"ไร้สัญชาติ และตัวละครอื่น ๆ"รางวัลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลซีไรต์ประเทศไทยเล่มนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยภาษาที่เป็นกันเองและเข้าถึงง่าย แต่ผู้เขียนได้ใส่รายละเอียดต่าง ๆ เอาไว้มากมาย โดยเฉพาะปัญหาไร้สัญชาติของคนชายขอบ ที่บางครั้งเราทำได้แค่เดินผ่านไปแต่ "บัญชา อ่อนดี"  ได้สะท้อนเรื่องราวผ่านหนองอีด่อน และยังตรวจสอบลงไปในระดับความลึกของคำว่า ปัจเจกชน ตั้งคำถาม
ท้าทายผู้อ่านให้ตอบและร่วมค้นหาความหมาย แม้แต่กับตัวเขาเอง

      หนองอีด่อนเป็นหนองนาอยู่ห่างจากหมู่บ้านของผมไม่ถึงสามกิโลเมตร มีการใช้ความรุนแรงในหนองอีด่อนผู้คนใช้ปืนยิงกันราวกับเป็นเรื่องปกติ ผมเป็นคนเดียวในบรรดาญาติทั้งหลายที่ได้เรียนหนังสือ ส่วนพี่กับน้องของป้าสายพาลูกทุกคนไปทำไร่กลางหุบเขาไกลลี้ลับ ในวัยเด็กหลานของป้าสาย เวลาพลบค่ำพวกเขาจะเข้าไปที่ป่าหลังบ้านเพื่อเสพสารเสพติด ช่วงผมเข้าเรียนประถมหนึ่งพี่เบตาย กระทั่งช่วงที่ผมอายุประมาณยี่สิบปีผมรู้แน่แก่ใจว่าพี่เพิกคือคนที่ยิงพี่วิน เนื่องจากพี่วินฆ่าพี่เบซึ่งเป็นพี่ชายของพี่เพิกเพียงแค่พี่เบขโมยไก่ บ่ายของอีกวันพี่เพิกโดนไล่ยิงราวกับสัตว์ คนที่ยิงน่าจะเป็นญาติฝั่งพี่วิน พี่ซันเป็นคนเดียวที่ไม่ร่วมกับญาติป้าสายในการฆ่าพี่เพิก เนื่องจากเป็นเพื่อนรักกัน พี่ซันโดนชายชราคนหนึ่งยิงซึ่งโกรธแค้นที่พี่ซันฆ่าลูกชายสองคน สิงห์และสักที่เคยขโมยเครื่องมือทำมาหากิน ปัจจุบันผมอายุประมาณห้าสิบปีเป็นสารวัตร เมื่อสองปีก่อนลูกชายผมโดนสารวัตรกำนันตบบ้องหูจึงไปฟ้องแดงควาย แดงควายจึงไปยิงสารวัตรและกำนันที่วัด จากนั้นแดงควายได้บวชเป็นพระขอบำเพ็ญเพียรตลอดชีวิต ในกลางดึกกลับมีข่าวพระแดงโดนยิงใต้กุฏิ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นญาติฝั่งสารวัตรกำนัน       

