นักกิจกรรมบำบัดสอนการให้เหตุผลทางคลินิกกันอย่างไร

อ้างอิงจาก Carrier A, Levasseur M, Bédard D, Desrosiers J. Clinical reasoning process: cornerstone of effective occupational therapy practice. In: I. Söderback, editor. International handbook of occupational therapy interventions (p. 73-82). 2nd ed. Suisse: Springer; 2015. doi: 10.1007/978-3-319-08141-0_5


ก่

โปรดศึกษา 8 ขั้นตอนของกระบวนการการให้เหตุผลทางคลินิก หรือ การคิดวิเคราะห์วางแผน การกำกับทิศทาง การแสดงแนวทาง และการสะท้อนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการดูแลผู้รับบริการอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย 3 ระยะการเรียนรู้บนฐานปัญหา ได้แก่ 

ระยะที่ 1 ออกแบบการวางแผนการให้บริการทางกิจกรรมบำบัด

  1. รวบรวมข้อมูลปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับผู้รับบริการ-บริบทของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้รับบริการกับสิ่งแวดล้อมทางสังคม-กายภาพ-ความรู้ความสามารถในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิต [เคล็ดลับของนักกิจกรรมบำบัดที่ดี มิใช่ข้อมูลที่สัมภาษณ์โดยละเอียด แต่เลือกดึงข้อมูลที่จำเป็นและเชื่อมโยงกับปัญหาเร่งด่วนในสถานการณ์ชีวิตจริงของผู้รับบริการ]
  2. สร้างภาพสถานการณ์การให้บริการทางคลินิก ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ควรออกแบบโปรแกรมให้ครอบคลุมหลายทางเลือกเพื่อการตัดสินใจตามศักยภาพอันแท้จริงของผู้รับบริการ
  3. จับคู่ข้อมูลสำคัญของผู้รับบริการเพื่อการวางแผนตามประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจของนักกิจกรรมบำบัด มีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มแก้ปัญหาทั่วไปตามลำดับ แล้วค่อยวิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นตามวุฒิภาวะทางอุปนิสัย (อารมณ์กับบุคลิกภาพ) ของนักกิจกรรมบำบัด 

ระยะที่ 2 จบการออกแบบแผนการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดให้มีทางเลือก

4. วิเคราะห์ข้อ 2. ให้เห็นความพร้อมที่มีอยู่และเป็นไปได้ในการให้บริการของนักกิจกรรมบำบัดต่อกิจกรรม วิธีการ และอุปกรณ์ 

5. ตัดสินใจเลือก และ ไม่เลือก (เลื่อนออกไปก่อน) การใช้สื่อการบำบัดฟื้นฟูตามกรอบอ้างอิงที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนตามลำดับความสำคัญและความต้องการของผู้รับบริการ

ระยะที่ 3 การปรับสิ่งที่ออกแบบไว้ตามแผนการให้บริการทางกิจกรรมบำบัด

6. ระบุขั้นตอนเฉพาะเจาะจงเพื่อเข้าร่วมลงมือให้บริการตามลำดับ 

7. ควรวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการให้บริการโดยอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ทางกิจกรรมบำบัดตามบริบทรายบุคคลที่เหมาะสมของปัจจัย PEO ต่อผู้รับบริการ เช่น สภาวะอารมณ์-การรู้คิด-สมรรถภาพร่างกาย ที่สัมพันธ์กับประเภทความพิการและการพยากรณ์โรค การสื่อสารสร้างสัมพันธภาพระหว่างนักกิจกรรมบำบัดกับผู้รับบริการ-ผู้ดูแล รวมถึงความหนักกับความถี่ที่จะให้โปรแกรมที่แก้ปัญหาของผู้บริการได้ผลลัพธ์เป็นบวก

8. เปิดใจยอมรับความผิดพลาดในการทดลองโปรแกรมที่ปลอดภัย (มีความเป็นไปได้จากการให้เหตุผลทางคลินิกของนักกิจกรรมบำบัดผู้มีประสบการณ์น้อย ภายใต้คำแนะนำของนักกิจกรรมบำบัดผู้มีประสบการณ์มากกว่า) และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนหากได้ผลลัพธ์เป็นลบ 

