การเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น
การเรียนรู้จากองค์กรไทย
ระหว่างพ.ศ. 2535-2541 อาจารย์หริสได้สร้างทีมศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่จะประกอบเป็นร่างพระราชบัญญัติ มจธ.และระเบียบหลัก 3 กลุ่มของมหาวิทยาลัย ได้แก่
- ด้านวิชาการ
- ด้านบุคคล
- ด้านงบประมาณการเงินและทรัพย์สิน
ศึกษาทั้งจากองค์กรในประเทศและจากต่างประเทศ
มีคณะทำงาน 7 ชุด เพื่อดำเนินการดังนี้
- กลุ่มแผนงานและบริหารงานบุคคล
- กลุ่มการเงินทรัพย์การเงินและพัสดุ
- กลุ่มเชิงบริหาร
- กลุ่มเชิงวิชาการ
- กลุ่มสวัสดิการ
- กลุ่มกิจการนักศึกษา และ
- กลุ่มบริการสารสนเทศ
มีคณะทำงานมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐบาลทำหน้าที่บูรณาการให้เกิดภาพรวมโดยมีอาจารย์หริสเป็นประธาน คณะทำงานนมหาวิทยาลัยในกำกับชุดนี้ก็ยังทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน 2545) เพราะมีเรื่องการสร้างกลไกบริหารที่จะต้องทำงานต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องบุคคลและเรื่องสวัสดิการ
ขณะนั้นมีองค์กรในกำกับของประเทศไทยที่เพิ่งเกิดใหม่เพียง
4 องค์กรคือ
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี-มทส.(พ.ศ. 2533)
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ-สวทช. (พ.ศ. 2535)
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย-สกว. (พ.ศ. 2535) และ
- สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุขแห่งชาติ-สวรส. (พ.ศ. 2535)
มทส.และ สวทช.เป็นองค์กรวิชาการและเป็นองค์กรปฏิบัติจึงมีลักษณะคล้ายพระจอมเกล้าธนบุรีในบางลักษณะ
ในขณะที่ สกว.และ สวรส. เป็นองค์กรสนับสนุนการวิจัยไม่มีการปฏิบัติ
จุดเหมือนระหว่าง มทส.และ พระจอมเกล้าธนบุรีคือ ต่างเป็นมหาวิทยาลัยส่วนจุดต่างคือ มทส.เป็นองค์กรเกิดใหม่สามารถวางโครงสร้างและกติกาต่าง ๆได้ง่าย ในขณะที่พระจอมเกล้าธนบุรีมีเงื่อนไขต้น(Initial Conditions) และขีดจำกัด(Boundary Conditions)ประมาณ 40 ปี
จุดเหมือนของ สวทช.และ พระจอมเกล้าธนบุรีคือ ต่างเป็นองค์กรวิชาการ มีพันธกิจด้านวิจัยบริการเหมือนกัน แต่สวทช.ไม่ใช่มหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตามการคิดเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของพระจอมเกล้าธนบุรีได้แนวแบบมาจาก มทส.และ สวทช. พอสมควรนอกจากนั้นได้การสนับสนุนจากผู้บริหารของทั้งสององค์กรคือ อาจารย์วิจิตร ซึ่งเป็นอธิการบดี มทส. อาจารย์ยงยุทธ เป็น ผู้อำนวยการ สวทช.
อีกประการหนึ่งในช่วงนั้นอาจารย์อาวุโสของพระจอมเกล้าธนบุรีได้ไปร่วมก่อตั้งและบริหารองค์กรของ สวทช.ด้วย ได้แก่ อาจารย์หริส เป็นผู้อำนวยการ MTEC อาจารย์ปัญญา ศรีจันทร์ เป็นรองผู้อำนวยการ MTEC อาจารย์ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ เป็นรองผู้อำนวยการและต่อมาเป็นผู้อำนวยการ BIOTEC อาจารย์มรกต ตันติเจริญ เป็นรองผู้อำนวยการ BIOTEC และผมเป็นรองผู้อำนวยการ NECTEC พวกเราจึงเห็นว่า สวทช.ในฐานะองค์กรในกำกับที่เกิดใหม่เป็นอย่างไร
การเรียนรู้จากองค์กรต่างประเทศ
พระจอมเกล้าธนบุรีได้ศึกษาการวางรูปแบบของการบริหารจาก
องค์กรต่างประเทศได้แก่ Michigan State University (เคยมีอดีตอธิการบดีมาให้คำแนะนำ) MIT (โดยการสนับสนุนของมูลนิธิศึกษา-พัฒน์) และมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย(โดยโครงการ Thai University Administrator Shadowing-TUAS ของทบวงมหาวิทยาลัย)
ความสัมพันธ์กับ MIT มีค่อนข้างสูงและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยบทบาทของอาจารย์หริสและศิษย์เก่าMITในประเทศไทยที่ต้องการสร้างมหาวิทยาลัยไทยที่ดี เรามองว่า MIT เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก รูปแบบโครงสร้างและระบบบริหารควรให้แนวคิดแก่พระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเล็ก โฟกัสและต้องการเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ติดตาม ความพยายามจนสำเร็จ ตอนต่อไป....
มหิดล กับ จุฬา ต่างก็ไหวตัวเตรียมออกนอกระบบเหมือนกันนะคะ ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ของเรา ท่านเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ท่านให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้บ่อยทีเดียวค่ะ
อีกอย่าง คุณภาพของบัณฑิตที่แต่ละมหาวิทยาลัยผลิต น่าจะเป็นเรื่องที่หน่วยงานผู้ใช้บัณฑิตใช้เป็นเครื่องพิจารณายอมรับหรือไม่ยอมรับ มากกว่าจะพิจารณาว่าพวกเขาจบมาจากมหาวิทยาลัยนอกหรือในระบบ นะคะ
หรืออีกนัยหนึ่งคือ การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ไม่ได้รับประกันว่า จะทำให้มหาวิทยาลัยนั้นๆ มีคุณภาพ หรือทำให้บัณฑิตเป็นที่ยอมรับ
ระบบที่ดี แต่ถ้าการบริหารจัดการไม่ดี ผู้นำไม่เก่ง ก็ไปไม่รอดเหมือนกันค่ะ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องปรับระบบนะคะ ทุกสิ่งจะเกื้อกูลกัน เมื่อระบบดี คนดี+เก่ง จะสามารถจัดการให้เข้าที่ได้ง่ายขึ้น ไม่ท้อแท้ล่าถอยไปเสียก่อน ผลผลิตต่างๆ ก็จะดีตามกันมาเองแหละค่ะ