จากผลงานรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” ซึ่งได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. 2554 สู่ผลงานรวมเรื่องสั้นรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ปี 2563 “คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” โดย จเด็จ กำจรเดช นักเขียนดับเบิลซีไรต์
คนที่ 5 ของไทย ด้วยกลวิธีการเขียนที่แยบยลมากด้วยความซับซ้อนในห้วงของทัศนคติ ความคิด จิตใจ อารมณ์ความรู้สึกและจุดที่ลึกสุดของหัวใจ สะท้อนผ่านงานเขียนที่แตกต่างไปจากเดิม ทันต่อเหตุการณ์และแฝงไปด้วยการเสียดสีสังคม เป็นการเปิดโลกและประสบการณ์ใหม่ ๆ
ที่ผู้เขียนสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศด้วยฉากที่เป็นทั้งสถานที่จริงและในความปรารถนาของผู้เขียนที่ต้องการนำพาผู้อ่านให้ร่วมเดินทางไปกับตัวหนังสือและจินตนาการร่วมกัน

      “บูรงแมน” เป็นร้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่ประเทศมาเลย์ ไม่ใช่ชื่อของตัวละครแต่อย่างใด “ช่างนก” คือชื่อของตัวละครเอกของเรื่อง ซึ่งมา
ใช้ชีวิตแทน “นายนก” ที่เป็นช่างนกตัวจริงมากด้วยฝีมือในการสร้างพระเครื่อง และของขลัง เหตุที่นายนกหายไปจากโลกใบนี้ ช่างนกต้องทำเพราะความอยู่รอด นั่นคือคำพูดของผู้กำกับที่เขียนบทเรื่องนี้ จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้คือ ฉากแรกปี 2484 ที่นายร้อยบุตรหรือผู้พัน กำลังจับตัวเสือกลับหรือช่างนก จากคดีที่ช่างนกฆ่าคนตายหลายศพ แต่แล้วนายร้อยบุตรก็ไม่สามารถจับช่างนกได้ เพราะมิติของเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้คน
ที่ถูกจับอยู่นั่นคือ “คนซ่อมพระธาตุ” จากนั้นฉากถูกตัดไปเป็นปัจจุบัน ฉากถูกตัดไปมาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเรื่องราวของช่างนกที่ย้ายถิ่นไปมาเพื่อหนีนายร้อยบุตรหรือผู้พัน ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพยนตร์เรื่องหนึ่งผู้กำกับสร้างขึ้นเพื่อจะฉายภาพความจริงที่เกิดขึ้น แต่ทั้ง
13 ฉากถูกตัดออกไม่ได้ฉายเพราะรัฐบาลไม่อยากให้ฉายภาพยนตร์ที่มีความรุนแรง อยากให้ฉายภาพยนตร์ที่รักชาติและส่งเสริมเรื่องที่ดีงาม สุดท้ายแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้ฉายหรือไม่ก็อยู่ที่ว่าอนาคตประเทศไทยจะดำเนินไปในทิศทางไหน ในสักวันที่นกทุกตัวสามารถโบยบิน
ไปได้ทุกที่อย่างอิสระ และมีเสรีภาพอย่างแท้จริงเหตุการณ์ความทันสมัยในเรื่อง “บูรงแมน” การเสียดสีสังคมและประชดประชันของผู้แต่งทำให้
เนื้อเรื่องน่าสนใจและน่าติดตาม เรื่องราวของนายร้อยบุตรหรือผู้พัน พยายามตามจับช่างนกหรือเสือกลับที่มีความฉลาดและสามารถเอาตัวรอดจากการจับกุมได้เสมอ ด้วยเรื่องราวที่แสนตื่นเต้นและมากด้วยปริศนาของอุโมงค์เวลา เนื่องจากบทและฉากที่ผู้กำกับเขียนขึ้นมาเพื่อให้ภาพยนตร์
เรื่องนี้ดำเนินไปตามความปรารถนา โครงเรื่องบูรงแมนจึงมีความน่าสนใจและมีกลวิธีในการเล่าเรื่องที่มีปริศนาให้ผู้อ่านได้ค้นหาความจริงอีกทั้ง
ผู้เขียนยังแฝงทัศนคติและมุมมองเรื่องการเมือง การใช้ชีวิตไว้ในเนื้อเรื่องอย่างสมจริงและมีเหตุผล

เบื้องหน้า
      “ฉากที่ 1 พ.ศ. 2484/ข้างนอก/ใกล้รุ่ง/(ญี่ปุ่นเตรียมจะโจมตีฮาวาย แต่ไม่เกี่ยวกันหรอก) นายร้อยบุตรแน่ใจว่าเขากุมพวงไข่เสือกลับไว้แน่นแน่แล้ว มือผอมบางแข็งเป็นคีมเหล็กบีบจนมันร้องไม่เป็นภาษา แต่เหลือเชื่อที่ยังดิ้นหลุดไปได้”
(จเด็จ กำจรเดช, 2562,น. 261) ฉากบ้านเมืองก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นจุดเริ่มต้นเรื่อง ‘บูรงแมน’ และเป็นฉากเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ การที่ผู้เขียนเริ่มต้นเรื่องราวให้ตัวละครเอกซึ่งก็คือ ‘เสือกลับ’ หรือ ‘ช่างนก’ เหตุที่กลายเป็นช่างนกก็เพราะเสือกลับได้ฆ่า ‘นายนก’ เพื่อสวมรอยเป็นช่างนก
ซึ่งกำลังถูกนายร้อยบุตรหรือผู้พันจับกุมตัวอยู่ เป็นการนำรูปแบบการเล่าเรื่องของภาพยนตร์มาใช้เปิดตัว ตัวละครเอกของเรื่องแต่ไม่ได้บอกภูมิหลังของตัวละครเอกชัดเจน แต่ผู้เขียนเล่าถึงภูมิหลังของนายร้อยบุตรซึ่งเป็นตำรวจในพื้นที่จังหวัดพัทลุงแทน เรื่องราวการเปิดเรื่องน่าสนใจตรง
ที่เสือกลับไม่ถูกจับตัวและหายตัวไปแต่มีคนที่กำลังถูกจับแทนคือ “คนซ่อมพระธาตุ” ที่เหมือนย้อนเวลามาจากอนาคตและไม่รู้มาได้อย่างไร
จากนั้นเนื้อเรื่องถูกตัดไปเป็นฉากที่ 2 พ.ศ. 2594

      ผู้เขียนใช้กลวิธีในการเล่าเรื่องสลับฉากไปมา ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ด้วยการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์นี้ทำให้ตัวละครสามารถปรากฏตัวขึ้นได้ทันที โดยที่ผู้อ่านไม่สามารถรับรู้ได้ที่มาที่ไปของตัวละคร นั่นเพราะผู้เขียนต้องการให้ “บูรงแมน” เป็นบทของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งซึ่งผู้อ่านกำลังอ่านบทอยู่ โดยดำเนินเรื่องให้ตัวละครรองนายร้อยบุตรหรือ ‘ผู้พัน’ ปรากฏตัวในยุคอนาคตปี 2594 ที่กำลังหลอกถามเซียนลูกแมวหรือลูกของเซียนแมว เพื่อตามจับช่างนกหรือเสือกลับที่หนีคดีสวมรอยเป็นนายนก ทำพระเครื่อง และของขลังปลอมขาย ทั้งสองคนใช้วาทศิลป์ในการพูดเพื่อให้เผยตัวตนออกมาสุดท้ายเซียนลูกแมวก็พ่ายให้แก่ผู้พัน ที่นำขุนแผนอาจารย์ชุมมาขายราคา 30 ล้านพร้อมใบรับประกันว่าแท้ “พระนี่รับประกันแท้เมื่อสามสิบปีก่อน” (จเด็จ กำจรเดช, 2562, น. 263) จากเหตุการณ์ดังกล่าวผู้เขียนแฝงเรื่องการเสียดสีสังคม การฟอกเงินของคน
ที่อยู่ในระบบราชการและคนที่มากด้วยอำนาจ แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายที่เป็นวงจรอุบาทว์ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมกับระบบราชการ เพราะคนที่ออกใบรับประกันก็คือเซียนแมวผู้เป็นพ่อแต่เสียชีวิตไปเมื่อเซียนลูกแมวยังเด็ก แต่ยังคงสืบต่อกิจการของพ่อ คือยังรับ
พระเครื่องจากช่างนกมาขาย