      หนองอีด่อนสะท้อนถึงหมู่บ้านตามชทบทที่อยู่ตามชายขอบประเทศไทยซึ่งฉายภาพสะท้อนการใช้ความรุนแรงของคนในหมูบ้านที่เกิดมาจากเรื่องเพียงเล็กน้อย หากพวกเขาได้พูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยการใช้ปืนเพื่อจบปัญหา คงไม่เกิดเหตุการณ์ดังเช่นในเรื่องหนองอีด่อน ที่ใช้ปืนเพื่อสนองความแค้นของคนในหมู่บ้านที่มาจากปัญหาความขัดแย้งของแต่ละบุคคล การใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้และหมู่บ้านใกล้เคียงในจังหวัดที่เงียบสงบ สาเหตุก็มาจากปัญหายาเสพติดเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับชายแดน ปัญหาเรื่องยาเสพติดจึงมีความรุนแรง การป้องกันไม่ให้คนในหมู่บ้านหรือเด็กและเยาวชน ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก อีกทั้งในเรื่องของการศึกษาที่ชาวบ้านไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอทำให้คนในหมู่บ้านเยาวชนไม่ได้รับการขัดเกลาจากการศึกษา จึงใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาหรือเมื่อไม่พอใจใครสักคน เพราะขาดศีลธรรมในจิตใจขาดการอบรมสั่งสอนที่ในสิ่งที่ถูกและผิด กฎหมายต่าง ๆ สิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการศึกษามีความสำคัญก็คือตัวละคร “ผม”ซึ่งได้รับการศึกษาและการอบรมสั่งสอนจากแม่เสมอ แตกต่างจากญาติ ๆ ของป้าสายที่แม้จะรุ่นราวคราวเดียวกันแต่การใช้ชีวิตกลับแตกต่างกันมาก

      หนองอีด่อน เริ่มต้นด้วยบทสนทนา “ปืนกู กูต้องยิงเอง” เป็นคำพูดของแดงควายก่อนที่จะลงมือยิงสารวัตรและกำนันเพียงแค่มีรุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันบอกว่าโดนสารวัตรกำนันตบบ้องหู ผู้เขียนเริ่มต้นเรื่องราวเหตุการณ์เวลาในปัจจุบันย้อนกลับไปสองปี คือช่วงที่ผมเป็นสารวัตรและอายุประมาณห้าสิบปี หลังจากที่แดงควายยิงสารวัตรกำนันก็ได้หายตัวไปจากหนองอีด่อนซึ่งไม่มีใครได้เจอแดงควายอีกเลย ผู้เขียนได้ทิ้งความสงสัยให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและอยากติดตามเรื่องราวต่อไป ดังบทสนทนาต่อไปนี้ “วัยรุ่นคนหนึ่งถูกสารวัตรกำนันตบบ้องหูกลางงานวัดซึ่งชาวบ้านทั้งตำบลราวกับนัดกันหลงลืม”

          กลวิธีการเขียน โดยการทิ้งปมปัญหาเรื่องวัยรุ่น รุ่นน้องที่มาบอกแดงควายว่าโดนตบบ้องหูยังคงเป็นปริศนาให้ผู้อ่านยังคงเกิดความสงสัยว่าวัยรุ่นคนนั้นเป็นใครและมีความเกี่ยวข้องกับตัวละครเอก “ผม” อย่างไรผู้เขียนดำเนินเรื่องโดยการบรรยายเล่าเหตุการณ์ย้อนอดีตของผมเมื่อสามสิบปีก่อน ผู้เขียนได้ทิ้งปมการตายของพี่วินไว้โดยไม่เปิดเผยให้ผู้อ่านได้รับรู้ เพียงแค่เล่าผ่านตัวละครผมที่รู้ว่าใครฆ่า เป็นการทิ้งให้ผู้อ่านคิดและคาดเดาเรื่องราว ด้วยกลวิธีการบรรยายด้วยภาษาที่เข้าถึงได้ง่ายไม่ต้องตีความมากผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ทันที ประกอบกับบทสนทนาที่ผู้เขียนใช้นั้นแยบยลถึงขั้นที่ทำให้ผู้อ่านคาดไม่ถึง

