม่   เป็นข้อมูลที่เมื่อสงสัยก็นำมาตรวจสอบเพื่อเรียนรู้ได้

ในบางประเทศ การถ่ายรูปและถ่ายวิดีทัศน์นักเรียนอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุม ทำให้ยุ่งยาก    ในประเทศไทยไม่มีปัญหานี้ แต่ก็น่าจะแจ้งให้ผู้ปกครองนักเรียนทราบหรือให้คำยินยอม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งในภายหลัง   

วงจรการวางแผน ตั้งเป้า ปฏิบัติ และทบทวน (Cycles of planning, target-setting, teaching and review)  

สรุปจากในหนังสือ ลากเข้าบริบทโรงเรียนไทย   กิจกรรมควรเริ่มจากกิจกรรมปฐมนิเทศ ๒ วัน    ตามด้วยกิจกรรม (วางแผน ปฏิบัติ ทบทวน) วงจรละ ๒ สัปดาห์    มีกิจกรรมทบทวนใหญ่ ๑ วัน ตอนกลางเทอม และ ๑ วันตอนสิ้นเทอม   ดำเนินการต่อเนื่องทุกเทอม 

ดำเนินการทั้งโรงเรียน (Whole school buy-in)

กิจกรรมพัฒนาครูที่ฝังแทรกอยู่ในการสอนเสวนานี้  จะได้ผลดีจริงๆ ต้องเป็นกิจกรรมที่บูรณาการอยู่ในงานประจำของโรงเรียน

วัสดุและการเรียนรู้ของทีมครู (Materials and professional study)

หลักการสำคัญคือ ครูเรียนรู้จากการสังเกตการสอนของตนเองและของเพื่อนครู     บันทึกชุด สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก นี้   ตั้งใจให้เป็นวัสดุประกอบการเรียนรู้ของทีมครู ตามในหัวข้อย่อยนี้   วัสดุสำคัญคือบันทึกวิดีทัศน์และเสียงของการเรียนรู้ ๑ คาบ ทุกๆ ๒ สัปดาห์   ที่เมื่อนำเอามาเรียนรู้ในกระบวนการ PLC ที่จะกล่าวต่อไป   จะเห็นความก้าวหน้าของครู และของนักเรียน อย่างน่าชื่นใจ   

การติดตามผลและสนับสนุน (Monitoring and support)

หนังสือให้ข้อมูลของโครงการทดลองในอังกฤษ ที่สนับสนุนโดย EEF ในปี 2014 – 2017 ว่ามีทีมสนับสนุนไปเยี่ยมโรงเรียนเพื่อตอบคำถาม และร่วมกันเอาบันทึกวิดีทัศน์และบันทึกเสียงมาร่วมกันเรียนรู้  อย่างน้อยโรงเรียนละ ๑ ครั้งในโครงการซึ่งใช้เวลา ๒๐ สัปดาห์   

เขาแนะนำว่า โรงเรียนที่อยู่ใกล้กันอาจสนับสนุนซึ่งกันและกันโดยผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ฝ่ายเยือนไปเยี่ยมแลกเปลี่ยนเรียนรู้   

กิจกรรมเตรียมความพร้อม (Orientation units)

นี่คือส่วนของการร่วมกันทำความเข้าใจความรู้เชิงทฤษฎี หลักการของแนวปฏิบัติ และวางแนวทางของโครงการร่วมกันโดยมีเอกสารให้อ่านก่อน (ในกรณีของไทย ก็คือบันทึกชุดนี้)   ทั้งครูและพี่เลี้ยงในโครงการต้องเข้าร่วม    โดยแต่ละหน่วยใช้เวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมง    จะดำเนินการรวดเดียวให้เสร็จภายใน ๒ วันก็ได้    หรือจะกระจายไปจัดวันละ ๑ หน่วยก็ได้

