การจัดการคุณภาพขององค์กรแบบเศรษฐกิจพอเพียง
(Sufficiency Economic Organization Management)
การจัดการคุณภาพขององค์กรแบบเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดโดยนำหลักทฤษฏีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มาใช้ในการบริหารองค์กรเพื่อความอยู่รอดในยุควิกฤติเศรษฐกิจ โดยเน้นการลดต้นทุนที่สิ้นเปลืองและไม่มีความจำเป็น มุ่งเน้นงานหรือบริการที่คุณภาพ การจัดการคุณภาพแบบเศรษฐกิจพอเพียงมิใช่เฉพาะงานด้านเกษตรกรรมเท่านั้น แต่เราสามารถนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจได้ด้วย
การบริหารงานแบบเศรษฐกิจพอเพียง
หน้าที่ทางการจัดการและหน้าที่ทางการธุรกิจมีความสัมพันธ์กันอยู่เสมอ ผู้บริหารจะต้องปฏิบัติหน้าที่ทั้งหน้าที่ทางด้านการจัดการและหน้าที่ทางด้านธุรกิจ ซึ่งจะทำให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ในที่สุด สำหรับการจัดกระบวนการจัดการด้านธุรกิจขององค์กรเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการทั้ง 4 ด้าน ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะต้องบริหารงานทางด้านธุรกิจด้วยโดยเน้นการจัดการคุณภาพอย่างเหมาะสมแบบเศรษฐกิจพอเพียง วิกฤติการณ์ที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆ เราอาจไม่สามารถรับมือได้ทัน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ หากไม่ยึดมั่นในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งประกอบด้วย 3 ลักษณะได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว เน้นให้ธุรกิจยืนได้ด้วยตนเอง มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ ใช้จ่ายภายในกำลังของตน มีภูมิคุ้มกันด้วยการไม่สร้างหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ไม่ได้ห้ามมิให้มีหนี้ เพียงแต่เป็นการกู้เงินที่ทำให้เกิดรายได้หรือก่อให้เกิดประโยชน์ที่สมเหตุสมผล ระบบภูมิคุ้มกันยังหมายถึง การรวมองค์ประกอบย่อยต่างๆ เข้าด้วยกัน การจัดกระบวนการดำเนินงานต่างๆ อย่างบูรณาการจนเกิดเป็นระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันผลกระทบจากภายนอกในหลายด้าน เช่น ด้านวัตถุ ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เป็นต้น นั่นก็คือการจัดองค์ประกอบของการดำเนินงานให้มีสภาพพร้อมรองรับต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในเป็นอย่างดี ในทางธุรกิจเราอาจแบ่งระดับของเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็น 3 ระดับ คือ
ระดับแรกเป็นความพอเพียงในระดับกิจการหรือบริษัท ที่เน้นถึงการดำรงอยู่ของกิจการ หรือความอยู่รอดในธุรกิจ สามารถพัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง เป็นอิสระ ดำเนินกิจการโดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กร มีรายรับที่เพียงพอต่อดำเนินกิจการ ปราศจากภาระหนี้สินหรือมีความสามารถในการชำระหนี้ในระยะที่กำหนด หรือเมื่อเจ้าหนี้ทวงถามโดยชอบ เมื่อพิจารณาเทียบกับรายรับของกิจการ โดยต้องยึดหลักของความถูกต้อง มีคุณธรรม และโปร่งใส จัดเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน ระดับสองเป็นความพอเพียงในระดับกลุ่มธุรกิจ จัดเป็นธุรกิจพอเพียงแบบก้าวหน้าที่เน้นการรวมกลุ่มในรูปแบบต่างๆ เช่น กิจการร่วมค้า สหพันธ์ธุรกิจ เพื่อต้องการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจร่วมกัน หรือการแบ่งปัน หรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน หรือการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน เพื่อการสร้างประสิทธิภาพและการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการควบรวมหน่วยธุรกิจในสายอุปทานนั้นๆ ตลอดจนการรวมกลุ่มในลักษณะสมาคมการค้าเพื่อการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในธรุกิจที่ดำเนินอยู่ ระดับสามเป็นความพอเพียงในระดับเครือข่ายจัดเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้าทีเน้นการรวมกลุ่มในแนวราบในลักษณะของเครือข่ายวิสาหกิจ เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันมีการติดต่อประสานความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างๆ กับหน่วยงานอื่นในสังคมก่อให้เกิดการพัฒนาภายใต้รูปแบบของการพึ่งพิงกัน