          การตั้งชื่อเรื่อง “หนองอีด่อน”เป็นหนึ่งตอนในหนังสือ “ไร้สัญชาติ และตัวประกอบอื่นๆ”ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความสอดคล้องและสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง หนองอีด่อน เมื่อได้ยินครั้งแรกมักจะนึกถึงชื่อหมู่บ้าน ผู้เขียนได้บรรยายไว้ว่าหนองอีด่อนแท้จริงแล้วเป็นหนองนาที่แต่ก่อนมีผู้คนอาศัยทั่วไป แต่ภายหลังกลับกลายเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดและเป็นที่อยู่อาศัยของคนที่ชอบใช้ความรุนแรงหรือเรียกว่า “ดงโจร” หมู่บ้านชายแดนซึ่งไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐเท่าที่ควร นั่นคือไม่มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องสวัสดิการ ความปลอดภัยต่างๆ ทำให้หมู่บ้านเกิดอาชญากรรมบ่อย ๆ และยังมีปัญหายาเสพติด เด็ก ๆ ไม่ได้รับการศึกษาทำให้หมู่บ้านต่าง ๆ ในละแวกนี้มีการใช้ความรุนแรงและยิงกันตายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกติหากเกิดขึ้นในกรุงเทพหรือเมืองใหญ่ ๆ กล่าวได้ว่าหมู่บ้านเหล่านี้ไร้สัญชาติเหมือนไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งการช่วยเหลือและเข้ามาดูแลทำให้ชาวบ้านอยู่อย่างระแวงและหวาดกลัวตลอดเวลา ตัวละครในเรื่องหนองอีด่อนก็เปรียบเสมือนเป็นตัวประกอบอื่น ๆ ที่มีความเป็นปัจเจกบุคคลทำให้เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างสมจริงและทำให้เรื่องราวน่าสนใจ ทำให้ผู้อ่านอยากรู้ถึงสาเหตุการตายของตัวละคร   

          ในเรื่องหนองอีด่อน ผู้เขียนได้สร้างปมปัญหาไว้มากมายให้ผู้อ่านร่วมค้นหาคำตอบของปมแต่ละปม แต่ปมที่สำคัญที่สุดในเรื่องก็คือ
ปมความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์
ซึ่งก็คือความขัดแย้งระหว่าง “พี่วิน” กับ “พี่เบ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการยิงปืนกระบอกแรกและเป็นการเริ่มต้นการฆาตกรรม สาเหตุที่พี่วินฆ่าพี่เบอย่างโหดเหี้ยมเนื่องจากพี่เบไปขโมยไก่ที่ไร่ของพี่วิน สะท้อนให้เห็นถึงการขาดศีลธรรมภายในจิตใจและความเมตตาของพี่วิน กลับลงมือฆ่าพี่เบที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง จากการตายของพี่เบได้สร้างความขัดแย้งให้ตัวละครในเรื่องมากมายนำไปสู่การตามฆ่าเพื่อแก้แค้น การฆาตกรรมในเรื่องหนองอีด่อนนั้นสร้างความสะเทือนใจให้ผู้อ่านเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่ใช่การฆ่าทั่วไปแต่เป็นการฆ่าแก้แค้นของญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หลังจากที่พี่เบตาย พี่วินก็ถูกพี่เพิกซึ่งเป็นน้องชายของพี่เบฆ่าโดยพี่วินถูกยิงกลางไร่ บ่ายหลังวันที่พี่เพิกฆ่าพี่วินพี่เพิกก็ถูกไล่ล่ายิงโดนญาติฝ่ายพี่วิน และเรื่องราวการฆ่าเพื่อแก้แค้นของหมู่บ้านรอบ ๆ หนองอีด่อนยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้นพี่ซันซึ่งเป็นเพื่อนรักของพี่เพิก ก็ถูกชายชรายิงตายเนื่องจากพี่ซันเคยยิงลูกชายของชายชราสองคน ที่เคยขโมยเครื่องมือทำมาหากินจากหนองอีด่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้าน และเหตุการณ์ในปัจจุบันเรื่องของแดงควายผู้ที่อาศัยอยู่หนองอีด่อนเช่นเดียวกับตัวละครเอกผม ซึ่งยิงสารวัตรและกำนันเพราะมีรุ่นน้องมาบอกว่าโดนตบบ้องหู จะเห็นได้ว่าการยิงปืนไล่ล่าฆ่ากันนั้นเริ่มมาจากเรื่องเพียงเล็กน้อยที่สามารถแก้ปัญหาและพูดคุยไกล่เกลี่ยกันได้
หากผู้คนในหมู่บ้านรู้จักการให้อภัยและเมตตาต่อกัน เรื่องราวคงไม่โหดร้ายแบบนี้

