การรักษาใจตนเอง

ในแต่ละวัน...หากเราต้องการเดินตามธรรมะ สิ่งหนึ่งที่พึงปฏิบัติ นั่นคือ การรักษาใจของตัวเราเอง มิให้ขุ่นข้อง ไหลตามกระแสทางโลก...ฝึกปฏิบัติให้เกิดการตั้งมั่น แม้ว่า มีคนบอกว่า "มันยาก" สำหรับผู้เขียนมองดูว่า "มันไม่ได้ยาก ตามคำพูดของคน ๆ นั้น...เพราะตัวเรายังไม่ได้เริ่มลงมือทำ"...แรก ๆ อาจจะยาก หากตัวเราไม่มีสติ ไม่มีความตั้งมั่น ตั้งใจที่จะลงมือทำ อาจเป็นเพราะมนุษย์ทุกคนมีการฝึกมาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบุพกรรมของแต่ละคน...มีผู้รู้บางคนบอกว่า "หากจะพูดเรื่องธรรมะ...อย่าพูดพร่ำเพรื่อ เพราะบางคนเขาอาจไม่ฟังเรา"...ก็แล้วแต่ สำหรับคนที่ปิดใจไม่รับฟัง เพราะของแบบนี้ มันเป็นปัจเจกบุคคล เป็น "ปัจจัตตัง" รู้ได้เฉพาะตน...ไม่ลองทำธัมมวิจยะแล้วจะทราบได้อย่างไร

สำหรับผู้เขียน เดินทางสายนี้มาเรื่อย ๆ พิจารณาดูน่าจะมาจากครอบครัวที่ดีพอสมควร เพราะพ่อ-แม่ ท่านรักใคร่กัน สอนให้ลูก ๆ เป็นคนดี ห้ามเกเร ท่านทำตัวอย่างให้ลูก ๆ ได้เห็น เสมือนกับใช้ชีวิตต่อการปฏิบัติธรรมให้สามารถบูรณาการกับชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว...ลูก ๆ จึงซึมซับสิ่งดี ๆ แบบนั้น โดยนำมาปฏิบัติต่อ...พอได้มีครอบครัวอีก พ่อบ้านก็มีศีลที่เสมอกันอีก ถือว่าได้รับโชคไปโดยไม่รู้ตัว...พวกเรานำมาปฏิบัติต่อสอนลูก ๆ หลาน ๆ ให้เรียนรู้ทางธรรมกันต่อ ให้เข้าใจชีวิตกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้...ให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ทุกคนที่ได้เกิดมา และใช้ชีวิตอาจมากระทบกระทั่งกับเรา ก็เพียงแต่ให้รู้ว่า "ตถตา...มันเป็นเช่นนั้นเอง" สำหรับคำว่า "มนุษย์" แต่ละคน

หลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้ายังต้องนำมาใช้ควบคู่กับการดำรงชีวิตประจำวันของเราเสมอ หากยังเกิดเป็นมนุษย์อยู่...เรียกว่า อาจตั้งแต่เกิดไปจนถึงการตาย...น่าจะแยกไม่ออกจากกันด้วยซ้ำ แต่มนุษย์บางคนกลับละเลย ลืมนึกถึงไปว่า สิ่งนี้ คือ การใช้หลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาใช้กับชีวิตประจำวัน...ยิ่งเฉพาะปัจจุบันในเรื่องของการรักษากาย และการรักษาใจตนเอง...สำหรับการรักษากายนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเองดูแล อาจหมายรวมถึงแพทย์ หากตนเองเกิดอาการป่วย เจ็บอย่างรุนแรง...ส่วนการรักษาใจตนเองนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราเองล้วน ๆ ที่ต้องเป็นผู้ดูแล เราจะรู้จักใจตัวของเราเองมากกว่าผู้อื่น เพราะใจ คือ ตัวของเราเอง

การรักษาใจตนเอง หลักง่าย ๆ คือ การทำให้จิตใจมีสมาธิ นิ่ง อยู่กับปัจจุบันเสมอ ๆ...บางคนจะไม่ค่อยชอบสุงสิง หรือไปยุ่งกับผู้อื่น จะเป็นคนเงียบ ๆ เฉย ๆ ซึ่งก็มีผู้วิจารณ์ว่า คนแบบนี้เข้ากับใครไม่ได้...แต่ผู้เขียนมีมุมมองอีกมุมหนึ่ง คือ ลักษณะนิสัยของเขาอาจไม่ชอบที่จะไปมีเรื่อง เพราะหากมีการพูดคุยกันแล้ว สุดท้ายไม่พ้นการเกิดความอิจฉา การนินทาเกิดขึ้น จึงอยู่เงียบ ๆ นิ่งเฉยดีกว่า...ซึ่งลักษณะของคนแบบนี้ ตัวเราเองไม่สามารถไปตัดสินใคร ๆ เขาได้...เมื่อเราเห็น เราพบ ก็ได้แต่เฉย ๆ เพราะมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้จะให้เหมือนกันทุกคนนั้น คงจะไม่ใช่...คนที่ได้ปฏิบัติทางธรรม จะเกิดความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

การรักษาใจของเราเอง...จะต้องหมั่นฝึกให้เป็นคนไม่โกรธง่าย...ไม่จู้จี้ ขี้บ่น ไม่ด่า ไม่อิจฉา และไม่นินทาผู้อื่น...เพราะสิ่งเหล่านี้หากทำได้ บอกได้เลยว่าจะเป็นคนที่มีความสุขมาก เพราะไม่ได้เป็นคนที่นำเรื่องจากภายนอกมาสู่ใจของเราเอง...หมั่นฝึกบ่อย ๆ เมื่อพบเห็นสิ่งที่ไม่สบตา สบใจ สบอารมณ์ตนเอง ก็มองข้ามผ่านไป ถือว่านั่นเป็นตถตา...ควรรักษาใจให้มีพลัง เข้มแข็งและสร้างความสุขให้เกิดขึ้นต่อใจของเราเองเสมอ ๆ...หากรู้สึกที่ไม่สบอารมณ์ตนเอง ก็เพียรพยายามดึงตัวเองให้กลับมาให้เร็ว อย่าปล่อยอารมณ์นั้นให้ไหลไป เป็นการดึงสติของตัวเราเองให้กลับมาอยู่กับตนเอง...ในเมื่อใจของเราเป็นของเราเอง ก็อย่าปล่อยให้ใครก็ได้มาทำร้ายให้เกิดความเศร้า ให้เกิดการเจ็บ พยายามสร้างใจของเราให้มีความสุข ปล่อยวางบ้างในเรื่องที่ทำให้ใจเราไม่มีความสุข...อย่าปล่อยใจให้ออกไปภายนอกไหลไปกับความคิดและอารมณ์ของเราบ่อยครั้ง...พยายามฝึกบ่อย ๆ เพราะนี่ คือ การเจริญสติ...เมื่อฝึกบ่อย ๆ จะทำให้กาย + ใจของเราเองเกิดปิติ และความสุขตลอดเวลา...เพราะสิ่งที่เราทำได้นี้ มันจะมีค่ากับตัวของเราเอง...และแสดงว่าเราเก่งมากแค่ไหน ที่จะใช้ชีวิตให้อยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้...ใจเราเกิดสุข หรือเกิดทุกข์ ขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง มิใช่ใคร...ให้พิจารณาด้วยใจของเราเอง

******************************************

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาอ่านบันทึกนี้ค่ะ

บุษยมาศ แสงเงิน

๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๔