แนวซุ่มของเรา หนึ่งในรวมเรื่องสั้นนักเขียนรางวัลยอดเยี่ยม "กนกพงศ์ สงสมพันธุ์" เรื่อง "อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ" เป็นรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของ "กำพล นิรวรรณ" ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องเล่าลี้ลับ สนุกสนาน แปลกประหลาดและมหัศจรรย์ โดย กำพล นิรวรรณ ได้เขียนเรื่องสั้นที่เชื่อมโยงให้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์การเกิดสงครามและเหตุการณ์หกตุลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้เขียนพยายามเขียนเรื่องเพื่อจะสื่อสะท้อนให้เห็นถึงสังคมการเมืองและการเสียดสีสังคม

  ในรวมเรื่องสั้นเรื่อง แนวซุ่มของเรา นี้จะกล่าวถึง โครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร ฉากและบรรยากาศ และกลวิธีในการเขียน  ซึ่งในเรื่องผู้เขียนจะกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการทำสงครามที่เป็นพวกคอมมิวนิสต์ โดยผู้เขียนได้เล่าถึงพรรคพวกที่ต่างมีแนวซุ่มของตนเป็นที่หลบซ่อนเพื่อต่อสู้กับศัตรู และได้เห็นเรื่องราวการดำเนินชีวิตของคนในสังคมที่อยู่ร่วมกันแต่มีความแตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังสะท้อนสังคมในด้านการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงรัฐบาลอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่าผลงานเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงการสะท้อนให้เห็นภาพต่าง ๆ ในแต่ละเหตุการณ์ได้อย่างเข้าใจลึกซึ้ง

          เรื่องสั้น แนวซุ่มของเรา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำสงครามเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งอยู่ทางภาคภาคใต้ ภายในจังหวัดตรัง โดยในเรื่องตัวละคร “ข้าพเจ้า” เป็นนักข่าวที่ทำข่าวเรื่องลี้ลับและพร้อมปฏิบัติการไปกับนักทำสงคราม เพื่อที่จะได้ทำข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ในการทำสงครามนั้นตัวละครข้าพเจ้า ได้ไปอยู่ในแนวซุ่มหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยสหายกลุ่ม ๆ หนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้เรียนรู้อะไรหลากหลายอย่าง สงสัยสิ่งใดก็ถามตามสิ่งนั้น เมื่ออยู่ได้ไม่นานสหายทุกคนก็เตรียมตัวตั้งแนวซุ่มเพื่อตอบโต้กับศัตรูคือรถบรรทุกทหารสองคันกำลังมุ่งหน้ามาทางแนวซุ่มของพวกสหาย ทุกคนที่อยู่แนวซุ่มต่างตั้งหน้าตั้งตารอ สหายยุทธ์บอกให้ข้าพเจ้าเกาะติดเขาตลอดเวลา เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้บันทึกภาพปฏิบัติการรบอย่างใกล้ชิด ระหว่างรอรถบรรทุกทหารมาก็มีเงาร่างของแม่เฒ่าคนหนึ่งมาทำภารกิจส่วนตัวตรงแนวซุ่มที่หน่วยซุ่มตีจะทำการรบ จังหวะหนึ่งนั้นแม่เฒ่าก็ได้บ้วนน้ำหมากรดลงบนลำกล้องของสหายยุทธ์ ทำให้สหายอีกคนหัวเราะ สหายคนนี้เขาชื่อ สิงห์ เมื่อแม่เฒ่าได้ยินเสียงที่เล็ดลอดออกมาก็นึกว่าเป็นเสียงเก้งกวางจึงเดินจากไปหลังเมื่อทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ จากนั้นการปฏิบัติภารกิจยังดำเนินต่อ สหายทุกคนเตรียมพร้อมและส่งสัญญาณรหัสที่เตรียมไว้ ทันใดนั้นเมื่อทหารมาถึงก็จอดรถยิงกระต่ายที่หน้าแนวซุ่มที่ตั้งไว้พอดี เมื่อทหารชักปืนออกมาก็มีเสียงร้องเอิ้กดังขึ้น จะเป็นใครไปได้นอกจากเสียงสหายสิงห์ที่ร้องตกใจออกไปเพราะเห็นปืนฝั่งศัตรู พวกทหารก็รู้ตัวว่าผู้ดักซุ่มมองอยู่ พวกทหารก็พากันรีบขับรถออกไป การทำสงครามครั้งนี้จึงไม่เกิดขึ้น และข้าพเจ้าก็ไม่มีข่าวในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้