แนวทางการตั้งคำถามเพื่อนำมาบูรณาการตามกระบวนการการให้เหตุผลทางคลินิก

  • จากข้อมูลที่ได้ยิน/ได้เห็นจากผู้รับบริการในครั้งแรก เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าไร ข้อมูลดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 
  • ขณะที่ผู้รับบริการกำลังคิด/รู้สึก/ทำอะไรอยู่ มีเหตุการณ์อะไรที่เป็นปัญหาบ้าง เกิดขึ้นเพราะอะไร และมีการแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร
  • มีปัจจัยใดที่นักกิจกรรมบำบัดรู้สึกว่า เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาทั้งหมด มีปัจจัยใดที่ยังไม่แน่ใจและต้องการประเมินเพิ่มเติม
  • นักกิจกรรมบำบัดคิดว่า ต้องใช้ความรู้อะไร และเคยมีประสบการณ์ทางคลินิกอย่างไร ที่จะช่วยแก้ปัญหาผู้รับบริการายนี้
  • นักกิจกรรมบำบัดมีเหตุผลมากพอหรือไม่ พิสูจน์ได้จริงอย่างไร ถึงได้ออกแบบสื่อการบำบัดฟื้นฟูแบบนี้ 
  • เวลาทบทวนตัวเองด้วยคำถามข้างต้น แนะนำว่า "ไม่ควรใช้การตั้งคำถาม ทำไม Why หรือ จำอะไรได้บ้างไหม" จะทำให้ใช้อารมณ์คิดค้นหาเหตุผลที่มากเกินไป (คิดไปเอง คิดเยอะ คิดมาก ย้ำคิดสมบูรณ์แบบ) 
  • กรณีนักกิจกรรมบำบัดคิดให้เหตุผลได้ไม่กระจ่าง แนะนำให้กล้าปรึกษากับอาจารย์นักกิจกรรมบำบัด โดยอาจารย์ควรแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับลูกศิษย์ด้วย "Probes คำถามสำคัญเพื่อให้คิดตรวจสอบ" เช่น จากนั้นคุณทำอะไรต่อ หลังจากทำสิ่งนี้ มีอะไรเกิดขึ้นอีก เมื่อคุณทำสิ่งนี้ คุณกำลังคิดอะไรอยู่ คุณตั้งใจทำอะไรอยู่ ถ้าทำแบบนี้ มีเป้าหมายอย่างไร และใช้การสรุปคำตอบที่ได้รับฟังจากลูกศิษย์ ให้สังเกตภาษากายและให้กำลังใจลูกศิษย์ พร้อมไม่ตำหนิให้เสียกำลังใจ ไม่ยืนกรานความคิดที่อาจารย์ยึดติด และไม่เฉลยคำตอบเยอะแยะจนฟังไม่ทัน 

 ขอบพระคุณนักศึกษากิจกรรมบำบัดปี 3 ผู้มีความพยายาม อดทน และตั้งใจเรียนรู้ผ่านการลงมือทำงานเป็นทีมแบบออนไลน์จนได้กรณีศึกษา 4 กลุ่มที่น่าสนใจ ต่อไปจะเป็นแนวทางการคิดเป็นระบบ ได้แก่ 

  1. ก่อนที่จะคิดว่า จะเก็บข้อมูลคนไข้หรือผู้สนใจรับบริการทางกิจกรรมบำบัด ให้นักศึกษาทบทวนความรู้ความเข้าใจในแบบจำลองและกรอบการทำงานของนักกิจกรรมบำบัดแบบบูรณาการและวางแผนการสัมภาษณ์อะไร เพราะอะไร อย่างไร ในประเด็น "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบบวก/ลบต่อความสุขความสามารถ (ศักยภาพ) ในการประกอบกิจกรรมการดำเนินชีวิต" เพื่อจะเห็นภาพรวมของการวางแผนดูแลและพัฒนาศักยภาพระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน และระยะยาวไม่เกิน 6 ปี 

2. ทีมอาจารย์นักกิจกรรมบำบัดผู้มีประสบการณ์ก็จะริเริ่ม Probes ผ่านการตั้งคำถามเพื่อเห็น "การเชื่อมโยงความคิด-ความรู้สึก-ความรู้ความเข้าใจสู่ลำดับการวางแผนงาน" พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นตามประสบการณ์ทางคลินิกผ่าน SDT หรือ Script Concordant Test ดังเช่น ประสบการณ์ของนักศึกษาในการลงชุมชนแบบจิตอาสาต่อกรณีศึกษาผู้สูงวัย Post-Stroke Depression ที่ทั้งอาจารย์และนักศึกษาควรสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นเหตุและผลทั้งผลกระทบของโรคและผลการรักษาทางเลือกต่างๆ 

3. อีกกรณีศึกษาที่นักศึกษาได้สัมภาษณ์เพื่อนนศ.ทันตะ ก็น่าสนใจ และโชคดีที่เราสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงแนวทางการจัดการความเครียดของคุณหมอฟันนำมาวิเคราะห์สังเคราะห์การจัดการความเครียดที่สัมพันธ์กับการเรียนกับความคาดหวังในการประกอบอาชีพหมอฟันผ่านมุมมองนักกิจกรรมบำบัดได้ดีต่อใจ

4. อีกกรณีศึกษาที่กักตัวอยู่บ้านและพบว่า "ไม่รู้จะทำอะไร" อยู่กับกิจกรรมเดิมๆ หาทางออกผ่านการเล่นเกมส์ก็รับรู้สึกถึงการจัดการเวลาที่ไม่มีความหมาย" เมื่อลองค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ก็ทำให้เรียนรู้การสงวนพลังงานต่อการจัดการความล้าทางอารมณ์/ร่างกายหลังไม่มีโอกาสได้ออกนอกบ้านเข้าร่วมทำกิจกรรมทางสังคมในช่วงโควิด นักกิจกรรมบำบัดจะได้ลงลึกถึงกระบวนการจัดการความคิดบวกมากขึ้น

5. สุดท้ายเมื่อมีกรณีศึกษาบ่นว่าเบื่อและต้องการค้นหาแนวทางของกิจกรรมบำบัดต่อการใช้ชีวิตให้จิตแจ่มใสไร้กังวลในช่วงโควิด ท้าทายให้นักกิจกรรมบำบัดต้องค้นคว้าเพิ่มเติมถึงสถิติของคนทำงานที่เบื่อแล้วหาทางออกอย่างไร น่าสนใจว่าเมื่อเราเบื่อเราจะมีการปรับตัวของกิจกรรมการดำเนินชีวิตให้มีความคิดสร้างสรรค์เองโดยธรรมชาติอีกด้วย 

    บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



    ความเห็น (0)