      เรื่องราวของช่างนกซึ่งถูกผู้พันตามล่าตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าผู้เขียนเน้นความสำคัญที่ฉากตั้งแต่การเปิดเรื่อง ทำให้ผู้อ่าน
ได้รู้จักตัวละครเอกและตัวละครรอง ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินเรื่องราวให้มีความสมจริงและเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่าความขัดแย้งระหว่างช่างนกกับผู้พันคือ ปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เป็นปมสำคัญในเรื่องเนื่องจากผู้เขียนได้ใช้ความขัดแย้งนี้ดำเนินเรื่องราวและสลับเปลี่ยนฉากไปเรื่อย ๆ 13 ฉากทำให้ผู้อ่านไม่เบื่อเพราะฉากเปลี่ยนไปทั้งด้านเวลาและยุคสมัย พฤติกรรมของตัวละครจึงเกี่ยวพันอยู่กับฉากเป็นสำคัญ ความโลภและความเห็นแก่ตัวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะการคอร์รัปชั่น ที่เกิดขึ้นในประเทศจากนักการเมืองและระบบราชการ
เป็นปมปัญหาระหว่างมนุษย์กับสังคม ที่ไม่เคยหายไปตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเนื่องจากระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ที่อำนาจของเงินอยู่เหนือกฎหมายการกินเป็นทอด ๆ ตั้งแต่ระดับเล็ก ๆ ไปถึงระดับสูง ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นในเรื่องบูรงแมนได้อย่างชัดเจน เฉกเช่นในเรื่องช่างนกทำพระปลอมขึ้นมา ออกใบรับประกันโดยสมาคมพระเครื่อง เซียนแมวนำพระมาขายหน้าแผง ซึ่งการออกใบรับประกันพระแท้เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดตรวจสอบไม่ได้ เป็นวิธีการฟอกเงินของนักการเมืองที่ใช้ยืนยันบัญชีทรัพย์สิน พระองค์ละ 30 ล้านเชื่อถือได้เพียงแค่มีใบรับประกันซึ่งจะไม่ถูกยึดจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นการโกงกินเงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งทำอย่างเป็นขบวนการและคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ผู้เขียนได้เชื่อมกับเหตุการณ์ในปัจจุบันเรื่องหน้ากากอนามัย “ฉากที่ 4 ปัจจุบัน / หน้าแผงพระ (รัฐบาลกำลังร่างงบซื้อหน้ากากอนามัย แต่คงไม่เกี่ยวกัน)” ซึ่งในเรื่องผู้เขียนต้องการนำเสนอการคอร์รัปชั่นของสมาคมพระเครื่องที่ออกใบรับประกัน สอดคล้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบันเรื่องหน้ากากอนามัยที่คนในประเทศไม่มีสิทธิ์ใช้ฟรี ซึ่งผู้เขียนใช้คำว่า ‘แต่คงไม่เกี่ยวกัน’ เสียดสีสังคม

      ผู้เขียนเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง จากเหตุการณ์ในฉากที่ช่างนกเจอผู้พันโดยบังเอิญและเปลี่ยนฉากโดยไม่บอกให้ผู้อ่านทราบว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นไปในทิศทางใด เป็นการหน่วงเรื่องราวให้น่าติดตาม และเข้มข้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่ทำให้ผู้อ่านต้องการรู้เรื่องราวของตัวละครผู้พันและช่างนก ข้าพเจ้าคิดว่าเหตุการณ์หลังจากที่ผู้พันตามหาช่างนกจนเจอที่บ้าน จากการเค้นคำตอบเซียนลูกแมวกระทั่งรู้ความจริง และผู้เขียน
ตัดจบฉากนั้นหลังจากช่างนกกำลังจะฟาดเหล็กขูดใส่ผู้พัน นั้นคือจุดสุดยอดของเรื่อง การคลายปมของเรื่องบูรงแมน คือ นอกบท หรือฉากที่ถูกตัดออก ซึ่งไม่มีใน 13 ฉากที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอเป็นการคลายปมของเรื่องและทำให้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยทำให้ผู้อ่านได้รู้ความจริงว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายความจริงในประเทศได้อย่างตรงไปตรงมา และมีกลวิธีการเล่าเรื่องที่แฝงไปด้วยทัศนคติในการมองโลกและสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมของผู้เขียนได้อยางแยบยล โดยมีมิติเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้อ่านจะทราบในตอนท้าย ว่าการที่ช่างนกกับ
คนซ่อมพระธาตุสลับตัวกันและสามารถหายตัวไปโผล่อีกที่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็เนื่องจากอุโมงค์เวลาที่ผู้เขียนสร้างขึ้น เพื่อให้เรื่องราวน่าสนใจ ทำให้เนื้อเรื่องเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ ที่เล่าแบบภาพยนตร์