          หากสังเกต จะเห็นการวางโครงเรื่องที่มีลำดับเหตุการณ์ที่ไม่สลับซับซ้อน เข้าใจและเข้าถึงง่ายเกี่ยวกับเรื่องแนวซุ่มของเรา ผู้เขียนเปิดเรื่องโดยการกล่าวว่า “ในอีกไม่กี่อึดใจช่องเขาข้างล่างนั่น ก็จะกลายเป็นทุ่งสังหาร”(น.๗๙) ซึ่งการกล่าวเปิดเรื่องในลักษณะนี้ ผู้วิจารณ์เห็นว่าเป็นการเปิดเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านนั้นรู้สึกหดหู่แต่เมื่อได้อ่านไปเรื่อย ๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจอยากที่จะรู้ อยากที่จะติดตามของการดำเนินเรื่องต่อไป โดยการเปิดเรื่องนั้นผู้เขียนมีการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดการสู้รบหรือต่อสู้ของพรรคพวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพวกของคอมมิวนิสต์ หลังการบรรยายผู้เขียนได้เปิดเรื่องก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวด้วยบทสนทนาและพร้อมเปิดตัวละคร “ข้าพเจ้า” ก่อนที่จะดำเนินเรื่องในช่วงต่อไป

          ในส่วนของการดำเนินเรื่อง ผู้เขียนได้เล่าเหตุการณ์ต่อจากการเปิดเรื่อง ซึ่งการดำเนินเรื่อง ผู้วิจารณ์มองว่า ผู้เขียนดำเนินเรื่องโดยการนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดสงครามและเหตุการณ์หกตุลา เข้ามาสอดแทรก เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจและได้เห็นภาพไปตามเนื้อเรื่องที่เล่า ผู้เขียนต่างเล่าเรื่องราวได้หลากหลายแง่มุม ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมได้ชัดในเรื่องของการเมือง ตัวอย่างเช่น “หลายคนรอแก้แค้นแทนเพื่อน ๆ ที่จบชีวิตในทุ่งสังหารสองฟากฝั่งหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อหกตุลาที่ผ่านมา แต่หลายคนแค่อยากสั่งสอน ‘นาย’ ให้รู้ว่ารสชาติของความตายเป็นอย่างไร”(น.๘๑)ซึ่งจากคำกล่าวข้างต้นนี้ ผู้วิจารณ์มองว่าเหตุการณ์หกตุลาต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นแน่ ผู้เขียนต้องการที่จะสื่อให้ผู้อ่านได้เห็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ร้ายแรงอีกด้วย

อีกทั้งในการดำเนินเรื่องผู้เขียนยังสื่อให้เห็นถึงบริบทของคนในสังคมกล่าวถึงการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่นในตอนที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า “หมายจะขอกาแฟกินสักแก้ว เพราะในป่ากาแฟเป็นของหายากมีได้เฉพาะสหายระดับสูง”(น.๘๑)คำกล่าวข้างต้น ผู้วิจารณ์มองว่า ผู้เขียนอาจจะสื่อให้เข้าใจว่าบริบทการใช้ชีวิตของผู้เป็นสหายแต่ละระดับนั้นแตกต่างกันอย่างไร และอีกตอนหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดคือตอนที่ ตัวละครสหายยุทธ์ได้กล่าวให้ตัวละครข้าพเจ้าฟังว่า “ใครไม่มีส้วมก็ขึ้นมาปล่อยกันบนนี้ แถวนี้มีแต่บ้านคนยากคนจน ไม่มีบ้านไหนมีส้วมกันหรอก”(น.๘๖) จากคำกล่าวข้างต้น ผู้วิจารณ์มองว่า ผู้เขียนพยายามที่จะสื่อถึงการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันระหว่างคนจนกับคนรวย สะท้อนให้เห็นการเปรียบเทียบระดับชนชั้นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังทำให้สะท้อนให้เห็นถึงสังคมปัจจุบัน ในเรื่องของสุขาภิบาล  ซึ่งในเรื่องอาจเป็นในสมัยนั้นที่สุขาภิบาลยังเข้าไม่ถึง แต่ถ้ามองสะท้อนในสังคมไทยปัจจุบันนี้ ในบางพื้นที่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้หรือเข้าถึงแล้วแต่ยังไม่มีการพัฒนาให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ดำเนินการมาถึงการปิดเรื่อง ผู้เขียนปิดเรื่องโดยการเปิดตัว ตัวละครเด็กชาย ผู้เป็นลูกของตัวละครทวน ซึ่งเด็กชายได้กลับมาหาทวนผู้เป็นพ่อ โดยทวนกับลูกเป็นคนละพรรคพวก ลูกชายอยู่พรรคพวกของทหาร ส่วนทวนเป็นพวกที่อยู่หน่วยตีของแนวซุ่ม โดยในช่วงสุดท้ายของเรื่องลูกทวนกลับมาหาทวนเพื่อบอกข่าวว่าทางการรู้แล้วว่าแนวซุ่มตั้งอยู่ที่แห่งนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณสหายยุทธ์และเลือกที่จะไปกับลูก

