จุดเหมือนระหว่าง มทส.และ พระจอมเกล้าธนบุรีคือ ต่างเป็นมหาวิทยาลัยส่วนจุดต่างคือ มทส.เป็นองค์กรเกิดใหม่สามารถวางโครงสร้างและกติกาต่าง ๆได้ง่าย ในขณะที่พระจอมเกล้าธนบุรีมีเงื่อนไขต้น(Initial Conditions) และขีดจำกัด(Boundary Conditions)ประมาณ 40 ปี

การเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น

การเรียนรู้จากองค์กรไทย
          ระหว่างพ.ศ. 2535-2541 อาจารย์หริสได้สร้างทีมศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่จะประกอบเป็นร่างพระราชบัญญัติ มจธ.และระเบียบหลัก 3 กลุ่มของมหาวิทยาลัย ได้แก่

  1. ด้านวิชาการ
  2. ด้านบุคคล
  3. ด้านงบประมาณการเงินและทรัพย์สิน

           ศึกษาทั้งจากองค์กรในประเทศและจากต่างประเทศ


          มีคณะทำงาน 7 ชุด เพื่อดำเนินการดังนี้

  1. กลุ่มแผนงานและบริหารงานบุคคล
  2. กลุ่มการเงินทรัพย์การเงินและพัสดุ
  3. กลุ่มเชิงบริหาร
  4. กลุ่มเชิงวิชาการ
  5. กลุ่มสวัสดิการ
  6. กลุ่มกิจการนักศึกษา และ
  7. กลุ่มบริการสารสนเทศ

          มีคณะทำงานมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลทำหน้าที่บูรณาการให้เกิดภาพรวมโดยมีอาจารย์หริสเป็นประธาน คณะทำงานนมหาวิทยาลัยในกำกับชุดนี้ก็ยังทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน 2545) เพราะมีเรื่องการสร้างกลไกบริหารที่จะต้องทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องบุคคลและเรื่องสวัสดิการ


          ขณะนั้นมีองค์กรในกำกับของประเทศไทยที่เพิ่งเกิดใหม่เพียง
4 องค์กรคือ

  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี-มทส.(พ.ศ. 2533)
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ-สวทช. (พ.ศ. 2535)
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย-สกว. (พ.ศ. 2535) และ
  • สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุขแห่งชาติ-สวรส. (พ.ศ. 2535)

          มทส.และ สวทช.เป็นองค์กรวิชาการและเป็นองค์กรปฏิบัติจึงมีลักษณะคล้ายพระจอมเกล้าธนบุรีในบางลักษณะ

          ในขณะที่ สกว.และ  สวรส. เป็นองค์กรสนับสนุนการวิจัยไม่มีการปฏิบัติ

          จุดเหมือนระหว่าง มทส.และ พระจอมเกล้าธนบุรีคือ ต่างเป็นมหาวิทยาลัยส่วนจุดต่างคือ มทส.เป็นองค์กรเกิดใหม่สามารถวางโครงสร้างและกติกาต่าง ๆได้ง่าย ในขณะที่พระจอมเกล้าธนบุรีมีเงื่อนไขต้น(Initial Conditions) และขีดจำกัด(Boundary Conditions)ประมาณ 40 ปี

          จุดเหมือนของ สวทช.และ พระจอมเกล้าธนบุรีคือ ต่างเป็นองค์กรวิชาการ  มีพันธกิจด้านวิจัยบริการเหมือนกัน แต่สวทช.ไม่ใช่มหาวิทยาลัย

          อย่างไรก็ตามการคิดเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของพระจอมเกล้าธนบุรีได้แนวแบบมาจาก มทส.และ สวทช. พอสมควรนอกจากนั้นได้การสนับสนุนจากผู้บริหารของทั้งสององค์กรคือ อาจารย์วิจิตร ซึ่งเป็นอธิการบดี มทส. อาจารย์ยงยุทธ เป็น ผู้อำนวยการ สวทช.

          อีกประการหนึ่งในช่วงนั้นอาจารย์อาวุโสของพระจอมเกล้าธนบุรีได้ไปร่วมก่อตั้งและบริหารองค์กรของ สวทช.ด้วย ได้แก่ อาจารย์หริส เป็นผู้อำนวยการ MTEC อาจารย์ปัญญา ศรีจันทร์ เป็นรองผู้อำนวยการ MTEC อาจารย์ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ เป็นรองผู้อำนวยการและต่อมาเป็นผู้อำนวยการ BIOTEC อาจารย์มรกต ตันติเจริญ เป็นรองผู้อำนวยการ BIOTEC และผมเป็นรองผู้อำนวยการ NECTEC พวกเราจึงเห็นว่า สวทช.ในฐานะองค์กรในกำกับที่เกิดใหม่เป็นอย่างไร

การเรียนรู้จากองค์กรต่างประเทศ
          พระจอมเกล้าธนบุรีได้ศึกษาการวางรูปแบบของการบริหารจาก
องค์กรต่างประเทศได้แก่ Michigan State University (เคยมีอดีตอธิการบดีมาให้คำแนะนำ) MIT (โดยการสนับสนุนของมูลนิธิศึกษา-พัฒน์) และมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย(โดยโครงการ Thai University Administrator Shadowing-TUAS ของทบวงมหาวิทยาลัย)


          ความสัมพันธ์กับ MIT มีค่อนข้างสูงและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยบทบาทของอาจารย์หริสและศิษย์เก่าMITในประเทศไทยที่ต้องการสร้างมหาวิทยาลัยไทยที่ดี เรามองว่า MIT เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก  รูปแบบโครงสร้างและระบบบริหารควรให้แนวคิดแก่พระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเล็ก โฟกัสและต้องการเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ติดตาม ความพยายามจนสำเร็จ   ตอนต่อไป....