อยู่ข้างล่างขว้างได้ขว้างเอา หนึ่งในเรื่องสั้นที่ถูกตีพิมพ์ลง “คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ” หนังสือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2563 ผลงานการสร้างสรรค์จากปลายปากกาของนักเขียนมากฝีมืออย่าง “จเด็จ กำจรเดช”

เป็นเรื่องราวที่เล่าถึงการใช้ชีวิตร่วมกันของ คนกับลิง บนเกาะปีนัง เรื่องราวเหนือจริงที่เสียดสี เหน็บแนมพฤติกรรมของคนในสังคม โดยใช้ตัวละคร ‘พอล’ และ ‘จูเลีย’ เป็นตัวละครสำคัญในการดำเนินเรื่อง พอล เป็นนักศึกษาปริญญาโท เดินทางมายังเกาะแห่งนี้เพื่อค้นหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ของตนเอง ส่วน จูเลีย หญิงสาวผู้เกิดมาอาภัพ หน้าตาไม่สะสวย ขนเต็มตัวเหมือนลิง ทั้งยังอาภัพรัก พลาดท่าได้ลิงพเนจรอย่าง ศรีราชามาเป็นผัวคนแรก ซ้ำร้ายกลายเป็นหม้ายลูกติด จับพลัดจับผลูได้ ยาโกบ ชายอิสลามหน้าตาดีมาเป็นผัวคนที่สอง

เริ่มเรื่องด้วยการเล่าเรื่องราวชีวิตคู่ประกอบกับบทสนทนาของจูเลียและยาโกบ จากนั้นตัดบทมากล่าวถึงชีวิตพอลและเหตุการณ์ในชีวิตตัวละครอื่นตามลำดับ เทคนิคการเล่าเรื่องแบบตัดบทสลับไปมาเช่นนี้ ทำให้ผู้อ่านต้องลำดับเหตุการณ์รวมถึงพิจารณาพฤติกรรมของตัวละครอย่างถี่ถ้วน อีกทั้งการวางโครงเรื่องที่ซับซ้อน วกวน ชวนสับสน ดังงานวิจารณ์หนังสือคืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ที่ ศ.ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ กล่าวไว้ว่า ‘งานเขียนของจเด็จ กำจรเดช เป็นงานเขียนในลักษณะต้านโครงเรื่อง (anti-plot) มักทำให้คนอ่านจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะไม่ได้ดำเนินเรื่องตามขนบที่ต้องมีการผูกปมและแก้ปม ซึ่งประกอบด้วยความขัดแย้งและจุดวิกฤตอันพลิกชะตาให้ผกผันก่อนจะคลี่คลายไปสู่จุดจบเรื่อง’ ซึ่งเรื่องสั้น อยู่ข้างล่างขว้างได้ขว้างเอา มีการวางโครงเรื่องที่แตกต่างไปจากงานเขียนอื่น เพราะเป็นการแหวกขนบเดิมของการเขียนเรื่องสั้น คือ การวางโครงเรื่องแบบใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมการแสดงออกของตัวละครอย่างพอลและจูเลียรวมถึงตัวละครอื่น ๆ ภายในเรื่องด้วยเช่นกัน บางครั้งเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า ‘โครงเรื่องแบบเปิด (Open Plot) คือ ไม่เน้นความสำคัญและความสัมพันธ์ของเหตุการณ์แต่เน้นที่พฤติกรรมและสภาพความรู้สึกนึกคิดของตัวละครหลักเป็นสำคัญ’ (ปริญญา เกื้อกูล, ๒๕๓๗ : ๒๖) นอกจากผู้เขียนใช้พอลและจูเลียเป็นตัวละครหลักแล้ว อีกหนึ่งตัวละครสำคัญในการดำเนินเรื่อง คือ ‘ลิง’ เพราะผู้เขียนให้ลิงเป็นภาพแทนสะท้อนแก่นหลักและแนวคิดสำคัญของเรื่อง และการลำดับเหตุการณ์ที่ผู้เขียนบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างพอล โปรยมาลีและวิลาสินี ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นโดยการบอกเล่าอย่างมีนัยผ่านระดับสีความรุนแรงของพายุ ทว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้ยัง มีลักษณะเป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า คือ มักมีเรื่องอื่นที่แทรกเข้ามาขณะดำเนินเหตุการณ์หนึ่งอยู่ ดังเช่น ในเนื้อเรื่องขณะที่กำลังเล่าถึงเหตุการณ์พอลเริ่มต้นเขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์ ในห้วงความคิดหนึ่งของรพอลก็นึกถึง ชาร์ล ดาวิน หรือ คาร์ล มาร์กซ์, หนังเรื่อง แพลนเน็ต ออฟ ดิ แอปส์ และหนังสือ เดอะ นิวออริจิน ซึ่งลักษณะการเล่าเรื่องดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกลวิธีการเขียนเฉพาะตัวของผู้เขียน