นอกจากนี้การบริหารจัดการธุรกิจที่ดีต้องเป็นการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรมและสามารถตรวจสอบได้ หลักการบริหารงานด้านธุรกิจแบบเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าวมีการวางแผน การจัดองค์กร การสั่งการ และการควบคุม ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ การวางแผน (Planning)
1. การวางแผน (Planning) ขององค์กร
การวางแผนธุรกิจเป็นการกำหนดสาระสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ซึ่งได้แก่
1.1 องค์กรมีเป้าหมายที่จะประสบความสำเร็จอะไรบ้าง และการที่จะประสบความสำเร็จมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร ดังนั้นการวางแผนงานทางธุรกิจจึงต้องมีการกำหนดเป้าหมายและกำหนดแผนงานปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ซึ่งการวางแผนธุรกิจโดยการกำหนดเป้าหมาย เป้าหมายโดยทั่วไปของธุรกิจคือ กำไรเป็นเป้าหมายหลักเพราะการทำธุรกิจต้องใช้เงินทุน หากไม่มีกำไร ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ แต่เป็นการเน้นกำไรระยะยาวมากกว่าระยะสั้นระยะแรกของการดำเนินธุรกิจอาจต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนเพราะประสบการณ์ในการผลิตยังน้อย ประสิทธิภาพในการผลิตยังต่ำ และต้นทุนในการผลิตอาจสูง ยอดจำหน่ายหรือส่วนแบ่งในการครองตลาด (Market Share) อาจยังมีไม่มาก ต่อเมื่อดำเนินการไปสักระยะหนึ่งมีประสบการณ์เพิ่มขึ้นมีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารงานสูงขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงมียอดขายเพิ่มขึ้น ก็จะสามารถทำกำไรได้ การกำหนดเป้าหมายในการทำกำไร จึงต้องมีการคาดคะเนไว้ว่าธุรกิจจะมีกำไรเมื่อไรและจะสามารถทำกำไรได้สักเท่าไร ทั้งนี้เพื่อจะกำหนดการบริหารการเงินได้ว่า ช่วงที่ธุรกิจขาดทุนหรือยังไม่มีกำไรจะใช้เงินทุนหมุนเวียนจากแหล่งใด จะลงทุนสักเท่าไรจึงจะสามารถทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้โดยไม่หยุดชะงัก ทั้งนี้จะต้องยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐาน เน้นความพอประมาณในการผลิต
- ด้านการตลาดขององค์กร เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ทำหน้าที่สำรวจตลาดวิเคราะห์ข้อมูลกับลูกค้า พิจารณาแยกแยะความสัมพันธ์ข้อบ่งชี้ทั้งที่เป็นเหตุและเป็นผล จะทำให้สามารถคาดการณ์ได้ถึงโอกาสและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และส่งผลให้กิจการสามารถวางแผนรับมือกับผลกระทบและรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ด้วยการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในธุรกิจนั่นเอง รวมถึง การรณรงค์หาลูกค้าและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ กำหนดเป้าหมายและมีส่วนสัมพันธ์กับการผลิต ตลอดจนการทำกำไร ในการกำหนดเป้าหมายด้านการตลาดจะต้องคาดคะเนให้ได้ว่าเราจะขายได้สักเท่าใด ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะซื้อซึ่งอาจจะต้องใช้การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ การตลาด การกำหนดราคา มาเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ
- ด้านการเงินของธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญโดยจะต้องหาแหล่งเงินเข้าหรือเงินที่เราจะได้มานั้นมาจากทางใดบ้าง เช่น จากการลงทุนของผู้ถือหุ้นหรือผู้ร่วมลงทุนจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน รายได้จากการจำหน่าย และวัสดุที่เหลือจากการผลิต รายได้จากการรับลงโฆษณา ฯลฯ ขณะเดียวกันแหล่งเงินออกหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ มีอะไรบ้าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการผลิต ค่าแรงงาน ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าเช่าอาคารสถานที่ ฯลฯ รวมถึงการคาดคะเนถึงแหล่งที่มาของรายรับ รายจ่าย เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดเป้าหมายในการผลิต การตลาด และการคาดคะเนกำไร ในทำนองเดียวกันการกำหนดเป้าหมายในการผลิต การตลาดได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดเป้าหมายด้านการบริหารการเงิน และกำไรของธุรกิจเช่นกัน ทั้งนี้จะต้องเน้นการจัดทำบัญชีอย่างโปร่งใสตรวจสอบที่มาที่ไปได้และการที่จะกำหนดเป้าหมายต่างๆ ได้ชัดเจนและใกล้เคียงกับความเป็นจริงนั้น จำเป็นจะต้องศึกษาหรือวิจัยปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังต่อไปนี้
- ภาวะเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยศึกษาดูว่าสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินในขณะนี้เป็นอย่างไร เศรษฐกิจซบเซาหรือเฟื่องฟู อำนาจการซื้อของคนในสังคมฝืดเคืองหรือจับจ่ายใช้สอยคล่อง
- ค่านิยมหรือความต้องการของผู้บริโภคโดยศึกษาว่าลูกค้าต้องการงานประเภทใด และลักษณะอย่างไร เช่น รูปแบบของผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต ความรวดเร็วของ การผลิต และราคา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดเป้าหมายด้านการตลาด ตลอดจนการผลิต
- คู่แข่งขัน โดยศึกษาถึงข้อมูลของคู่แข่งขันให้ละเอียดชัดเจน ทั้งด้านกระบวนการผลิต การตลาด การเงิน จุดเด่นจุดด้อยของคู่แข่งขัน คุณภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ของคู่แข่ง และรายละเอียดที่สามารถหาได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปกำหนดกลยุทธ์ในการผลิตและการตลาด
- ระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย โดยศึกษาถึงพระราชบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานการคุ้มครองของอุตสาหกรรมไทยเพื่อให้ทราบถึงความรับผิดชอบทางกฎหมาย และปฏิบัติให้ถูกต้อง
- ปัจจัยที่ใช้ในการผลิต โดยศึกษาถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต หรือเทคโนโลยีการผลิตว่ามีอะไรบ้าง ก้าวหน้าไปถึงระดับไหน ต้องศึกษาเครื่องมือเครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะได้ตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน และเลือกเครื่องมือเครื่องใช้ได้ถูกต้อง รวมถึงศึกษาข้อมูลขององค์กรหรือหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนหรือสามารถให้คำปรึกษาในกรณีที่ธุรกิจประสบปัญหา
- แผนงานเฉพาะกิจ ได้แก่ แผนงานที่ใช้เฉพาะเรื่อง เป็นครั้งเป็นคราว เช่น แผนงานเปิดโรงงาน แผนงานโฆษณาประชาสัมพันธ์โรงงาน
- แผนงานระยะสั้น ได้แก่ การวางแผนงานเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการที่มีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้ทราบว่าภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้จะต้องทำอะไรบ้าง เช่น ด้านการผลิต การวางแผนระยะสั้นจะช่วยให้การคาดคะเนสิ่งต่างๆ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงหรือหากคลาดเคลื่อนไปบ้างก็อาจปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้นอกจากนี้แผนงานระยะสั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปวางแผนงานระยะยาวด้วย
- แผนงานระยะยาว โดยทั่วไปจะกำหนดระยะเวลาไว้ 1-4 ปี แผนงานระยะยาวกำหนดขึ้นมาเพื่อให้ทราบว่าในอนาคตจะมีการขยายกิจการไปอย่างไรจะพัฒนาการผลิต การตลาดอย่างไร การวางแผนระยะยาวจะช่วยให้เรามองเห็นทิศทางของธุรกิจของเราว่าจะดำเนินไปในรูปใด และช่วยให้เราเตรียมตัวได้ว่าจะต้องเตรียมการในเรื่องอะไรไว้บ้าง เช่น การหาสถานที่สำหรับตั้งสำนักงานหรือโรงงานของตนเอง การหาแหล่งเงินทุน การศึกษาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามเนื่องจากการวางแผนระยะยาวเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ค่อนข้างนาน เมื่อถึงเวลาจริงๆ อาจมีเหตุการณ์หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากที่เราคาดคิดไว้แต่แรก ดังนั้นอาจต้องปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