การมองอะไรเพียงด้านเดียวแล้วด่วนสรุป จะก่อให้เกิดความเห็นที่ไม่ลงรอยกันได้ ถ้ามีความเห็นที่ไม่ตรงกันแล้วไซร้ ก็จะก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในองค์กร หรือในสังคมได้ โดยเฉพาะถ้าเรื่องที่มองนั้น ไม่เป็นความจริงแล้วย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้

ไม่ควรมองอะไรเพียงด้านเดียว

Description: http://www.korat4.net/downloadicon/1267779282.jpg

ดร. ถวิล  อรัญเวศ

        ทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินได้ฟัง หรือพบเห็นการนำเสนอข่าวที่

ตื่นเต้น เร้าใจ และมีเพียงถ้อยคำสั้น ๆ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่ดี และเป็น

ความจริง ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จริง เป็นเพียง

การนำเสนอข่าวเพื่อก่อให้เกิดความตื่นอกตื่นใจน่าติดตาม ก็คงจะ

ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ฉะนั้น โบราณ ท่านจึงสอนให้มองอะไร

ไม่ควรมองเพียงด้านเดียว ควรมองหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะ

นักบริหารถ้าไปเชื่อลูกน้องเพียงคนใดคนหนึ่ง ก็คงไม่ถูกต้องนัก 

แม้แต่เรื่องนี้พระพุทธองค์ก็เคยตรัสสอนไว้แล้วในหลักกาลามสูตร หรือสูตรว่าด้วยการจะเชื่ออะไร อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเชื่อง่าย ๆ ต้อง

พิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนจึงเชื่อ

 

ข้อเสียของการมองอะไรเพียงด้านเดียว

การมองอะไรเพียงด้านเดียว แล้วด่วนสรุป จะก่อให้เกิดความ

เห็นที่ไม่ลงรอยกันได้ ถ้ามีความเห็นที่ไม่ตรงกันแล้วไซร้ ก็จะก่อให้

เกิดความแตกแยกของคนในองค์กร หรือในสังคมได้ โดยเฉพาะถ้า

เรื่องที่มองนั้น ไม่เป็นความจริงแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้

เรื่องนี้ ขอยกนิทานปรัมปราซึ่งได้เล่ากันสืบกันมาว่า

         กาลครั้งหนึ่ง พระราชาพระองค์หนึ่งทรงนึกสนุกขึ้นมา จึงตรัส

สั่งให้เจ้าหน้าที่พระราชวังประชุมคนตาบอดในเขตพระนครและโดยให้นำคนตาบอดมาประมาณ ๑๒ คน คนตาบอดเมื่อได้รับแจ้งจาก

เจ้าหน้าที่ก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสเข้าวัง 

 เมื่อคนตาบอดมาพร้อมกันแล้ว พระราชาจึงทรงสั่งให้เจ้าหน้าที่

จัดแบ่งคนตาบอดออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ คน  รวม ๖ กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มจับเพียงเฉพาะอวัยวะส่วนใด ส่วนหนึ่งของช้างเท่านั้น 

        จากนั้น พระราชาจึงเรียกคนตาบอดทุกกลุ่มมาพร้อมกันแล้วให้คนตาบอดแต่ละกลุ่ม บรรยายลักษณะของช้างตามที่ตนได้รับรู้มา

        คนตาบอดในแต่ละกลุ่มบอกลักษณะของช้างแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอวัยวะของช้างที่พวกเขาได้สัมผัสมา ๖ กลุ่ม

        พวกที่คลำปลายหางช้าง บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด

        พวกที่คลำหางช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนสาก

        พวกที่คลำลำตัวช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนยุ้งข้าว

        พวกที่คลำงวงช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนง่อนไถ

        พวกที่คลำหูช้าง บอกว่าช้างเหมือนกระด้ง

        พวกที่คลำหัวช้าง บอกว่าช้างเหมือนหม้อ

        พระราชาจึงตรัสถามพร้อมกันอีกครั้งหนึ่งว่า ที่แท้จริงแล้วช้างมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่

        คนตาบอดต่างถกเถียงกันใหญ่ว่าลักษณะที่กลุ่มของตนได้กราบทูลต่อพระราชาถูกต้องแล้ว เพราะคลำมากับมือ และไม่ได้คลำเพียงคนเดียว คลำ ๒ คน และก็คลำตั้ง ๒-๓ ครั้ง จนมั่นใจแล้ว

        คนตาบอดต่างคนต่างไม่ยอม ยังยืนความคิดของตนสุดท้ายไม่มีใครฟังใคร คนตาบอดจึงได้ชกต่อยกันชุลมุน พระราชาจึงทรง

พระสรวลด้วยความพึงพอพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก

        เรื่องคนตาบอดคลำช้างจึงถือเป็นข้อคิดได้ว่า การมองอะไร

เพียงด้านเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด

ในองค์รวมที่แท้จริงเพราะสิ่งที่มองด้านเดียวจะได้ข้อเท็จจริงด้านเดียว

        ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ต้องมองหลายด้านและมองให้เห็น

ความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ

        การมองเพียงด้านเดียว เมื่อนำข้อเท็จจริงมาแลกเปลี่ยนกัน

ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันกันโดยไม่ตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงแล้ว ย่อม

ก่อให้เกิดข้อทะเลาะวิวาทกันได้

        พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “คนทั้งหลายที่มองอะไรเพียง

ด้านเดียว ย่อมถือข้อขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน”

        ฉะนั้น จึงควรลดการมองจากด้านเดียวมามองหลายด้าน จะ

ทำให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น และช่วยลดข้อขัดแย้งได้ เมื่อลดข้อขัดแย้งได้ 

ย่อมจะก่อให้เกิดความสุขสงบได้ในครอบครัว ในสังคม และในประเทศชาติ คนในองค์กรก็จะไม่แตกความสามัคคี

 

สรุปข้อคิด

        คนเรา ไม่ควรจะมองอะไรเพียงด้านเดียวแล้วด่วนนำมา

ตัดสิน เพราะจะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงได้

ฉะนั้น นักบริหาร จึงควรมีข้อมูลหลายด้านเพียงพอก่อนจะวินิจฉัย

สั่งการออกไปและจะทำให้ข้อวินิจฉัยสั่งการไปนั้น ไม่ก่อให้เกิด

ความเสียหายได้ และประการสำคัญคนในองค์กรหรือในสังคมจะไม่

แตกแยกกันเพราะความเห็นไม่ลงรอยกันนั้นเอง

 

--------------