ตามในหนังสือมี ๗ หน่วยเตรียมความพร้อม คือ 

  • หน่วยที่ ๑ วางแผนโครงการ    มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันทำความเข้าใจโครงการ และกำหนดกิจกรรมของโครงการ เช่น กำหนดวันเวลาของหน่วยที่ ๒ – ๖   กำหนดวันทบทวนใหญ่กลางเทอมและปลายเทอม   กำหนดระยะเวลาของหนึ่งวงจร (ไม่จำเป็นต้อง ๒ สัปดาห์อย่างในหนังสือ)  การนัดหมายกับพี่เลี้ยง   ตรวจสอบว่ามีวัสดุ (เครื่องบันทึกเสียง และวิดีทัศน์) ที่เหมาะสมไว้ใช้งาน    การแจ้งนักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการโรงเรียน   เป็นต้น 
  • หน่วยที่ ๒ การสอนแนวสานเสวนา หลักการและท่าที    ทำความเข้าใจและยอมรับการเข้าสังเกตและบันทึกวิดีทัศน์ และเสียง นำมาวิเคราะห์   วิธีแยกแยะระหว่างการพูดในห้องเรียนเพื่อทวนความจำกับการพูดเพื่อกระตุ้นการคิด หากพบแบบหลังมีวิธีแยกระดับอย่างไร    เข้าใจความแตกต่างระหว่างการสอนแนวสานเสวนากับการสอนแนวเดิม    สานเสวนากับการโต้แย้งต่างกันอย่างไร   มีวิธีทำให้การโต้แย้งมีบทบาทเด่นในการพูดในห้องเรียนได้อย่างไร    ครูที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการคล้ายๆ กันจะเชื่อมโยงสู่โครงการนี้ได้อย่างไร   จะกระตุ้นให้นักเรียนพูดได้อย่างไร สิทธิในการเงียบกับสิทธิในการพูดจะต้องได้รับการยอมรับอย่างไร   จะช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาการพูดและแสดงออกอย่างไร   
  • หน่วยที่ ๓ การสอนแนวสานเสวนา กรอบแนวทางปฏิบัติ    เป็นการนำประเด็นสำคัญจากบันทึกที่ ๘ กรอบปฏิบัติที่ ๔  พูดเพื่อสอน (teaching talk) มาทำความเข้าใจร่วมกัน   รวมทั้งทำความเข้าใจกรอบปฏิบัติอีก ๗ กรอบ  และร่วมกันเปรียบเทียบกับวิถีปฏิบัติในปัจจุบัน    และร่วมกันกำหนดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ   
  • หน่วยที่ ๔ ฟัง อ่าน ดู   บันทึกเสียงการสนทนาในห้องเรียน ๕ – ๗ นาที (หากมีอยู่ในรูปวิดีทัศน์ จัดการเปลี่ยนเป็นบันทึกเสียง)   นำมาถอดเสียงเป็นเอกสาร   ในเอกสารมีระบุว่าครูหรือนักเรียนพูด โดยไม่ต้องระบุชื่อ    แล้วเอาเฉพาะเสียงมาฟังร่วมกัน   ให้ร่วมกันวิเคราะห์ว่า  (๑) ครูพยายามทำอะไร  (๒) เป็นการพูดเพื่อสอนในระดับใด  (๓) ได้ยินนักเรียนพูดเพื่อเรียนในระดับใด   

หลังจากนั้นแจกกระดาษเอกสารถอดเสียง  และให้ฟังเสียงอีกครั้งหนึ่ง     แล้วอภิปรายร่วมกันเรื่อง  (๑) หาช่วงที่เมื่อครูตั้งคำถาม นักเรียนตอบเป็นคำพูดต่อเนื่องกันหลายขั้นตอนจนบรรลุคำตอบ    (๒) หาช่วงที่เมื่อครูตั้งคำถาม นักเรียนตอบแล้วจบ    (๓) ตรวจหาช่วงที่หลายคำถามนำไปสู่การอภิปรายที่เข้มข้นต่อเนื่อง   (๔) ตามข้อ ๓ หากการอภิปรายไม่เข้มข้นและต่อเนื่อง ร่วมกันอภิปรายว่าครูควรตั้งคำถามอย่างไร เพื่อให้ได้การอภิปรายที่เข้มข้นและต่อเนื่อง   

ขั้นที่ ๓ ให้กลุ่มดูวิดีทัศน์ (ทั้งฟังและดู)  และร่วมกันอภิปรายว่า  (๑) เห็นอวัจนะภาษา ที่ไม่รับรู้ตอนฟังตอนใดบ้าง  อวัจนะภาษานั้นๆ มีผลต่อการพูดอย่างไร  (๒) การได้สังเกตการณ์สอนสั้นๆ นี้ ๓ ครั้ง    ข้อตัดสินต่างไปจากตอนได้ฟังอย่างเดียวมากแค่ไหน  ในลักษณะใด อะไรเป็นตัวทำให้ต่าง            

