GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล แนวคิดและประสบการณ์ของพระจอมเกล้าธนบุรี ๑๒

การสร้างความพร้อมของคนและของระบบเพื่อการตรวจสอบ เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับ

ออกจากราชการประตูหน้า แอบเข้าประตูหลัง
การเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีทำงาน

          มีผู้ใหญ่เคยตั้งข้อสังเกตเมื่อประมาณสิบปีแล้วกับผู้บริหารของ องค์กรในกำกับรัฐบาล (เมื่อยังไม่มี มจธ.) ว่าระวังการที่องค์กรในกำกับรัฐบาลจะพัฒนาไม่ได้ดีกว่าส่วนราชการ เพราะคนในองค์กรยังมีกระบวนทัศน์และวิธีทำงานแบบราชการ ผู้ใหญ่ท่านนั้นกล่าวว่า "ให้ระวังการออกจากระบบราชการประตูหน้า แล้วแอบเข้าประตูหลัง"

          การทำงานในระบบราชการเน้น input, activity และ process เน้นต้นทุนต่ำ มองการใช้งบประมาณเป็นรายจ่าย เน้นแผนงานที่มีกิจกรรมเน้นความถูกต้องของระเบียบและขั้นตอน

          เมื่อเปลี่ยนสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล ผมเห็นว่าวิธีทำงานและการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่สำคัญคือมองว่าใช้ input อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลหรือไม่ (cost effective) ซึ่งหมายความว่าต้องดูผลลัพธ์และผลผลิต (output-outcome) มองไกลไปจนถึงผลกระทบ (impact) มองการใช้งบประมาณเป็นการลงทุน การทำงานเน้นเป้าและพันธกิจ (goal-mission oriented)

          นอกจากนั้น จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้ คงจะต้องมองยาว มอง
ทิศทาง มองเป้าหมาย มองกลยุทธ์
มีสิ่งเหล่านี้เสมือนเข็มทิศชี้นำทิศทางที่จะไป แล้วจึงเปลี่ยนเป็นแผนพัฒนาหรือแผนปฏิบัติซึ่งเป็นเสมือนแผนที่และกำหนดการเดินทาง การเปลี่ยนสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับจะทำให้เราสร้างทั้งเข็มทิศ แผนที่ กำหนดการเดินทางได้ด้วยตัวเอง การทำงานในระบบราชการให้เราทำกำหนดการเดินทางได้ปีต่อปี ซึ่งเมื่อเอามาต่อกันแล้ว เดินทางไปหลายปีก็ยังไม่เข้าสู่ทิศ ไม่เข้าสู่เป้าที่ต้องการ

          เนื่องจากมีระบบราชการมีมานาน มีระเบียบและแนวปฏิบัติ มากมาย เมื่อมีองค์กรในกำกับเกิดขึ้นก็มีแนวโน้มที่องค์กรในกำกับจะไม่คิดของใหม่ ไปหยิบยืมระเบียบหรือแนวปฏิบัติของระบบราชการมาใช้ ถ้าหยิบส่วนดีมาก็คงไม่เป็นไร ถ้าหยิบส่วนไม่ดีมาก็เหมือนกับออกจากระบบราชการประตูหน้าแล้วแอบเข้าประตูหลัง

          คนในมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลจะต้องมีความมั่นใจในคุณภาพของตนเอง มั่นใจในคุณภาพขององค์กร มั่นใจว่าจะกำหนดทิศทางและสร้างระบบของตัวเองได้ สร้างพลวัตในการทำงาน เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นของธรรมดา การทำงานให้สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็เป็นของธรรมดา ถ้าทำไม่สำเร็จก็ทบทวนปรับปรุงให้แน่ใจว่าครั้งต่อไปจะสำเร็จ

         การเปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาล เปรียบเสมือนการรื้อบ้านเก่าและสร้างบ้านใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ให้คนที่อยู่อาศัยในบ้านเดิมเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีทำงานใหม่ เปรียบเสมือนการรื้อศาลพระภูมิหรือให้ผีบ้านผีเรือนเก่าออกไป ตั้งศาลพระภูมิใหม่และเชิญผีบ้านผีเรือนใหม่ที่เชื่อว่าจะคุ้มครองให้คนร่มเย็นเป็นสุขได้ เข้ามาอยู่ใหม่ 

การตรวจสอบ การประเมิน มีเป้าหมายเพื่อการปรับปรุง

          ระบบราชการขาดพลวัต สาเหตุหนึ่งมาจากขาดการประเมิน ทั้งระดับบุคคลและเป้าหมาย ขาดการตรวจสอบเนื่องจากมองว่าการตรวจสอบคือหาข้อมูลเพื่อจับผิดลงโทษ

          การตรวจสอบ การประเมิน เปรียบเสมือนสัญญาณป้อนกลับ (feedback) เพื่อให้ทราบว่าสิ่งที่ทำและเป้าหมายมีความใกล้เคียงสอดคล้องกันเพียงใด

          การสร้างความพร้อมของคนและของระบบเพื่อการตรวจสอบ เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับ มจธ.ได้ทดลองใช้กลไกการประเมินอาจารย์และเจ้าหน้าที่ก่อนการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับในปี 2541 เพื่อให้หัวใจของพวกเราเปิดกว้างและเปิดรับ เห็นว่าการประเมินเป็นของที่คุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่นำมาทำลายกัน เราเริ่มจากการให้นักศึกษาประเมินการสอนของอาจารย์ทุกคนทุกวิชาสามหรือสี่ปีก่อนการเปลี่ยนสภาพให้อาจารย์เห็นว่าfeedbackจากนักศึกษาจะช่วยให้อาจารย์นำไปปรับปรุงวิธีการสอนของอาจารย์ เราได้ทดสอบใช้แบบฟอร์มประเมินข้าราชการสายข.และค. ประมาณ 2 ปีก่อนการเปลี่ยนสภาพ เพื่อให้เกิดการยอมรับและทดสอบกลไก

          จนถึงบัดนี้ ในส่วนของการประเมินบุคคล สำหรับผู้ปฏิบัติงานอยู่ มีการประเมินการปฏิบัติงานปีละ 2 ครั้งภายใต้เกณฑ์ภาระงานที่กำหนด หลังจากใช้เกณฑ์ภาระงานมาได้ 3-4 ปีก็เริ่มมีการทบทวน ซึ่งแสดงว่าระบบมีพลวัตพอสมควร เราสร้างกติกากันเอง เมื่อใช้ไปแล้วพบว่าต้องปรับปรุงก็ปรับปรุงกันเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาสร้างเกณฑ์หรือปรับปรุงเกณฑ์ให้เรา ผมพบว่าเกณฑ์ภาระงานและกลไกการประเมินของมจธ.เป็นที่ยอมรับได้

          ในส่วนขององค์กร มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาประเมินทุกคณะและสำนัก รวมทั้งสำนักงานอธิการบดี และหน่วยงานอื่นๆ เช่นหอพัก ร้านหนังสือ การประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเป็นเหมือนกระจกที่ส่องให้พวกเราที่ทำงานอยู่เห็นว่าทำงานตรงตามวัตถุประสงค์เป้าหมาย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเพียงใด ผมมีความเห็นว่าทุกองค์กรมีความรู้สึกทางบวกต่อการประเมิน แม้ว่ารายงานการประเมินจะบอกว่าเราต้องปรับปรุงเรื่องอะไร เราไม่ได้มองว่าการปรับปรุงแก้ไขเป็นของเสียหาย หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มาประเมินไม่ปรารถนาดี

          กล่าวโดยสรุป การประเมินและตรวจสอบสามารถใช้เป็นกลไก ปรับปรุงและสร้างความเข้มแข็งของบุคคลและองค์กรได้

ติดตาม การเปลี่ยนแปลงของ มจธ. เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลตอนต่อไป....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 68825
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)