เรื่องราว แนวซุ่มของเรา เป็นการสรุปรวบยอดของแก่นเรื่อง ซึ่งแก่นเรื่องในเรื่องสั้นเรื่องนี้คือ คิดการใหญ่ใจต้องนิ่ง  นั่นหมายถึง การที่จะทำสิ่งใดนั้นควรวางแผนตริตร่องให้ดีก่อน และที่สำคัญต้องมีสติในการกระทำหรือปฏิบัติสิ่งนั้น มิเช่นนั้นจะเกิดข้อผิดพลาด เหมือนกับในเรื่องที่สหายสิงห์ผู้ที่ส่งเสียงลั่นออกไปกลางการปฏิบัติภารกิจ ทำให้ฝ่ายศัตรูไหวตัวทัน จนทำให้แผนทั้งหมดล้มเหลว อีกแง่หนึ่งคือ สะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง ด้วยการแย่งชิงอำนาจความยุติธรรมของแต่ละฝ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งและการเสียดสีของรัฐบาลอีกด้วย

ตัวละครในเรื่องแนวซุ่มของเรา ตัวละครหลักในเรื่องนี้คือ “ข้าพเจ้า” ผู้เขียนใช้ตัวละครข้าพเจ้าในการติดตามสถานการณ์และการดำเนินเรื่องให้เรื่องราวน่าสนใจ ซึ่งตัวละคร “ข้าพเจ้า” ผู้วิจารณ์มองว่า อาจมีลักษณะนิสัย เป็นผู้ที่อยากรู้ เป็นผู้สงสัย เพราะเนื่องด้วยผู้เขียนนั้นได้ให้ตัวละครข้าพเจ้าเป็นนักข่าว ที่สืบเสาะหาความจริงเพื่อที่จะได้ข่าว ซึ่งก็เป็นจิตวิทยาของการเป็นนักข่าวอยู่แล้วด้วย ในส่วนของตัวละครรอง เป็นตัวละครชื่อว่า “สหายยุทธ์” ซึ่งตัวละครสหายยุทธ์ ผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนนั้นสร้างตัวละครนี้มาเพื่อให้ตัวละครหลักนั้นได้ดำเนินเรื่องไปได้อย่างน่าติดตาม ซึ่งตัวละครสหายยุทธ์นี้ ผู้วิจารณ์มองว่า น่าจะมีนิสัยที่มีความเป็นผู้นำ มีความรอบครอบ สังเกตได้จากตอนที่สั่งหน่วยแนวซุ่มในการโจมตีศัตรูภายในเรื่อง และในส่วนของตัวละครประกอบคือ สหายสิงห์ แม่เฒ่า ทวน และเด็กชาย ผู้วิจารณ์มองว่า ผู้เขียนนั้นสร้างขึ้นเพื่อให้การดำเนินเรื่องมีความหลากหลายของบริบทของตัวละคร โดยภาพรวมทั้งตัวละครหลักและตัวละครรองที่ผู้เขียนได้สร้างขึ้นนั้นล้วนมีความสมจริงตามบทบาทที่ผู้เขียนนั้นได้ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวละครที่สร้างขึ้น