      ในเรื่อง “บูรงแมน” ผู้เขียนไม่ได้นำเสนอถึงแก่นหลักของเรื่องอย่างชัดเจน และผู้วิจารณ์คิดว่าในเรื่องไม่มีแก่นหลัก แต่เรื่องราวมีแก่นย่อยหลายประเด็น โดยจะยกประเด็นที่เด่นชัดในเรื่องที่มีความสำคัญและทำให้ตัวละครเผยลักษณะนิสัยบางอย่างออกมาให้ได้เห็นความจริงในสังคมคือ การทำพระเครื่องปลอมและปล่อยเข้าสู่ตลาดพระ โดยมีใบรับประกันที่ออกโดยสมาคมพระเครื่องที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า
พระและของขลังมากมายในเรื่องนั้นเหตุใดจึงมีราคาสูง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นการฟอกเงินที่ทำเป็นขบวนการ เป็นการคอร์รัปชั่นตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับสูงเช่นรัฐมนตรี โดยผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวให้น่าสนใจดำเนินเรื่องให้เหมือนกับว่าผู้อ่านกำลังอ่านบทภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง
อยู่ ทั้งที่ความจริงผู้เขียนต้องการสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นเบื้องหลังของวงจรอุบาทว์ของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล และแก่นย่อยที่สำคัญอีกเรื่องก็คือความเชื่อในสังคมไทยที่เห็นได้ชัดเจน หากไม่มีความศรัทธาแล้ว ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าพระองค์หนึ่งจะราคา 30 ล้านทั้งที่ความจริงอาจจะราคาไม่ถึง แต่เพราะการมีผลประโยชน์ในเรื่องการฟอกเงินนั่นทำให้มีคนเชื่อ การคอร์รัปชั่นจึงทำได้ง่ายและระบบรัฐบาลที่เกื้อหนุนไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองอย่างถูกต้อง อีกเรื่องที่ปรากฏชัดเจนก็คือเรื่องการใช้ความรุนแรง “มีปืนแล้วไม่กล้ายิงมึงไม่ต้องมี แต่ถ้ามีปืนไว้แล้ว
กระหายอยากยิง ยิ่งไม่ควรมี”
(จเด็จ กำจรเดช, 2562, น. 286) สะท้อนถึงการใช้ความรุนแรงที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อให้เห็นว่าตัวละครในเรื่อง
ส่วนใหญ่ล้วนใช้ความรุนแรงจากปืน อาชญากรรมและความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดดทั้งเรื่อง ผู้เขียนสะท้อนถึงความจริงความไม่สงบ
ทางชายแดนภาคใต้ กล่าวได้ว่าภาพยนตร์ที่ผู้เขียนได้สร้างขึ้นนั้นไม่ต่างจากภาพของความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