          อีกปมปัญหาสำคัญในเรื่องที่สำคัญก็คือ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้สะท้อนผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมการฆาตกรรมไล่ยิงกันในเรื่องก็คือ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา ผู้คนขาดการศึกษาจึงส่งผลให้การใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นได้ง่ายวัยรุ่นส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เช่น แดงควายที่ชอบระรานผู้คนไปทั่วกล้าที่จะยิงสารวัตรและกำนันแทนรุ่นน้องทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตนเอง การกระทำที่ผิดและขาดความเป็นมนุษย์ขาดศีลธรรมภายในจิตใจของผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ ก็เนื่องมาจากใคร ๆ ก็ทำและไม่มีใครกล้าพูดหรือกล้าเข้ามายุ่งเมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน จะเห็นได้ว่าในสมัยนั้นเมื่อมีคนตายผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงตำรวจหรือการเข้ามาช่วยเหลือของทางภาครัฐ เรื่องราวการยิงกันและการใช้ปืนจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เนื่องมาจากเป็นหมู่บ้านชายรอบไร้ซึ่งการเข้ามาดูแลของภาครัฐ และปัญหาสำคัญอีกอย่างในเรื่องคือปัญหาการใช้ยาเสพติดจะเห็นได้ว่าในเรื่องนั้นผู้คนใช้ยาเสพติด เหมือนกับเป็นสิ่งที่ปกติที่ทุกคนสามารถใช้ได้ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย

          ผู้เขียนได้ทิ้งปมปัญหาไว้ให้ผู้อ่านได้ค้นหาความจริงในหลายเรื่อง และเรื่องราวดำเนินไปอย่างเข้มข้นเนื่องจากผู้อ่านไม่อาจรู้ได้ว่าใคร
ฆ่าใคร และสาเหตุการฆ่าเพราะอะไรเนื่องจากผู้เขียนหน่วงเรื่องไปเรื่อย ๆ โดยเล่าย้อนเรื่องราวเมื่อสามสิบปีก่อนจากการตายของพี่เบ ตัวละครเอกผมซึ่งสงสัยและยังหาข้อสรุปไม่ได้ จนกระทั่งการตายของพี่วินก็ทำให้เรื่องราวดำเนินไปและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เขียนหน่วงเรื่องไปจนถึงเรื่อง
การตายของพี่เพิก รวมทั้งการตายของพี่ซันและการตายของควายแดง ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ทิ้งไว้ให้ผู้อ่านได้ร่วมค้นหาความจริงและสาเหตุของการตายของตัวละครแต่ละตัวไปร่วมกับผม ที่ต้องการรู้ความจริงเช่นกัน

          ตอนที่พระแดงถูกยิงคือจุดสุดยอดของเรื่อง เนื่องจากตัวละครผมซึ่งคิดว่าหมู่บ้านคงจะไม่มีเรื่องราวการไล่ยิงกันเพื่อแก้แค้นอีกแล้ว เนื่องจากแดงควายได้กลับตัวกลับใจและตั้งใจจะบำเพ็ญเพียรตลอดชีวิต แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อมีคนไปอยู่ใต้ถุนกุฏิพระแดง พอได้ยินเสียงขากเสลดก็ยิงพระแดงตาย ผู้เขียนอาจจะต้องการสื่อให้เห็นว่า แม้พระแดงจะกลับตัวกลับใจแล้วแต่การที่ทำความผิดฐานฆ่าคนตายแล้วมาบวชเพื่อหวังจะทดแทนความผิด แต่ความผิดนั้นร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้ก็คงเปรียบได้กับการขากเสลดที่ยังคงติดตัวพระแดงเป็นนิสัยที่ไม่ทางจะหายไป เหมือนกับความผิดที่ทำเพราะญาติฝ่ายสารวัตรและกำนันก็คงไม่มีทางลืมเช่นกัน ชีวิตของพระแดงจึงต้องจบลงพร้อมกับเสียงปืนเช่นที่เคยทำกับสารวัตรกำนัน