เมื่อกล่าวถึงตัวละครอย่างเข้าใจและถี่ถ้วนแล้ว จะจุดเชื่อมด้วยฉากและบรรยากาศที่จะทำให้เรื่องนั้นดำเนินการไปได้อย่างมีอรรถรส ซึ่งฉากและบรรยากาศในเรื่องแนวซุ่มของเรา ผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนสร้างฉากและบรรยากาศในเรื่องได้อย่างสมจริง ยกตัวอย่างเช่น “จังหวะหนึ่งแกเอี้ยวคอบ้วนน้ำหมากปรี๊ดใหญ่ คนอะไรแม่นเป็นจับ ทั้งปรี๊ดรดลงบนลำกล้องปืนเอชเค-33 ของสหายยุทธ์เต็มเปา”(น.๘๔)ข้อความข้างต้นซึ่งทำให้ผู้อ่านเห็นภาพฉากไปด้วยในขณะอ่าน โดยเป็นฉากที่สมจริงอย่างยิ่ง และในส่วนของบรรยากาศนั้น ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบรรยากาศได้อย่างชัดเจน ตัวอย่าเช่น “ใครปวดหนักกลางทางก็ขึ้นมาปลดปล่อยบริเวณนี้ คุณไม่ได้กลิ่นบ้างหรือ” คำกล่าวนี้ทำให้เห็นบรรยากาศได้อย่างชัดเจน ผู้วิจารณ์มองว่าในตลอดทั้งเรื่อง ผู้เขียนนั้นได้สร้างฉากและบรรยายกาศได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งฉากและบรรยากาศส่วนมากในเรื่องนี้เป็นฉากที่อยู่ในป่าเป็นส่วนมาก เพราะสังเกตจากชื่อเรื่องแล้วน่าจะเป็นการซุ่มอยู่ในป่าเป็นส่วนใหญ่ โดยทำให้ผู้อ่านเข้าใจในแต่ละฉากได้อย่างแจ่มแจ้งว่าผู้เขียนจะสื่ออะไรออกมาภายในฉากและบรรยากาศนั้น ๆ

ส่วนกลวิธีในการเขียนนั้น ผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนใช้กลวิธีการเขียนที่ไม่สลับซับซ้อน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจในเรื่องราวที่ผู้เขียนนั้นได้ถ่ายทอดออกมา ซึ่งผู้เขียนได้สอดแทรกเหตุการณ์ทางการเมืองเขาไปในการดำเนินเรื่อง และในบางช่วงผู้เขียนก็มีการเสียดสีรัฐบาล โดยการเสียดสีนั้นผู้เขียนจะไม่สื่อออกมาโดยตรงแต่จะให้ผู้อ่านนั้นได้แปลความหมายเอง กลวิธีในการเขียนเรื่องแนวซุ่มของเรา ผู้เขียนมีกลวิธีที่ชวนน่าติดตามกับเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้เสนอออกมาให้ผู้อ่านได้อ่านอย่างเข้าใจและเข้าถึงกับเหตุการณ์ภายในเรื่อง

ดังนั้นเมื่อกล่าวโดยรวมจากส่วนประกอบ โครงเรื่อง ตั้งแต่การเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง จนกระทั่งปิดเรื่อง ตัวละคร ฉากและบรรยากาศ พร้อมทั้งกลวิธีการเขียน ผู้เขียนสามารถเชื่องโยงเหตุและผลประกอบกันได้อย่างลงตัว เมื่อได้วิจารณ์โดยรวมแล้ว ผู้เขียนทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย สามารถทำให้ผู้อ่านรู้สึกนึกคิด เข้าใจเหตุการณ์และสถานการณ์คล้อยไปตามเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี และทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงการใช้ชีวิตของนักรบที่ทำสงครามในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

รายการอ้างอิง

กำพล นิรวรรณ (2563). อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำและเรื่องราวอื่น ๆ.  กรุงเทพฯ : ผจญภัยสำนักพิมพ์.