เมื่อพิจารณาการกลวิธีการเล่าเรื่องและการใช้ภาษา จะเห็นว่าจเด็จใช้กลวิธีในการเล่าเรื่องผ่านสายตาของผู้รู้แจ้ง (All Knowing) หรือบางครั้งเรียกกันว่า “มุมมองแบบสายตาพระเจ้า”(Ommiscient ) กลวิธีดังกล่าวเป็นการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของตัวละครทุกตัว สามารถเล่าเหตุการณ์ได้ทุกเหตุการณ์และล่วงรู้ว่าตัวละครทุกตัวคิดอย่างไร จะทำอะไรต่อไป ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจพฤติกรรมที่แสดงออกรวมถึงด้านที่ซ่อนลึกในจิตใจของตัวละครได้อย่างปราศจากข้อสงสัย แม้การวางโครงเรื่องของผู้เขียนจะซับซ้อน วกวน แต่หากพิจารณาถึงการใช้ภาษา กลับมีความตรงกันข้ามกัน กล่าวคือ ผู้เขียนใช้ภาษาตรงไปตรงมา ถ้อยคำกระชับ ไม่ซับซ้อนหรือทำให้ผู้อ่านต้องตีความสักเท่าใดนัก มีท่วงทำนองภาษาเป็นของตัวเอง เน้นความชัดเจนกระแทกอารมณ์และกระชากความรู้สึก เร้าความสนใจให้ผู้อ่านอยากติดตามเรื่องราวและไม่อาจละสายตาจากทุกตัวหนังสือไปจนกว่าจะถึงบทสรุปของเรื่อง นับเป็นลีลาการสรรค์สร้างงานเขียนอีกประการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจเด็จ กำจรเดช

“เออมี มึงรู้ไหม ทำไมจึงมีสัตว์หิมพานต์ ไอ้พวกปลาหัวช้าง ม้ามีปีก คนมีขาเป็นกวาง” (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๑๙๕) ประโยคข้างต้นเป็นเหตุที่ทำให้ผู้อ่านสนใจและตั้งคำถามว่าผู้เขียนต้องการนำเสนอทรรศนะใดผ่านเรื่องราวดังกล่าว พบว่าเป็นอีกหนึ่งในกลวิธีการเล่าเรื่องของผู้เขียน 
ที่ใช้การเล่าเรื่องแบบเหนือจริงแทรกปนอยู่ในบางช่วงจังหวะของการดำเนินเรื่อง ทำให้เรื่องมีสีสันจนเกือบทำให้ผู้อ่านหลงประเด็นจากเรื่องหลัก การเล่าเรื่องแบบเหนือจริงของจเด็จที่ปรากฏในเรื่องนี้ เล่าถึงการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ของสัตว์ โดยให้ตัวละครประกอบอย่าง ช่างปั้นเทวดา เป็นผู้บรรยายผ่านบทสนทนาระหว่างเขาและพอล แม้จะเป็นเรื่องเล่าที่ช่วยประกอบสร้างเรื่องหลัก แต่ผู้เขียนก็เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์และตัวละครเข้ากับเรื่องหลักได้อย่างสมเหตุสมผล โดยให้ตัวละครหลักอย่างพอลไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลิง คือ โปรยมาลี ดังประโยคที่ว่า
“แต่ตอนนี้ยินดีด้วย มึงเป็นห่วงโซ่สำคัญที่ทำให้เกิดอันดับวานรใหม่ ” (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๒๒๑) เหตุดังกล่าวทำให้ตัวละครหลักอย่างพอลต้องรีบเก็บของและออกจากหมู่บ้านไป