  • หน่วยที่ ๕ พูด อ่าน เขียน   เน้นทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน    ซึ่งมีความแตกต่างในแต่ละประเทศ และแต่ละพื้นที่ในประเทศเดียวกัน   ดูรายละเอียดได้ในบันทึกที่ ๒    โจทย์ที่นำมาหารือกันควรมาจากปัญหาที่ครูประสบในเรื่องการพูดและเขียนของนักเรียน    
  • หน่วยที่ ๖ สานเสวนาและหลักสูตร   อภิปรายร่วมกันเรื่องการบรรจุการฝึกพูดไว้ในหลักสูตร เชื่อมโยงกับรายวิชา หรือสาระการเรียนรู้   (การพูดกระตุ้นการคิดและนำไปสู่ความเข้าใจ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้าใจระดับลึกและเชื่อมโยง)    โดยต้องแยกระหว่างชั้นประถมกับมัธยมและอุดม   

           - ชั้นประถม ทำอย่างไรจึงจะทำให้มีการให้ความสำคัญต่อการพูดทั่วทั้งหลักสูตร    ทำอย่างไรครูประจำวิชาจึงจะช่วยครูประจำชั้นยกระดับคุณภาพของการพูดในวิชาที่ตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ   

             -ชั้นมัธยมและอุดม ในกรณีของรายวิชา ทำอย่างไรจึงจะมีการยกระดับการพูดในห้องเรียนสู่สานเสวนา (ไม่ใช่สื่อสารสาระวิชาเท่านั้น)   ธรรมชาติของแต่ละสาขาวิชาหรือรายวิชานำไปสู่การพูดที่มีธรรมชาติเป็นการเสวนาได้อย่างไร    ลักษณะจำเพาะของแต่ละสาขาวิชานำไปสู่การประยุกต์ใช้กรอบปฏิบัติบางกรอบมากกว่ากรอบอื่นๆ อย่างไร 

  • หน่วยที่ ๗ ข้อพึงปฏิบัติ   เป็นการประชุมสำรวจความพร้อมในการลงมือดำเนินการพัฒนาครู (ซึ่งเป็นการที่ครูร่วมกันพัฒนาตนเอง โดยมีระบบสนับสนุน)  โดยตอบคำถามต่อไปนี้ ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจหลักการในบันทึกชุดนี้แล้วใช่ไหม   แต่งตั้งครูพี่เลี้ยง (mentor) แล้วใช่ไหม   ครูพี่เลี้ยงเข้าใจบทบาทของตนเองดีแล้วใช่ไหม    การตัดสินใจเรื่องแผนและผลการทบทวนตรวจสอบผลจะต้องมีการจดบันทึก มีระบบบันทึกและผู้รับผิดชอบแล้วใช่ไหม   เครื่องมือที่ต้องการใช้มีพร้อมแล้วใช่ไหม    ได้ตรวจสอบว่าเครื่องมือเหล่านั้นใช้การได้ดีแล้วใช่ไหม    เมื่อเปิดเครื่องบันทึกวิดีทัศน์ และเครื่องบันทึกเสียง เสียงที่ออกมาดังชัดเจนดีใช่ไหม    ได้ทดสอบตำแหน่งวางกล้องถ่ายวิดีทัศน์หลายๆ จุดแล้วใช่ไหม    เข้าใจกิจกรรมในแต่ละวงรอบแล้วใช่ไหม   พร้อมเริ่มวงรอบแรกแล้วใช่ไหม    

หากโรงเรียนไทยจะนำไปใช้ ควรปรับให้เหมาะสมต่อบริบทของโรงเรียน   ไม่จำเป็นต้องมี ๗ หน่วย จะมากหรือน้อยกว่านี้ และปรับสาระให้เหมาะสมต่อบริบทของโรงเรียน  และที่สำคัญควรใช้กระบวนการสานเสวนา    หากอ่านตามที่เขียนมา จะเห็นว่า ต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างรอบคอบมาก  

เนื่องจากบทนี้ค่อนข้างยาว    จึงแบ่งช่วงหลังซึ่งว่าด้วยตัวกิจกรรมพัฒนาครูรวม ๘ วงรอบ และ ๒ กิจกรรมทบทวน ไปไว้ในบันทึกที่ ๑๕ 

วิจารณ์ พานิช

๒๐ เมษายน ๒๕๖๔   ปรับปรุง ๒๔ เมษายน ๒๕๖๔ 

   

                                                       



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี