วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19
ดร.ถวิล อรัญเวศ
ปัจจุบัน โรคที่ทำให้ผู้คนทั่วโลก ต้องมีชีวิตอย่างลำบาก และเกิด
ความเดือดร้อนไปทั่วโลก คือ เชื้อไวรัส โควิด -19 ตามสถิติใน
แต่ละประเทศก็เพิ่มทวีคูณ โดยเฉพาะแหล่งแพร่เชื้อ คือแหล่งที่
มีผู้คนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก ไม่ว่าจะสถานบันเทิง โรงงาน
สนามมวย เป็นต้น ฉะนั้น จึงมีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19
วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ตามที่ พญ.ร่มเย็น
ศักดิ์ทองจีน ศูนย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา
ได้กล่าวไว้ มี 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่
1.วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม
ได้แก่ เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้เทคโนโลยีใหม่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส วัคซีนจะทำหน้าที่พา mRNA เข้าเซลล์ และกํากับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อไวรัส วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna จากข้อมูลในปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณ 95% ป้องกันการป่วยรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนของบริษัท Pfizer ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วน วัคซีนของบริษัท Moderna ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 4 สัปดาห์
2.วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ
(Recombinant viral vector vaccine)
วัคซีนกลุ่มนี้ใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น
ไวรัสอะดีโน (Adenovirus)โดยนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด19 ติดไปด้วย เมื่อนํามาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัสโรคโควิด19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่ไวรัสอะดีโนไม่แบ่งตัว แต่ยังจัดเป็นไวรัสที่มีชีวิตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ ปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้ที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 แบรนด์ ได้แก่ ไวรัสอะดีโนของชิมแพนซี (Chimpanzee adenovirus) โดยบริษัท Astra Zeneca มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 70-80% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%, ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 (Human adenovirus type 5) โดยบริษัท CanSinoBio มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60%, ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 26 (Human adenovirus type 26) โดยบริษัท Johnson and Johnson มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 64-72% และ ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 และ 26 (Human adenovirus type 5 and26) โดยบริษัท Gamaleya ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 90%
3.วัคซีนที่ทําจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ
(Protein subunit vaccine)
วัคซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้ ทั่วโลกมีความคุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ผลิตโดยการ สร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส ด้วยระบบ cell culture, yeast, baculovirus เป็นต้น แล้วนํามาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนตีบอดีต่อต้านโปรตีนสไปค์ของไวรัสโรคโควิด19 วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันคือ วัคซีนแบรนด์ Novavax ซึ่งผลิตจาก baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60-90% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%
4.วัคซีนชนิดเชื้อตาย
(Inactivated vaccine)
วัคซีนกลุ่มนี้ผลิตโดยนําไวรัสโรคโควิด19 มาเลี้ยงขยายจํานวนมาก และนํามาทำให้เเชื้อตาย การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีที่ใช้กับวัคซีนตับอักเสบเอ โปลิโอชนิดฉีด จึงมีความคุ้นเคยในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมานาน แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทําให้ผลิตได้ช้าและมีราคาแพง วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 50-70% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%
ข้อห้ามและข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนโควิด 19
วัคซีนทุกชนิดมีข้อห้ามคือ แพ้สารที่เป็นส่วนประกอบของวัคซีนและเนื่องจากวัคซีนเหล่านี้เป็นวัคซีนใหม่จึงอาจไม่มีความรู้ในเรื่องปฏิกิริยาการแพ้ที่พบไม่บ่อย ในช่วงแรกจึงควรฉีดวัคซีนเหล่านี้ในสถานพยาบาลหรือสถานที่ ที่ให้การช่วยเหลือกรณีมีปฏิกิริยารุนแรง และควรเฝ้าระวังอาการหลังการฉีดอย่างน้อย 30 นาที
หากมีอาการดังต่อไปนี้ หลังได้รับวัคซีน รีบไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทร 1669 เพื่อรับบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน
ไข้สูง
หนาวสั่น
ปวดศีรษะรุนแรง
เหนื่อยแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือ หายใจไม่ออก
อาเจียน มากกว่า 5 ครั้ง
ผื่นขึ้นทั้งตัว ผิวหนังลอก
มีจุดจ้ำเลือดออกจํานวนมาก
ใบหน้าเบี้ยว หรือ ปากเบี้ยว
แขนขาอ่อนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถทรงตัวได้
ต่อมน้ำเหลืองโต
ชัก หรือหมดสติ
พบแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์โรคติดเชื้อ ที่ โรงพยาบาลสินแพทย์ สาขาใกล้บ้านคุณ
(คลิก link เพื่อนัดพับแพทย์เฉพาะทาง)
โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา
โรงพยาบาลสินแพทย์ ลำลูกกา
โรงพยาบาลสินแพทย์ เสรีรักษ์
โรงพยาบาลสินแพทย์ เทพารักษ์
โรงพยาบาลสินแพทย์ ศรีนครินทร์
โรงพยาบาลสินแพทย์ กาญจนบุรี
โรงพยาบาลเด็กสินแพทย์
อัปเดต "วัคซีนโควิด-19" มีกี่ชนิด ตัวไหนเข้าไทยบ้าง
วัคซีนโควิด-19 ในโลกตอนนี้มีอยู่หลากหลายประเภทและหลายยี่ห้อ ขึ้นอยู่กับว่าผลิตด้วยวิธีไหน ประเทศไหนผลิตตัวไหนออกมาได้ ก็จะใช้ตัวนั้นฉีดให้กับประชากรในประเทศนั้น เสริมด้วยวัคซีนที่รับเพิ่มจากต่างประเทศเพื่อให้ครอบครัวต่อจำนวนประชากรของประเทศนั้น ๆ
ล่าสุด ประเทศไทยรับวัคซีนโควิด-19 มาแล้วจำนวนหนึ่ง และทยอยสั่งซื้อนำเข้ามาจากต่างประเทศเรื่อย ๆ รวมถึงยังมีวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยของเราเองที่อยู่ในระหว่างการผลิตเพื่อให้คนไทยได้ใช้กันเองประเทศในราคาที่ถูกลงอีกด้วย
วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด
นายแพทย์สมชัย ลีลาศิริวงศ์ ที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า ระบุว่า วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคโควิด-19 ทั้งหมดในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิดหลักๆ โดยแบ่งจากเทคนิคที่ใช้ใน
การผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้แก่
1. mRNA vaccines หรือวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม
เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค
อีโบล่า วัคซีนชนิดนี้จะใช้สารพันธุกรรมของโควิด-19 หรือเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) และทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ออกมา
วัคซีนชนิด mRNA: BioNTech/Pfizer และ Moderna
Viral vector vaccines หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ พัฒนาโดยการนำไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก มาตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ แล้วฝากสารพันธุกรรมของโควิด-19 เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งเทคนิคนี้เป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อที่ใกล้เคียงธรรมชาติ
2. วัคซีนชนิด Viral vector: Johnson & Johnson, Sputnik V และ Oxford – AstraZeneca Protein-based vaccines หรือวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) โดยการนำเอาโปรตีนบางส่วนของโควิด-19 เช่น โปรตีนส่วนหนาม มาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ ก่อนฉีดเข้าร่างกาย แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี
3. วัคซีนชนิด Protein-based: Novavax
Inactivated vaccines หรือวัคซีนชนิดเชื้อตาย เป็นการผลิตขึ้นจากการนำเชื้อโควิด-19 มาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน ก่อนฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เทคนิคนี้ผลิตได้ค่อนข้างช้า และต้นทุนสูง เนื่องจากต้องผลิตในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3
4. วัคซีนชนิด Inactivated (เชื้อตาย): Sinopharm และ Sinovac
วัคซีนโควิด-19 ที่ใช้ในไทย
อัปเดตล่าสุด แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ชื่ออย่างเป็นทางการ: AZD 1222 ผลิตโดย: บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า-ออกซ์ฟอร์ด จากประเทศอังกฤษ และของ SK Bioscience จากประเทศเกาหลีใต้ นำเข้าโดย บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด
ชนิดของวัคซีน:
Viral vector (วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ)จำนวนเข็มที่ฉีด: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 8 สัปดาห์ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: มีรายงานความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในบางราย แต่ยังเป็นส่วนน้อย และในกลุ่มคนอายุ 20-40 ปี และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อาจมีอาการไข้สูงหลังได้รับวัคซีนราว 1-3 วัน รวมถึงอาการอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ ถ่ายเหลว
ซิโนแวค (Sinovac)
ชื่ออย่างเป็นทางการ: โคโรนาแวค
ผลิตโดย: บริษัทซิโนแวค ประเทศจีน
ชนิดของวัคซีน: Inactivated vaccines (วัคซีนชนิดเชื้อตาย)
จำนวนเข็มที่ฉีด: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 2-4 สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: แม้ว่าจะมีรายงานพบอาการคล้าย stroke (ภาวะเส้นเลือดสมองผิดปกติเฉียบพลัน) กล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามีสาเหตุมาจากวัคซีนซิโนแวคจริงหรือไม่ ในส่วนของอาการข้างเคียงเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังฉีดมีพบบ้างแต่ไม่มาก
ข้อควรระวัง: ไม่ควรฉีดให้กับผู้หญิงที่มีประจำเดือน เพราะความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังฉีดซิโนแวคอาจมีส่วนจากฮอร์โมนได้
เพิ่มเติม: ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แนะนำว่า หากฉีดซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว เข็มที่ 3 ควรเลือกฉีดไฟเซอร์ และโมเดอร์นา เพื่อรับมือเชื้อโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์ต่าง ๆ
จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson)
ชื่ออย่างเป็นทางการ: Ad26.COV2.S
ผลิตโดย: บริษัท Johnson & Johnson ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชนิดของวัคซีน: Viral vector vaccines (วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ)
จำนวนเข็มที่ฉีด: เข็มเดียว
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: มีรายงานความเสี่ยงภาวะลิ่มเลือดอุดตันในบางราย แต่ยังเป็นส่วนน้อย นอกจากนี้อาจมีอาการปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด รวมถึงอาจมีไข้หลังฉีดวัคซีน 1-3 วัน สามารถกินยาลดไข้ (พาราเซตามอล) ได้
โมเดอร์นา (Moderna)
ชื่ออย่างเป็นทางการ: mRNA-1273
ผลิตโดย: บริษัทโมเดอร์นา ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชนิดของวัคซีน: mRNA vaccines (วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม)
จำนวนเข็มที่ฉีด: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 3-4 สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: มีรายงานการเกิดอาการภูมิแพ้วัคซีนรุนแรง และลิ่มเลือดแบบ TTP thrombotic thrombocytopenic purpura แต่ยังเป็นส่วนน้อย นอกนั้นเป็นผลข้างเคียงอื่นๆ ทั่วไป เช่น เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน (ต่อมน้ำเหลืองที่)รักแร้บวม มีไข้ อาจพบผลข้างเคียงในเข็มที่ 2 มากกว่า
ไฟเซอร์ (Pfizer)
ชื่ออย่างเป็นทางการ: โทซินาเมแรน (Tozinameran)
ผลิตโดย: บริษัทไฟเซอร์-ไบออนเทค ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชนิดของวัคซีน: mRNA vaccines (วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม)
จำนวนเข็มที่ฉีด: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 3-4 สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: มีรายงานการเกิดอาการภูมิแพ้วัคซีนรุนแรง และลิ่มเลือดแบบ TTP thrombotic thrombocytopenic purpura แต่ยังเป็นส่วนน้อย นอกนั้นเป็นผลข้างเคียงอื่น ๆ ทั่วไป เช่น เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หนาวสั่น คลื่นไส้ มีไข้ เป็นต้น
ซิโนฟาร์ม (Sinopharm)
ชื่ออย่างเป็นทางการ: BBIBP-CorV
ผลิตโดย: บริษัท Beijing Institute of Biological Product (ปักกิ่ง) และ บริษัท Wuhan Institute of Biological Product (อู่ฮั่น) ประเทศจีน
ชนิดของวัคซีน: Inactivated vaccines (วัคซีนชนิดเชื้อตาย)
จำนวนเข็มที่ฉีด: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 2-4 สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: มีรายงานพบผู้ที่มีอาการข้างเคียงอย่างรุนแรงหลังฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม 2 ราย โดยมีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง และโรคทางระบบประสาทที่หายาก หรือที่เรียกว่า อาการสมองและ
ไขสันหลังอักเสบหลังการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังมีอีกรายที่มีอาการธรอมบัส (thrombus) หรือการเกิดก้อนลิ่มเลือดอีกด้วย แต่ผลข้างเคียงทั้งหมดยังไม่สามารถสรุปได้มาจากการฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม นอกจากนี้ยังมีรายงานพบอาการข้างเคียงเล็กน้อยทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดบริเวณที่ฉีด เป็นต้น
โคแว็กซิน (Covaxin)
ชื่ออย่างเป็นทางการ: BBV152
ผลิตโดย: บริษัท ภารตะไบโอเทค (Bharat Biotech) ร่วมกับ สภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย (the Indian Council of Medical Research) ประเทศอินเดีย
ชนิดของวัคซีน: Inactivated vaccines (วัคซีนชนิดเชื้อตาย)
จำนวนเข็มที่ฉีด: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 4 สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: ผลข้างเคียงอื่นๆ ทั่วไป เช่น เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หนาวสั่น คลื่นไส้ มีไข้ ผื่นผิวหนัง เป็นต้น
สปุตนิก วี (Sputnik V)
ชื่ออื่น: Gam-COVID-Vac
ผลิตโดย: สถาบันระบาดวิทยาและจุลชีววิทยากามาเลีย ประเทศรัสเซีย นำเข้าโดย บริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด
ชนิดของวัคซีน: Viral vector vaccines (วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ)
จำนวนเข็มที่ฉีด: 2 เข็ม เข็มแรกห่างจากเข็มที่ 2 ราว 3 สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้: อาการป่วยคล้ายมีไข้ เช่น ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ปวดบวมบริเวณที่ฉีด เป็นต้น
ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19
นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้
สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี งดชา กาแฟ หรือของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก
หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาทีถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือนและถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที
ข้อคิด
แม้ว่าจะได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปแล้วใช่ว่าจะไม่ติด
เชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะถ้าเราไม่หมั่นดูแลตนเองอยู่เสมอ ก็อาจ
ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทางการแพทย์หรือ
สาธารณสุขแนะนำ เช่น
ใช้ชีวิตระยะห่าง รับประทานอาหารร้อน ๆ ใช้ช้อนกลาง
ล้างมือให้สะอาด ไม่ประมาทเวลาพบปะผู้คน สวมแมสก์เสมอ
ข้อสำคัญคือรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง สุขภาพจิตใจให้
เข้มแข็งอยู่เสมอ จะทำให้ไวรัสโควิด-19 ไม่มาติดได้
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส
โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ข้อความระบุว่า ความจริง 20 ประการ เกี่ยวกับโรคปอดบวม อู่ฮั่น โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่
โคโรนาไวรัสเป็นไวรัสขนาดใหญ่ และ เป็นกลุ่มใหญ่ ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน คล้ายมงกุฎ จึงเรียกว่าโคโรนาไวรัส พบได้ทั้งใน คน และ สัตว์ จำนวนมาก
โคโรนาไวรัส ที่เกิดโรคในคน แต่เดิมมี 6 ชนิด เป็นสายพันธุ์ที่พบดั้งเดิม ทำให้เกิดโรคหวัด และทางเดินหายใจอยู่เป็นประจำถิ่น แล้ว มี 4 ชนิด และอุบัติใหม่ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ แบบเฉียบพลันคือ SARS และ MERS ซึ่งเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิต 10% และ 30% ตามลำดับ
โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโรคปอดบวมอู่ฮั่น อุบัติใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2019 เป็นต้นมา และวินิจฉัยได้หลังปีใหม่ ถอดรหัสพันธุกรรมสำเร็จในวันที่ 11 มกราคม 2020 จุดกำเนิดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ผู้ป่วยกลุ่มแรกที่พบ ส่วนใหญ่มีแหล่งสัมผัสจากตลาดสดที่มีการขายอาหารทะเล และสัตว์สิ่งมีชีวิต
โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เช่นเดียวกันกับ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ มีได้ทั้งแบบไม่มีอาการ มีอาการทางเดินหายใจอักเสบแบบเฉียบพลัน จนถึงปอดบวมและ
โรคแทรกซ้อนระยะฟักตัวของโรค โดยทั่วไปโคโรนาไวรัส จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2 ถึง 7 วัน ในทางปฏิบัติการเฝ้าสังเกตอาการหลังสัมผัสโรค หรือมาจากแหล่งระบาดของโรค เราจึงใช้ 2 เท่า คือ 14 วัน
อาการที่ต้องสงสัย คือ ผู้ที่มาจากแหล่งระบาดของโรค ร่วมกับอาการมีไข้ และอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก ในรายที่รุนแรง จะมีปอดอักเสบหรือปอดบวมเกิดขึ้น และทำให้ระบบหายใจล้มเหลวถึงกับเสียชีวิตได้
โรคนี้สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ จึงเกิดการแพร่กระจายได้
การยืนยันผลการวินิจฉัย จำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจหาพันธุกรรมของไวรัส
ความรุนแรงของโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ จะมีความรุนแรงน้อยกว่า MERS และ SARS อัตราตายของ MERS อยู่ที่ 30% ของ SARS อยู่ที่ประมาณ 10% แต่ของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่อยู่ที่น้อยกว่า 3%
โรครุนแรงน้อยกว่า ดังนั้น ผู้ที่ติดเชื้ออีกจำนวนมาก ที่อาจไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อย ไม่ได้เป็นปอดบวมทุกราย ดังนั้นผู้ป่วยจึงสามารถเดินทางไปได้ไกล และสามารถแพร่โรค ทำให้เกิดการระบาดในวงกว้าง และสามารถระบาดได้ทั่วโลก pandemic เช่นโรคระบาดทั่วไป การกระจายของโรคจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และอำนาจในการกระจายโรค โรคที่มีความรุนแรงน้อย จะกระจายได้มากกว่า การติดเชื้อในอากาศ จะได้มากกว่าการติดเชื้อด้วยการสัมผัสฝอยละออง ปอดบวมอู่ฮั่น เป็นโรคที่ติดโดยการสัมผัสฝอยละออง
เมื่อเป็นโรคใหม่ ทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน จึงมีสิทธิ์ที่จะติดเชื้อได้ทุกคน ถ้าสัมผัสโรค ส่วนความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับอายุ ในเด็กความรุนแรงของโรคจะน้อยกว่า ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ หรือกล่าวได้ว่าความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นตามอายุนั้นเองในการระบาดของโรค โรคจะหยุดเมื่อมีการติดเชื้อไปจำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับอำนาจการกระจายของโรค ถ้าอำนาจการกระจายของโรค เท่ากับไข้หวัดใหญ่ หรือ 1 คนกระจายไปได้ 2 คน เมื่อมีผู้ติดเชื้อหรือมีภูมิต้านทานแล้วอย่างน้อย 50% โรคกว่าจะสงบ แล้วหลังจากนั้นไวรัสนี้ ก็จะเป็นโรคประจำถิ่น endemic หรือตามฤดูกาลต่อไป (seasonal) และการติดเชื้อจะเกิดการระบาดได้เป็นหย่อมอย่าง เช่นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดมา 10 ปีแล้ว โรคนี้ก็ยังไม่หยุด ยังมีการระบาดในนักเรียนอยู่เป็นระยะระยะในประเทศไทย
การป้องกันที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย การล้างมือจะป้องกัน การติดเชื้อได้เป็นอย่างดี “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” จึงยังใช้ได้เสมอในการป้องกันโรค ที่ติดต่อทางไปฝอยละอองการเดินสวนกันไปมา ไม่ทำให้เกิดการติดโรคนี้ แต่การอยู่ในระยะใกล้ ในการพูดคุยหรือมีการในจาม และมีฝอยละอองกระเด็นมาถูกบริเวณใบหน้า จะทำให้เกิดการติดโรคนี้ได้ การสัมผัสจะต้องหมั่นล้างมือผู้ที่ไม่สบายเป็นโรคทางเดินหายใจทุกราย ควรใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค สำหรับคนปกติ ถ้าต้องการป้องกันโรค การใช้หน้ากากอนามัยชนิด N95 จะต้องใช้ให้ถูกวิธี ในคนปกติ ถ้าใช้ถูกวิธีค่อนข้างจะอึดอัดมาก บุคลากรทางการแพทย์มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้ รวมทั้งชุดในการป้องกันตัวเองไม่ให้ติดโรค
สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน นับวันจะรุนแรง เราจำต้อง รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ให้สม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ใครมีโรคประจำตัวก็หมั่นดูแลรักษา ขณะนี้มีข่าวออกมาในสื่อสังคมมากมาย มีทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง การเสพสื่อจะต้องวิเคราะห์สังเคราะห์ ก่อนที่จะส่งต่อออกไป การตื่นตระหนก ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น การรับสถานการณ์ควรรับแบบมีสติ และรอบคอบใช้องค์ความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา เชื่อมั่นว่า ถ้าพวกเราร่วมด้วยช่วยกันเฝ้าระวังป้องกันอยู่เสมอ โควิด-19 ก็จะหมดสิ้นไปแน่นอน
แหล่งอ้างอิง
https://bit.ly/2SAu8Y5