          ผู้เขียนทิ้งปมปัญหาเรื่องแดงควายเมื่อตอนต้นเรื่องให้สงสัยว่ารุ่นน้องที่โดนสารวัตรกำนันตบบ้องหูคือใครก็ได้มาเฉลยในตอนท้ายเรื่องว่ารุ่นน้องคนนั้นคือลูกชายของตัวละครเอก “ผม” ซึ่งเคยไปก่อเรื่องที่บ้านเกิดของผมเมื่อสองปีก่อน รวมทั้งคลายปมในเรื่องทุกเรื่องที่เป็นปมปัญหาสำคัญที่ผู้อ่านอยากรู้คำตอบเช่นเดียวกับตัวละครผมว่าใครฆ่า พี่วิน พี่เบ พี่เพิก และพี่ซัน โดยกลวิธีกลการเล่าเรื่องและคลี่คลายปมของผู้เขียนใช้เทคนิควิธีที่แยบยลและทิ้งท้ายให้ผู้อ่านได้หวนคิดทบทวนเรื่องราวด้วยตนเอง โดยไม่กล่าวตรง ๆ ว่าใครเป็นคนฆ่าแต่ให้ผู้อ่านได้คิดวิเคราะห์เอง

          ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งผมตัวละครเอกอายุประมาณห้าสิบปีเป็นสารวัตรและได้ข่าวว่าพระแดงตายแล้ว จากตอนแรกที่ผมจะพาลูกชายกลับบ้านเกิดเพื่อไปเยี่ยมญาติกลับบอกลูกว่า ไม่ต้องไปแล้วพร้อมบ่นลูกชายว่าเดี๋ยวจะไปสร้างเรื่องเหมือนสองปีก่อนทั้งที่จริง ๆ แล้วต้องการจะสื่อว่าหนองอีด่อนไม่เคยปลอดภัยและไม่ควรกลับไปอีก คำว่า “อยู่กรุงเทพดีแล้ว”ที่ผมบอกลูกชายสะท้อนให้เห็นว่าชายขอบในประเทศไทยที่คนในพื้นที่ใช้ชีวิตอย่างปกตินั้นแท้จริงแล้วเมื่อเราอ่านเรื่องนี้แล้วเราจะรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้ว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไป

          ผู้เขียนได้วางโครงเรื่องอย่างละเอียดและรอบคอบในการเล่ารายละเอียดต่าง ๆ รวมถึงช่วงเวลาในการเล่าเรื่องที่เปิดเรื่องด้วยช่วงเวลาปัจจุบันย้อนไปสองปี จากนั้นดำเนินเรื่องด้วยการเล่าย้อนเรื่องราวในอดีตเมื่อสามสิบปีที่แล้ว และปิดเรื่องด้วยการสรุปเหตุการณ์เมื่อสองปีที่แล้วที่เริ่มต้นเรื่องได้อย่างเข้าใจ กลวิธีการเขียนที่ใช้เรื่องเวลาเล่าย้อนสลับอดีตและปัจจุบันไปมานั่นทำให้เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่ก็ทำให้เกิดความสับสนได้เช่นกัน ดังนั้นผู้อ่านจึงต้องวิเคราะห์เรื่องราวอย่างละเอียดจึงจะเข้าใจที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