“ไม่มีสิ่งใดจะถูกยอมเป็นเบี้ยล่างไปได้ตลอด”ทรรศนะของผู้เขียนที่นำเสนอผ่านการกระทำของตัวละคร(Dramatic Statement made by the Character) โดยในเนื้อเรื่องผู้เขียนใช้ลิงเป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมด้านลบของคนในสังคมตลอดทั้งการดำเนินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การไม่เห็นค่าเงินน้อย เกียจคร้านและติดอบายมุข ดังประโยคที่ว่า “บ้านหลังคาเกยกันนี้เป็นพี่น้องญาติ ๆ กัน ชื่อเสียงของคนที่นี่คือเล่นไพ่ กินเหล้า ชกต่อย อันดับหนึ่งคือผิดลูกผิดเมีย ประเภทน้าได้กับหลานมีบ่อย ๆ” (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๑๘๒) … “แต่พี่ยังจ้างลิงมาช่วย พี่ก็ส่งเสริมสิ” “แหมมึง มีไหมละคนบ้านเรา วันละสามร้อยมันทำไหม” (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๑๙๓) ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ลิงกลายเป็นนายจ้างคน ในเรื่องผู้เขียนให้ “สัตว์ทัดเทียมคน”โดยให้ ‘ลิง’ สามารถทำทุกอย่างได้เหมือนคน ทั้งในด้านประกอบอาชีพ ให้ลิงเป็นนายจ้างคน ขยัน ไม่เกี่ยงงาน อาจต้องการประชดประชันและเสียดสีพฤติกรรมของคนในสังคม โดยอาจต้องการสื่อให้เห็นว่า มนุษย์มักทะนงตนยกตนเองให้อยู่เหนือผู้อื่น คิดว่าตนเองอยู่เหนือทุกสิ่ง แทนที่จะทำตนให้สมกับเกิดมาเป็นมนุษย์ ขยันเลี้ยงชีพ กลับแสดงพฤติกรรมที่เสื่อมถอยลงไปในทุกวัน พฤติกรรมของสัตว์อย่างลิงยังมีหนทางที่มุ่งสู่ความเจริญในชีวิตมากกว่ามนุษย์เสียอีก ผู้เขียนจึงให้ลิงขึ้นมาอยู่เหนือมนุษย์โดยใช้ภาพแทนของการเป็นนายจ้างและลูกน้อง ทว่าหากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้เขียนอาจต้องการให้พฤติกรรมของลิงอาจเป็นภาพแทนของคนชายขอบหรือแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยปัจจุบัน เพราะ กลุ่มคนเหล่านี้มีนิสัย ขยัน อดทน ไม่เกี่ยงงาน เหมือนดังพฤติกรรมของลิงในเรื่อง 

            “ศรีราชาไม่ได้สนใจว่าท้องจูเลียจะใหญ่แค่ไหน กระทั่งแม่ยายไล่ไปอยู่กระท่อมนากุ้งไปให้ไกลคน ทีนี้ไปกันใหญ่ มีคนมาเล่าว่าแดดเที่ยงผ่าหัวศรีราชาก็ขึ้นทับจูเลียใต้ถุนนั่นเลย ช่างมัน แม่ยายว่า ลิงมันไม่อายเทวดาหรอก ” (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๑๘๖) ประโยคดังกล่าวผู้เขียนอาจต้องการสะท้อนทรรศนะที่ว่า หากมนุษย์มัวหมกมุ่นในกิเลสตัณหาโดยไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีก็คงไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน โดยใช้สัญชาตญาณของสัตว์อย่างศรีราชา ให้แสดงพฤติกรรมที่ดูหมกมุ่นในเรื่องกามราคะ กิเลสตันหา นับว่าผู้แต่งไม่ได้นำเสนอพฤติกรรมของลิงในด้านดีเพียงด้านเดียว แต่ยังคงแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมอีกด้านหนึ่งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ผู้เขียนยังเหน็บแนมและเสียดสีสังคมด้านการศึกษา จากเหตุการณ์เลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ของพอล “อาจารย์บอกว่าทำให้แค่มันจบก็พอ ไม่ต้องดี ไม่ต้องเลิศ เอาแค่ให้จบ พอลจึงเข้าใจว่าทำไมคนจบดอกเตอร์จึงมีกันเต็มบ้านเมือง” (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๑๗๓) สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาในประเทศไทย ที่อาจารย์ผู้สอนไม่ใส่ใจและละเลยหน้าที่ของตน

เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นบนหมู่เกาะปีนัง ซึ่งเป็นฉากธรรมชาติฉากสำคัญที่ผู้เขียนให้พอลบรรยายภาพวิถีชีวิตของชาวบ้าน เมื่อถูกระบบทุนนิยมรุกราน การเข้ามาลงทุนของนายทุนหรือชาวต่างชาติ ส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวบ้านบนเกาะเปลี่ยนไป ดังข้อความที่ว่า “บ้านกลายเป็นปูนไปเยอะ แต่ยังเบียดเสียดอยู่เหมือนเดิม ถนนพาดกลางหมู่บ้านเป็นคอนกรีต ค่ายมวยไม่รุ่งเรืองอีกแล้ว โรงเรียนซึ่งมีครูอยู่คนเดียวก็ปิดไปแล้ว อาคารเรียนสี่ห้องถูกปรับแต่งเป็นรีสอร์ท … นาซึ่งกลายเป็นนากุ้งนั้นเป็นของใครไม่รู้ ทุกคนรับจ้างเป็นอาชีพ” (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๑๘๓-๑๘๔) ทำให้ผู้อ่านนึกย้อนถึงเรื่องสั้น“โลกใบเล็กของซัลมาน”ที่สะท้อนแนวคิดการถูกระบบทุนนิยมเข้ามารุกรานส่งผลให้วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน

“พอล” ตัวละครหลักในการดำเนินเรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอโดยอ้อม (Indirect Method) ให้ผู้เล่าเรื่องเป็นผู้รู้แจ้งเกี่ยวกับตัวละครนั้น ๆ ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมภายนอก สภาพจิตใจ ความคิด ทั้งในอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ซึ่งเป็นการมองผสานสายตาของผู้เล่าเรื่องเพียงคนเดียว โดยพอลเป็นตัวละครที่ถูกสร้างให้มีลักษณะนิสัยใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์หรือเรียกว่า “ตัวละครแบบกลม” เป็นมนุษย์ที่มีความทะนงตน รักในศักดิ์ศรี ไม่ยอมใคร แต่กลับยอมเป็นลูกจ้างลิงเพื่อทำงานวิทยานิพนธ์ นอกจากนี้ผู้เขียนยังสะท้อนสัญชาตญาณความเป็นชายในตัวมนุษย์ โดยเล่าถึงสภาพจิตใจและความคิดของพอล ที่มักคำนึงถึงใบหน้าของวิลาสินีขณะกำลังแก้ผ้าอาบน้ำทั้งยังฝันลึกถลำไปไกลว่าวิลาสินีแอบมาหาและลูบไล้ร่างกาย ซึ่งตัวละครวิลาสินี เป็นลิงที่มีผิวพรรณดี หน้าตาสวย ทำให้เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มบนเกาะ มักออกจากบ้านไปกับชายไม่ซ้ำหน้า วิลาสินีจึงเปรียบเป็นภาพแทนของผู้หญิงในสังคมที่ไม่รักนวลสงวนตัว มักมาก สำส่อน พฤติกรรมดังกล่าวของพอลและวิลาสินี ผู้เขียนอาจต้องการสื่อถึงความมักมากในกามารมณ์ ที่สามารถเกิดขึ้นกับทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตามนอกจากพอลแล้ว

“จูเลีย” ตัวละครสำคัญที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาให้ผู้อ่านต้องพินิจ พิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ว่าแท้จริงแล้ว จูเลีย เป็นมนุษย์หรือลิงกันแน่ ? ครั้งแรกที่ผู้วิจารณ์ได้สัมผัสและรับรู้เรื่องราวชีวิตของจูเลีย ความคิดแรกก็พลันแทรกเข้ามา ผู้วิจารณ์ตัดสินว่าจูเลีย คือ ลิง แต่เมื่อได้อ่านเรื่องราวประกอบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องซ้ำไปซ้ำมา ผู้วิจารณ์กลับมองว่า จูเลียคือตัวละครมนุษย์ ดังที่ผู้เขียนบรรยายไว้ในตอนต้นเรื่องว่า จูเลียเป็นผู้หญิงที่มีขนยาวเหมือนลิงแต่กลับได้สามีรูปหล่อดูดี รวมถึงในตอนที่เจ้าอาวาสวัดไทยไล่ตีเจ้าร็อคเก็ตลิงที่เลี้ยงไว้ เพราะลูกสาวของตนเกิดมาหน้าตา รูปร่างคล้ายลิง เขาจึงเข้าใจว่ามันแอบไปมีอะไรกับภรรยาของเขากลางดึก ผู้เขียนอาจต้องการให้จูเลียเป็นภาพแทนในการแสดงทรรศนะ เรื่อง การเหยียดรูปร่างหน้าตาที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ดังข้อความที่ว่า ‘ที่หยิบเรื่องหน้าตาดีเพราะเทียบกับจูเลียนั่นแหละ’ (จเด็จ กำจรเดช, ๒๕๖๓ : ๑๗๐) ซึ่งในเนื้อเรื่องชาวบ้านต่างใช้ถ้อยคำดูถูก ถากถางว่าจูเลียไม่คู่ควรกับยาโกบที่มีรูปร่างหน้าตาดีผิดกับหล่อน

หากจะกล่าวว่าเรื่อง “อยู่ข้างล่างขว้างได้ขว้างเอา” มีตัวละครหลักที่ใช้ในการดำเนินเรื่องคือ พอล และใช้กลวิธีในแสดงทรรศนะสำคัญของเรื่องผ่าน ตัวละครลิง ก็คงจะไม่ผิดไปจากความจริงเท่าใดนัก เพราะจเด็จใช้ ‘วานร’ หรือ ‘ลิง’ เป็นภาพแทนของการเสียดสี เหน็บแนม ประชดประชันพฤติกรรมคนในสังคมมนุษย์รวมถึงประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดการดำเนินเรื่อง’ ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาของชื่อบทวิจารณ์เรื่องนี้

เรื่องสั้น “อยู่ข้างล่างขว้างได้ขว้างเอา” ใช้เทคนิคการจัดวางโครงเรื่องแบบแปลกใหม่ ที่เน้นพฤติกรรมและสภาพความรู้สึกนึกคิดของตัวละครหลักเป็นสำคัญ และยังมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า อีกทั้งตัวละครที่แฝงทรรศนะและน้ำเสียง เสียดสี เหน็บแนม ประชดประชันสังคมจากเรื่องเล่าหลาย ๆ เรื่องนำมาประกอบร้อยเรียงเป็นเหตุการณ์เชื่อมโยงเข้ากับเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องหลัก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ โดดเด่นแตกต่างจากเรื่องทั่วไป สร้างความบันเทิงอารมณ์ ดึงดูดความสนใจผู้อ่านให้ไม่อาจละสายตาจากทุกตัวหนังสือของการบอกเล่าเรื่องราวดังกล่าว นับว่าจเด็จ กำจร ‘สะท้อนภาพสังคมมนุษย์’ ผ่านเรื่องสั้น ‘อยู่ข้างล่างขว้างได้ขว้างเอา’ ได้อย่างแยบคาย

รายการอ้างอิง

จเด็จ กำจรเดช. (๒๕๖๓). คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ. กรุงเทพฯ : ผจญภัย.

รื่นฤทัย สัจจพันธุ์. (2563). คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ : เรื่องเล่า กลวิธีการเล่าเรื่องและสัญญะ.

AllMagazine Online. แหล่งที่มา : https://www.allmagazineonline.comธัญญา สังขพันธานนท์

. (๒๕๓๙). วรรณกรรมวิจารณ์. ปทุมธานี: สำนักพิมพ์นาคร.