ไม่ควรมองอะไรเพียงด้านเดียว
ทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินได้ฟัง หรือพบเห็นการนำเสนอข่าวที่
ตื่นเต้น เร้าใจ และมีเพียงถ้อยคำสั้น ๆ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่ดี และเป็น
ความจริง ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จริง เป็นเพียง
การนำเสนอข่าวเพื่อก่อให้เกิดความตื่นอกตื่นใจน่าติดตาม ก็คงจะ
ก่อให้เกิดความเสียหายได้ ฉะนั้น โบราณ ท่านจึงสอนให้มองอะไร
ไม่ควรมองเพียงด้านเดียว ควรมองหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะ
นักบริหารถ้าไปเชื่อลูกน้องเพียงคนใดคนหนึ่ง ก็คงไม่ถูกต้องนัก
แม้แต่เรื่องนี้พระพุทธองค์ก็เคยตรัสสอนไว้แล้วในหลักกาลามสูตร หรือสูตรว่าด้วยการจะเชื่ออะไร อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเชื่อง่าย ๆ ต้อง
พิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนจึงเชื่อ
ข้อเสียของการมองอะไรเพียงด้านเดียว
การมองอะไรเพียงด้านเดียว แล้วด่วนสรุป จะก่อให้เกิดความ
เห็นที่ไม่ลงรอยกันได้ ถ้ามีความเห็นที่ไม่ตรงกันแล้วไซร้ ก็จะก่อให้
เกิดความแตกแยกของคนในองค์กร หรือในสังคมได้ โดยเฉพาะถ้า
เรื่องที่มองนั้น ไม่เป็นความจริงแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้
เรื่องนี้ ขอยกนิทานปรัมปราซึ่งได้เล่ากันสืบกันมาว่า
กาลครั้งหนึ่ง พระราชาพระองค์หนึ่งทรงนึกสนุกขึ้นมา จึงตรัส
สั่งให้เจ้าหน้าที่พระราชวังประชุมคนตาบอดในเขตพระนครและโดยให้นำคนตาบอดมาประมาณ ๑๒ คน คนตาบอดเมื่อได้รับแจ้งจาก
เจ้าหน้าที่ก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสเข้าวัง
เมื่อคนตาบอดมาพร้อมกันแล้ว พระราชาจึงทรงสั่งให้เจ้าหน้าที่
จัดแบ่งคนตาบอดออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ คน รวม ๖ กลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มจับเพียงเฉพาะอวัยวะส่วนใด ส่วนหนึ่งของช้างเท่านั้น
จากนั้น พระราชาจึงเรียกคนตาบอดทุกกลุ่มมาพร้อมกันแล้วให้คนตาบอดแต่ละกลุ่ม บรรยายลักษณะของช้างตามที่ตนได้รับรู้มา
คนตาบอดในแต่ละกลุ่มบอกลักษณะของช้างแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับอวัยวะของช้างที่พวกเขาได้สัมผัสมา ๖ กลุ่ม
พวกที่คลำปลายหางช้าง บอกว่าช้างเหมือนไม้กวาด
พวกที่คลำหางช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนสาก
พวกที่คลำลำตัวช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนยุ้งข้าว
พวกที่คลำงวงช้าง ก็บอกว่าช้างเหมือนง่อนไถ
พวกที่คลำหูช้าง บอกว่าช้างเหมือนกระด้ง
พวกที่คลำหัวช้าง บอกว่าช้างเหมือนหม้อ
พระราชาจึงตรัสถามพร้อมกันอีกครั้งหนึ่งว่า ที่แท้จริงแล้วช้างมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่
คนตาบอดต่างถกเถียงกันใหญ่ว่าลักษณะที่กลุ่มของตนได้กราบทูลต่อพระราชาถูกต้องแล้ว เพราะคลำมากับมือ และไม่ได้คลำเพียงคนเดียว คลำ ๒ คน และก็คลำตั้ง ๒-๓ ครั้ง จนมั่นใจแล้ว
คนตาบอดต่างคนต่างไม่ยอม ยังยืนความคิดของตนสุดท้ายไม่มีใครฟังใคร คนตาบอดจึงได้ชกต่อยกันชุลมุน พระราชาจึงทรง
พระสรวลด้วยความพึงพอพระราชหฤทัยเป็นยิ่งนัก
เรื่องคนตาบอดคลำช้างจึงถือเป็นข้อคิดได้ว่า การมองอะไร
เพียงด้านเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด
ในองค์รวมที่แท้จริงเพราะสิ่งที่มองด้านเดียวจะได้ข้อเท็จจริงด้านเดียว
ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ต้องมองหลายด้านและมองให้เห็น
ความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ
การมองเพียงด้านเดียว เมื่อนำข้อเท็จจริงมาแลกเปลี่ยนกัน
ถ้าต่างฝ่ายต่างยืนยันกันโดยไม่ตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงแล้ว ย่อม
ก่อให้เกิดข้อทะเลาะวิวาทกันได้
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “คนทั้งหลายที่มองอะไรเพียง
ด้านเดียว ย่อมถือข้อขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน”
ฉะนั้น จึงควรลดการมองจากด้านเดียวมามองหลายด้าน จะ
ทำให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น และช่วยลดข้อขัดแย้งได้ เมื่อลดข้อขัดแย้งได้
ย่อมจะก่อให้เกิดความสุขสงบได้ในครอบครัว ในสังคม และในประเทศชาติ คนในองค์กรก็จะไม่แตกความสามัคคี
สรุปข้อคิด
คนเรา ไม่ควรจะมองอะไรเพียงด้านเดียวแล้วด่วนนำมา
ตัดสิน เพราะจะก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงได้
ฉะนั้น นักบริหาร จึงควรมีข้อมูลหลายด้านเพียงพอก่อนจะวินิจฉัย
สั่งการออกไปและจะทำให้ข้อวินิจฉัยสั่งการไปนั้น ไม่ก่อให้เกิด
ความเสียหายได้ และประการสำคัญคนในองค์กรหรือในสังคมจะไม่
แตกแยกกันเพราะความเห็นไม่ลงรอยกันนั้นเอง
--------------
