การทุจริต เป็นสิ่งที่มานานแล้วแต่โบราณ ตามหลักธรรมทาง พุทธศาสนาสอนไว้ว่าเหตุที่คนเราทุจริตเพราะมีอกุศลมูล คือรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายครอบงำจิตใจ นั้นคือโลภะ โลภอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด ขาด ความสันโดษ คือ ยินดีตามมีตามได้ ยินดีตามกำลังที่หามาได้ และยินดีตามความเหมาะสม

การทุจริต มลพิษของสังคม

ดร. ถวิล    อรัญเวศ

      การทุจริต  เป็นสิ่งที่มานานแล้วแต่โบราณ ตามหลักธรรมทาง
พุทธศาสนาสอนไว้ว่าเหตุที่คนเราทุจริตเพราะมีอกุศลมูล คือรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายครอบงำจิตใจ  นั้นคือ
โลภะ  โลภอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด  ขาด
ความสันโดษ  คือ ยินดีตามมีตามได้  ยินดีตามกำลัง
ที่หามาได้ และยินดีตามความเหมาะสม

          เพราะฉะนั้น การที่จะปราบปรามการทุจริตได้นั้น ต้องฝึกจิตใจให้มีความโลภน้อยลงในขณะเดียวกันก็ฝึกใจให้มีความสันโดษ  คือ ยินดีตามมีตามได้ ยินดีตามกำลัง และยินดีตามความเหมาะสม

           การทุจริต  ส่งผลเสียมากมาย ถ้าทำถนน ก็ได้ถนนไม่ดี  ทำอาคาร
สิ่งก่อสร้าง ก็ได้
อาคารสิ่งก่อสร้างที่ไม่ดี ไม่ได้มาตรฐาน และอาจจะพังลงมาได้ในเวลาที่ไม่นาน

          จึงควรมีการเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อปลูกฝังการรณรงค์และป้องกันการทุจริตตั้งแต่เยาว์วัย คือระดับอนุบาล โดยควรใช้สื่อหลาย ประเภท ทั้งคำขวัญ ภาษิต คำพังเพย แต่ขออนุญาตนำนิทานมาเล่าสู่กันฟังเพราะ ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่ผู้เรียน การใช้นิทานเป็นสื่อก็ถือว่า ได้ผลไม่น้อย เพราะสมัยพุทธกาล เวลาพระพุทธเจ้าจะทรงเทศนาสอนโปรดใคร พระองค์ก็จะตรวจดูอุปนิสัยของคนนั้นก่อนแล้วจึงทรงสอน และก็วางแผนว่าจะสอนเขาอย่างไรจึงจะทำให้เกิดดวงตาเห็นธรรม โดยใช้นิทานชาดก หรือนิทานอดีตชาติของพระโพธิสัตว์มาสาธก

          สำหรับนิทาน เรื่อง เบียดบังค่าอาหารเสือ ก็สะท้อนให้เห็นความโลภมากของผู้เลี้ยงเสือหรือผู้คุมการเบิกจ่ายค่าอาหารเสือ ซึ่งมีมาว่า

         กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สวนสัตว์แห่งหนึ่ง ได้เสือโคร่งใหญ่ตัวใหม่มาหนึ่งตัวเพื่อที่จะให้ประชาชนได้มาเข้าชม ทางผู้บริหารระดับสูงของสวนสัตว์จึงได้จัดตั้งงบประมาณเป็นค่าอาหารเสือตัวนั้นเป็นเงิน 1 บาทต่อวัน (ตามค่าเงินในสมัยนั้นซึ่งก็ถือว่าสูงพอสมควรสำหรับเงินในสมัยนั้น)

        ผู้ควบคุมดูแลเสือได้ขอเบิกเงินวันละ ๑ บาทเพื่อนำไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือ แต่เขาได้เบียดบังเงิน ๑ สลึงไปเป็นของตนในแต่ละครั้งที่ขอเบิก เขาจึงใช้เงินเพียง ๓ สลึงไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือในแต่ละวันเท่านั้น ผลปรากฏว่าเสือไม่อ้วนสักที ดังนั้น เมื่อคนเลี้ยงเสือได้เบิกเงิน 1 บาทไปซื้อเนื้อมาเลี้ยงเสือแต่ละวัน เขาได้ก็ยักยอกเงินค่าอาหารเสือไป 1 สลึงทุกวัน เท่ากับว่าเสือได้กินเนื้อในราคา 3 สลึงต่อวันเท่านั้น

       เสือไม่อ้วน ผู้คนมาชมสวนสัตว์เมื่อเห็นเสือไม่อ้วน จึงไปร้องเรียนต่อผู้อำนวยการ

สวนสัตว์ว่าเป็นเพราะตั้งงบประมาณค่าอาหารเสือไว้น้อยเกินไปจึงทำให้เสือกินไม่อิ่ม

       ผู้อำนวยการสวนสัตว์คนนั้นก็แปลกใจเหมือนกัน แต่ด้วยการเป็นผู้มีความสุขุมรอบคอบ จึงได้ส่งผู้ตรวจการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริง

       ครั้นผู้ตรวจการลงไปตรวจสอบสภาพความเป็นจริงก็พบว่า มีการยักยอกเงินค่าอาหารเสือไปวันละ 1 สลึง เขาจึงขอค่าปิดปากอีก 1 สลึง

       จากการเบียดบังค่าอาหารเสือต่อวัน จึงทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิม เพราะคน 2 คน ยักยอกกันไปรวม 2 สลึง คงเหลือค่าอาหารเพียงวันละ 2 สลึงเท่านั้น

       เสือก็ผ่ายผอมลงหนักเข้าไปอีก ต่อมามีผู้รายงานให้ผู้อำนวยการทราบว่าเสือผอมลงมาก

       ผู้อำนวยการจึงส่งผู้ตรวจการระดับสูงลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้ตรวจการระดับสูงไปตรวจสอบอยู่เพียง 3 วัน ก็พบความจริงว่า มีการทุจริตยักยอกเงินค่าอาหารเสือไปวันละ 1 สลึก เขาก็อยากได้ จึงขอค่าปิดปากอีก 1 สลึง

       จะเห็นว่าผู้ตรวจการ 3 คน ยักยอกเงินไปคนละ 1 สลึง รวม 3 สลึง เจ้าเสือคงเหลือค่าอาหารเพียงวันละ 1 สลึง มันจึงผอมโซลงมากเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นอนหายใจรวยระริน

       มีคนไปรายงานผู้อำนวยการสวนสัตว์อีกว่าทำไมยิ่งส่งคนมาตรวจสอบ เจ้าเสือยิ่งก็ยิ่งผอมลงทุกที ผู้อำนวยการจึงตัดสินใจส่งผู้ตรวจการระดับสูงสุดไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งเพื่อหวังจะได้ทราบความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับเจ้าเสือตัวนี้

       ผู้ตรวจการระดับสูงสุดก็ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ 3 วัน ปรากฎว่าเสือตาย

       เพราะอะไร ?

       ก็เพราะผู้ตรวจการระดับสูงสุด เขาขอแบ่งเงินสลึงสุดท้ายเป็นค่าปิดปาก

โคลงโลกนิติได้ให้แง่คิดเรื่องนี้ไว้ว่า

          ๏ เบิกทรัพย์วันละบาท ซื้อ มังสา

        นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา  ไป่อ้วน

        สองสามสี่นาย มากำกับ กันแฮ

        บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน บาทสิ้น เสือตาย๚ะ๛

         จากนิทานปรัมปราเรื่องเบียดบังค่าอาหารเสือ ได้ตรวจพบว่ามีการทุจริต แต่ไม่ได้พูดถึงว่า  ผู้ตรวจการรวมทั้งผู้เบิกเงินมาซื้ออาหารเลี้ยงเสือ ได้รับโทษอย่างไร เข้าใจว่า คงถูกปลดออกหรือไล่ออกนะครับ

         นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำกิจการใดก็ตามหากมีคนเบียดบังผลประโยชน์ หรือโกงกิน คนโกงกินหนึ่งคน ผลงานของก็ย่อมไม่สมบูรณ์ และยิ่งมีคนโกงกินมากกิจการนั้นย่อมไม่สำเร็จ เช่นเดียวกับการเบียดบังทรัพย์สินส่วนราชการ ทำให้การพัฒนาลดน้อยถอยลง เพราะไม่ได้ใช้งบประมาณเต็มจำนวน ผลที่ได้รับคือความเสียหาย เช่นเดียวกับการเบียดบังอาหารเสือจากนิทานในเรื่องนี้

           ในการก่อสร้าง หรือทำถนนหนทาง ก็เช่นกัน ถ้าหากมีการเบียดบังงบประมาณหลวง ก็อาจจะทำให้คุณภาพของงานไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ ทำให้ได้สิ่งก่อสร้างหรือถนนหนทางไม่ได้มาตรฐาน เพราะคนรับเหมาก่อสร้าง ก็สร้างตามงบประมาณที่ยังเหลืออยู่เท่านั้น เขาคงไม่สามารถสร้างตามแบบพิมพ์เขียวได้ ฉะนั้น จึงควรละเว้น ไม่เบียดบังเงินหลวงหรือรับสินบนมาเป็นเงินส่วนตน จึงจะทำให้การพัฒนาได้คุณภาพมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ พุทธองค์ตรัสไว้ว่า “โลภมาก ลาภหาย” ก็คือจะได้รับโทษตามกฎหมายบ้านเมืองนั้นเอง เพราะ “ซื่อกินไม่หมด แต่ถ้าคด จะกินไม่นาน”

                 ขอฝากคติธรรม

                                อันโลภะ ความโลภอยากได้ ไม่สิ้นสุดนี้

                               เป็นราคี ภัยร้าย อ้นใหญ่หลวง

                               แม้ประกอบกิจ การงาน ทั้งปวง

                               ไม่ลุล่วง เมื่อถูกโลภะ เข้าครอบงำ

             การทุจริต จึงเป็นมลพิษของสังคมตามที่กล่าวมาแล้ว 

ด้วยประการฉะนี้





แหล่งข้อมูล

http://bit.ly/2t6Cx80

https://www.gotoknow.org/posts/434688

https://bit.ly/3jt5tOb