      การสร้างตัวละครเอก “ช่างนก” ผู้วิจารณ์คิดว่าเหตุผลที่ใช้ชื่อว่าช่างนก เนื่องจากผู้เขียนต้องการเปรียบตัวละครช่างนก ให้มีนิสัยและพฤติกรรมเหมือนนก เพราะนกเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่มีการอพยพย้ายถิ่นมากที่สุดและนกมีการปรับตัวโครงสร้างร่างกายให้เหมาะกับการ
ดำรงชีวิต เปรียบได้กับตัวละครเอกช่างนกตอนหนีการจับกุมจากผู้พันที่มีการสลับฉากหลังจากแสงจ้าวาบ เพราะมิติเวลาเปลี่ยนเป็นฉากปี 2594 ช่างนกปรากฏตัวที่หนองน้ำโดยไม่รู้สึกตัว “ราวหลับแล้วตื่นแบบริป แวน วิงเคิล ขาจมหนองน้ำ หัวพาดพอนหลุมพอใหญ่” (จเด็จ กำจรเดช, 2562, น. 276) “ริป แวน วิงเคิล” ซึ่งนักเขียนดังของอเมริกัน “วอชิงตัน เออร์วิง” เขียนเอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1819 เป็นหนังสือขายดีไปทั่วโลก หาก ริป แวน วิงเคิล มานอนหลับในไทย ก็จะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ในช่วงปี 2535 ซึ่งประชาชนยอมเสียเลือดเนื้อชีวิตเพื่อให้ได้นายกฯ จาก ส.ส. เท่านั้น เพราะถ้าเขานอนตอนปี 2523 แล้วตื่นมา ก็จะข้ามช่วงนายกฯ จาก ส.ส. ไป ตื่นมาอีกทีก็ยังมีนายกฯ คนนอกเหมือนตอนที่เขาเริ่มหลับเป็นกลวิธีการเปลี่ยนฉากแบบมีนัยยะแอบแฝงที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อในเรื่องการเมืองการปกครอง คือแม้ว่าช่างนกจะข้ามเวลามาในอนาคตแต่ก็บ้านเมืองก็ยังคงปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ยังคงเป็นช่วงของการรัฐประหาร เป็นการเสียดสีสังคมในปัจจุบันของประเทศไทยได้อย่างแยบยลลักษณะการสร้างตัวละครของผู้เขียน คือเปรียบนิสัยของช่างนกให้เป็นเหมือนนกมักจะย้ายที่อยู่เสมอ และเมื่อไปอยู่ที่ไหนก็จะสามารถปรับตัว
ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นได้ในเวลาไม่นาน ผู้วิจารณ์คิดว่าตัวละครช่างนกเป็นตัวละครแบบแบน นั่นคือผู้เขียนแสดงลักษณะนิสัยเพียงด้านเดียวคือแสดงเฉพาะด้านที่เลวเท่านั้น เพราะช่างนกฆ่าคนอีกทั้งหนีตำรวจไปมา แต่ยังปรับตัวเพื่อการมีชีวิตรอดในสังคมคือการทำพระปลอม ตัวละครช่างนกแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงความจริงในสังคมเบื้องลึกเบื้องหลังของจิตใจมนุษย์ที่ต้องการการอยู่รอด จึงถือว่าตัวละครมีความสมจริงในด้าน
ความรู้สึก และการใช้ชีวิตเพื่อเอาตัวรอด แต่การกระทำแสดงเฉพาะด้านที่เลว

      ผู้พัน หรือ นายร้อยบุตร เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์สูงนั่นคือ ผู้เขียนต้องการสร้างให้ตัวละครผู้พันเป็นภาพแทนของ ผู้มีอิทธิพลในสังคมหรือผู้มีอำนาจในสังคม ดังจะเห็นได้ว่าในเรื่องนั้นผู้พันแสดงในด้านที่ดี นั่นคือการตามจับตัวช่างนกที่ทำพระเครื่องปลอม แล้วขายโดยมีเซียนลูกแมวนำมาปล่อยของที่แผงพระ ส่วนอีกด้านคือการติดสินบนหรือการกินใต้โต๊ะ เพราะผู้พันมีพระ ราคา 30 ล้านที่มีใบรับประกัน ซึ่งเป็นใบรับประกันปลอม แสดงให้เห็นถึงความโลภที่มีในตัวของทุกคน ยิ่งในสังคมปัจจุบันจะยิ่งชัดเจน ตัวละครผู้พันจึงเปรียบได้กับนิสัยของคนที่มีความอยากได้ อยากมี และฉายภาพว่าเป็นคนดี ทั้ง ๆ ที่เบื้องหลังก็ทำเรื่องผิดกฎหมาย ไม่ต่างจากช่างนก และเซียนแมวต่างกันตรงที่อาชีพ และชุดที่ปิดบังความผิดไว้