          ผู้แต่งต้องการถ่ายทอดเรื่องราวสะท้อนสังคม ผ่านเรื่องหนองอีด่อนที่มีการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้าน และไม่มีใครกล้าขัดต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น สิ่งที่ทุกคนทำได้เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นคือนิ่งเงียบไม่กล้าเข้าไปยุ่งเนื่องจากกลัวครอบครัวและชีวิตของตนเองจะไม่ปลอดภัย แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งคนในเมืองไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกของคนชายขอบที่ต้องชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงในทุกวัน ไม่มีการช่วยเหลือจากภาครัฐและกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากระบอกปืน ผู้เขียนได้แสดงทัศนะต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเรื่องหลายครั้ง ผ่านประโยคสั้นแต่สามารถอธิบายความรู้สึกได้ที่แม้กระทั่งผู้อ่านก็รับรู้ได้ว่าเป็นความรู้สึกที่หดหู่ “แค่นั้นเอง แค่นั้นเองจริง ๆ” เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเล็กน้อยหากคนในหมู่บ้านพูดคุยและปรับความเข้าใจให้อภัยและหาทางออกที่ดีที่สุด ก็คงจะไม่มีเรื่องราวการฆาตกรรมที่เลวร้ายเกิดขึ้นในสังคม หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็เรื่องราวในหนองอีด่อนก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ความไม่ปกติทางภาคใต้ซึ่งผู้คนในพื้นที่ต่างใช้ชีวิตอย่างปกติแม้จะมีเสียงระเบิดและเสียงปืนดังในทุกวัน ต่างจากคนในเมืองที่ไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนชายขอบ การใช้ความรุนแรงโดยใช้ปืนยิงกันเหมือนชีวิตของคนเราไม่มีฆ่าสามารถฆ่ากันได้ง่ายดาย และไม่มีความรู้สึกเสียใจเมื่อฆ่า เป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยชน การกระทำที่โหดร้ายซึ่งถือว่าผิดกฎหมายแบบนี้ของคนในหมู่บ้านก็มาจากการศึกษาที่เข้าไม่ถึง ผู้คนในหมู่บ้านไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและไม่ได้มีเวลาอบรมสั่งสอนลูกเพราะต้องทำงานหาเงิน เมื่อไม่ได้รับการศึกษาเด็กไม่ได้ไปโรงเรียน และมีเวลาว่างในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้การเข้าถึงยาเสพติดเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมมากมายที่เกิดขึ้นในหนองอีด่อนแห่งนี้

          หนองอีด่อน ในหนังสือ ไร้สัญชาติและตัวละครอื่น ๆ ของบัญชา อ่อนดี เป็นหนังสือที่ใช้ภาษาอ่านง่าย ตรงประเด็นเรื่องราวไม่ค่อยซับซ้อน แต่ผู้อ่านจะต้องอ่านอย่างละเอียดเพราะเพียงแต่จุดเล็กหากอ่านข้ามไปก็อาจจะมองข้ามจุดสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินเรื่องได้ เมื่ออ่านเรื่อง “หนองอีด่อน” ก็จะทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยและสะเทือนอารมณ์ไปพร้อม ๆ กับการตั้งคำถามว่าสังคมที่หนองอีด่อนนั้นโหดร้ายและรุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ในจังหวัดที่เงียบสงบแห่งหนึ่งในประเทศไทย ผู้อ่านจะได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในกลวิธีการเล่าเรื่องของผู้เขียน ที่ไม่กำหนดระยะเวลาชัดเจน ไม่มีการบอกการกระทำที่ชัดเจนของตัวละคร แต่ผู้เขียนต้องการทิ้งปมไว้ให้ผู้อ่านได้คิดวิเคราะห์และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เมื่อรู้คำตอบแล้วอาจจะทำให้ผู้อ่านเกิดคำถามในใจมากมายว่าการฆ่ายิงกันนั้นทำได้ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ และกฎหมายทำอะไรได้บ้าง หรือในหมู่บ้านหนองอีด่อนแห่งนี้ไม่มีกฎหมาย มีเพียงเสียงปืนที่คุ้มครองตนเองแทนกฎหมาย หนองอีด่อนจึงเป็นตัวแทนให้เสียงของชาวบ้านดังกว่าเสียงปืน และผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดให้ผู้คนที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกได้รับรู้ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น 

อ้างอิง

บัญชา อ่อนดี. 2563. ไร้สัญชาติและตัวละครอื่น ๆ. กรุงเทพฯ: ใบไม้ป่าสำนักพิมพ์