ความคิดที่ว่ามีคนเอารัดเอาเปรียบ เราก็ต้องให้ ต้องเสียสละออกไปเช่นเดียวกัน

ย้อนกลับไปในหลาย ๆ บันทึกข้าพเจ้าจะเน้นคำว่า "ให้" และ "การเสียสละ" ซึ่งเป็นการให้และการเสียสละอย่างเต็มที่ เต็มร้อย...

ถ้าหากจะว่าด้วยเรื่องเศรษฐศาสตร์ ก็จะมีคีย์เวิร์ดที่สำคัญคือคำว่า "อุปสงค์ (Demand)" และ "อุปทาน (Supply)" ซึ่งแปลความหมายง่าย ๆ ก็คือ "ได้" และ "เสีย"

เราต้องเสียสิ่งหนึ่ง เพื่อได้มาซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง...อันจะต้องวนเวียนอยู่กับคำว่า "กำไร" หรือ "ขาดทุน" 

เมื่อมีได้ ก็ต้องมีเสีย ซึ่งจะไม่มีคำว่าเสมอภาคอย่างแท้จริง...

แต่หลักการทางพุทธศาสนาตามหลักไตรสิกขาเบื้องแรกสอนเรื่อง "ทาน" นั่นก็คือ "การให้" แต่ถ้าจะให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของการให้ ต้องให้อย่างไม่หวังผลตอบแทนแม้แต่คำว่า "บุญ" และ "กุศล"


ถ้าเราให้เพื่อหวังผลตอบแทนเราก็เท่ากับเรานั้นเป็นเพียงแค่ "นายทุน" ฉันใดก็ฉันนั้น หากเราทำทานเพื่อหวังบุญก็เท่ากับเราเป็น "นายทุน" เช่นเดียวกัน

มีน้อยก็อยากได้มาก ให้ร้อยก็อยากได้พัน หมื่น แสน ล้าน หรือหลายสิบ หลายร้อย หลายพันล้าน...

การถวายสังฆทานมีค่ายิ่งกว่าการได้ถวายทานแด่พระอรหันต์สาวก หรือแม้แต่ถวายโดยตรงแด่พระพุทธเจ้า เพราะการถวายแบบจำเพาะเจาะจงย่อมได้อานิสงส์น้อยกว่าการถวายของส่วนรวมแด่คณะสงฆ์ และมหาชนทั้งผอง

ดังนั้น... การให้จึงต้องเริ่มต้นจากการให้ "ใจ" ที่ไร้ซึ่งผลประโยชน์ใด ๆ ตอบแทน

บางท่านก็คิดว่าหากเรามีแต่ให้คนอื่น ชีวิตเราจะอยู่อย่างไร เพราะใคร ๆ ก็จ้องแต่คอยเอารัดเอาเปรียบ

ความคิดที่ว่ามีคนเอารัดเอาเปรียบ เราก็ต้องให้ ต้องเสียสละออกไปเช่นเดียวกัน

หากเรามีความคิดเห็นที่ถูกต้อง มีความเข้าใจที่ถูกต้อง การให้ทาน การเสียสละ การประพฤติปฏิบัติของเราก็ต้องถูก

ผู้ให้ ผู้เสียสละ คือผู้มีปัญญา เมื่อเรามีปัญญาแล้วเราก็ต้องนำปัญญานั้นมาให้ มาเสียสละ

หากชีวิตของเรามีแต่ให้ มีแต่เสียสละ ชีวิตของเรานั้นก็จะได้เข้าถึงแก่นแท้ของเศรษฐศาสตร์แห่งพุทธศาสนาอย่างแท้จริง...