      เบื้องหลังนอกบท ฉากที่ถูกตัดทิ้งและเกร็ดอื่น ๆจะเห็นได้ว่าฉากมีความสำคัญในเรื่อง “บูรงแมน” ตั้งแต่การเปิดเรื่อง ตลอดทั้งการดำเนินเรื่องและมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์และยุคสมัย ทำให้พฤติกรรมของตัวละครมีการเปลี่ยนแปลงและเผยให้ผู้อ่านเข้าใจเหตุการณ์มากขึ้น จากการสลับฉากทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปมาของผู้เขียน สิ่งที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่านเห็นคือไม่ว่าฉากจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือการเมืองในประเทศที่ยังคงมีการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง ฉากทั้งหมด 13 ฉากด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ของผู้เขียน นั่นทำให้ฉากมีความน่าสนใจและเป็นส่วนสำคัญในเนื้อเรื่องดังที่ได้กล่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเรื่องการดำเนินเรื่อง หรือแม้แต่บอกภูมิหลังของตัวละคร ด้วยกลวิธีการเขียน “บูรงแมน” ให้เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จากมุมมองการเล่าคือผู้ที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด คือบุรุษที่ 3 Third Person แบบกว้าง Third person omniscient ไม่จำกัดผู้เล่าหรือแบบพระเจ้า

      อาจกล่าวได้ว่าผู้เขียนต้องการสะท้อนสังคมของมนุษย์ทุกคน ที่ย่อมมีกิเลสตัณหา ความโลภต่าง ๆ นำพาให้ทำในเรื่องที่ผิดกฎหมาย และได้มาซึ่งเงินและอำนาจ นั่นคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ แต่อยู่ที่ว่าจะได้มาโดยวิธีการ และการประกอบอาชีพที่สุจริตหรือไม่ ในเรื่องบูรงแมนผู้เขียนได้เสียดสีสังคมทั้งด้าน การเมือง อาชีพของคนทำพระเครื่อง ในเบื้องหลังที่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ ซึ่งสะท้อนให้ผู้อ่านได้เห็นอีกด้านของข้าราชการและกระบวนการฟอกเงินต่าง ๆ ที่เริ่มต้นจากคนชนชั้นแรงงานสู่ชนชั้นปกครอง จะเห็นได้ว่าเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันเป็นทอด ๆ การนำเสนอเรื่องพระปลอมของผู้เขียนนี้ทำให้เห็นถึงแก่นแท้ในความเป็นมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน ที่มีความต้องการหรือโลภมากเกินไป และผู้เขียนต้องการเสนอว่าไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดทุกคนก็ย่อมมีกิเลส ไม่ว่าจะเป็นช่างนก เซียนลูกแมว และผู้พัน วงการพระปลอมที่หาผลประโยชน์กับความศรัทธาของคน เพราะพระรุ่นดัง ย่อมมีคนต้องการครอบครองทั้งคนที่ศรัทธาจริง ๆ และคนที่งมงาย หากไม่ตรวจสอบให้ดีก็จะทำให้โดนหลอกได้ แสดงให้เห็นถึงความโลภของทั้งคนขายและคนซื้อพระได้เป็นอย่างดี และผู้เขียนยังสอดแทรกมุมมองในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการเสียดสีสังคมในด้านการเมืองการปกครอง การที่หนังเรื่องนี้ไร้ปีกบิน หรือไม่ได้ฉายให้ประชาชนรับรู้ ก็เพราะรัฐบาลไม่อยากให้นำเสนอในเรื่องที่รุนแรง ต้องการให้สร้างหนังรักชาติ เหตุการณ์ในเรื่องไม่ต่างไปจากปัจจุบันแม้แต่น้อย ที่รัฐบาลใช้เงินลงทุนสร้างหนังรักชาติกล่าวได้ว่าความจริงไม่เคยถูกฉาย คนทำผิดกฎหมายโกงกินบ้านเมือง ก็ยังคงมีอยู่ทุกยุคสมัยไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีบ้านเมืองก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะความโลภและความเห็นแก่ตัวของชนชั้นปกครองที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน

อ้างอิง

      จเด็จ กำจรเดช. 2563. คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ. กรุงเทพฯ: ผจญภัยสำนักพิมพ์
      วงค์ ตาวัน.ริป แวน วิงเคิล 2559. [ออนไลน์]. 2017. แหล่งที่มา : https://www.matichonweekly.com [19 มกราคม 2564]