ต้นส้มแสนรัก : เมื่อครอบครัวไม่ใช่ ‘บ้าน’ ที่แท้จริงของลูก

ชายผู้นี้อุ้มฉันนั่งบนตักเพื่ออะไรกันรึ เขาไม่ใช่พ่อฉัน พ่อฉันตายแล้ว มันการาติบาฆ่าเขา (หน้า 244 )

           ต้นส้มแสนรัก เป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่งโดย โจเซ่ วาคอนเซลอส นักเขียนชาวบราซิล ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาโปรตุเกสในชื่อ Meu Pé de Laranja Lima เมื่อปี ค.ศ. 1968 ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า My Sweet Orange Tree เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่สร้างความตราตรึงใจให้กับผู้อ่านจำนวนไม่น้อย เมื่ออ่านวรรณกรรมเรื่องต้นส้มแสนรัก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กทุกคนเป็นแบบเซเซ่ อยากเป็นที่รักและชื่นชมยอมรับ มีที่พึ่งทางกายและใจ แม้ว่าบางครั้งทำผิดพลาด ทุกคนย่อมต้องการได้รับการให้อภัยและโอกาส ผู้ใหญ่อย่างเราก็เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน แต่เมื่อชีวิตของเซเซ่มิได้เป็นเช่นนั้น เขาจึงต้องแสวงหาสิ่งที่จะช่วยหลีกหนีความเจ็บปวดของชีวิต โดยใช้จินตนาการสร้างเพื่อนที่เข้าใจและไว้วางใจ จึงก่อเกิดมิงกินโยต้นส้มแสนรัก ในสวนหลังบ้านของเขา สำหรับเด็ก การมีคนที่สามารถไว้วางใจ สามารถเล่าอะไรให้ฟังได้ทุกเรื่องคงดีอยู่ไม้น้อยหากคนเหล่านั้นคือพ่อแม่ของพวกเขาเอง แต่บางครั้งพ่อแม่ก็ไม่สามารถเป็นคน ๆ นั้นให้แก่พวกเขาได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง 

             พ่อของเซเซ่เป็นตัวละครหนึ่งที่แสดงพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อตัวละครเซเซ่เป็นอย่างมาก กล่าวคือ พฤติกรรมของผู้เป็นพ่อมีผลต่อสภาวะทางจิตใจของลูก ทำให้เขาขาดความไว้วางใจต่อครอบครัว พ่อของเซเซ่ยังขาดความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ทำให้เซเซ่มักจะถูกพ่อของเขาตีบ่อยครั้งเพราะความซุกซน และความไม่รู้ ขาดการอธิบายให้เด็กเกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่ตนทำผิดคืออะไร พฤติกรรมดังกล่าวนี้ทำให้เกิดบาดแผลในจิตใจของเซเซ่  เพราะผู้เป็นพ่อใช้วุฒิภาวะของการเป็นผู้ใหญ่ที่มีมากกว่าในการสั่งสอนลูกมาก แทนที่จะทำความเข้าใจธรรมชาติของลูก  เช่น ตอนที่เซเซ่ถูกพ่อตีจากความหวังดีของเขาด้วยการร้องเพลงที่หัดร้องกับอารีโยวัลโด เพื่อช่วยให้พ่อของเขาคลายจากอาการซึมเศร้าจากความผิดหวัง ความไร้เดียงสาทำให้เซเซ่ไม่อาจรู้ได้ว่าเพลงมีเนื้อหาหยาบคาย  พ่อของเซเซ่เลือกที่จะใช้อารมณ์มากกว่าการพิจารณาใช้เหตุผลพูดคุยกับลูกชาย จึงลงมือตีเซเซ่อย่างไม่ทันยั้งมือด้วยความโกรธ เมื่อฉุกคิดได้ก็สายเกินกว่าจะแก้ไข ทั้งนี้ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พ่อของเซเซ่มีพฤติกรรมรุนแรงทางอารมณ์ และลงไม้ลงมือ น่าจะเกิดจากความเครียดและกดดัน เพราะอยู่ในสภาวะตกงานและมีภาระจำนวนมาก เมื่อหางานไม่ได้จึงเกิดความเครียดเก็บกดไว้ และเมื่อถูกกระตุ้นจึงแสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมาผ่านการทุบตีลูกของตนเอง 

               การที่เซเซ่ถูกพ่อทำร้ายแม้บาดแผลภายนอกจะหายดีด้วยระยะเวลา แต่พฤติกรรมดังกล่าวของพ่อนั้นย่อมส่งกระทบต่อความรู้สึกที่มีต่อพ่อที่เปลี่ยนไปจากเด็กที่รักพ่อ พยายามช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อด้วยการรับขัดรองเท้า กลายเป็นความรู้สึกเกลียดอย่างฝังใจจากประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งสะท้อนผ่านบทสนทนาระหว่างเซเซ่และโปรตุก้าว่าเขาคิดจะฆ่าพ่อของตนเอง“ใช่ ฉันจะ ฉันเริ่มทําไปแล้ว ที่ว่าฆ่านั่น ไม่ได้หมายถึงว่าหยิบปืนของบัค โจนส์ แล้วก็เอาไปยิงเขาตูมเดียวตายนั่นหรอก ไม่ใช่ ฉันจะฆ่าเขาในหัวใจของฉันด้วยการหยุดรักเขา แล้ววันหนึ่งเขาก็จะตาย” (หน้า 195) และในตอนใกล้ปิดเรื่องที่เซเซ่แสดงความคิดปฏิเสธความเอาใจใส่จากพ่อที่เขากลับได้รับในตอนที่เขาไม่ต้องการ เพราะเขาได้รับสิ่งนั้นจากโปรตุก้าแล้วว่า “ชายผู้นี้อุ้มฉันนั่งบนตักเพื่ออะไรกันรึ เขาไม่ใช่พ่อฉัน พ่อฉันตายแล้ว มันการาติบาฆ่าเขา...” (หน้า 244 )

               นอกจากนี้ตัวละครที่มีบทบาทต่อเซเซ่เป็นอย่างมาก คือ ตัวละครโปรตุก้า หรือมานูแอล วาลาดาเรส แม้การพบกันครั้งแรกระหว่างเซเซ่และโปรตุก้าจะเป็นความไม่น่าประทับใจของทั้งสอง แต่เมื่อทำความรู้จักกันแล้วโปรตุก้ากลับกลายเป็นคนที่เข้าใจเขามากกว่าคนในครอบครัว ตัวละครโปรตุก้าเป็นตัวละครที่มีลักษณะที่ตัวละครพ่อของเซเซ่ไม่มี นั่นคือความเข้าใจและเอาใจใส่ในตัวเซเซ่ ลักษณะดังกล่าวทำให้เขาเป็นที่รักของเซเซ่เพราะเด็กแม้จะเก่งเพียงใด พวกเขาก็ยังต้องการผู้เป็นที่พึ่งทางจิตใจเช่นกัน  การที่มานูแอลพาเซเซ่ไปหาหมอและพาไปส่งที่บ้าน และยังชื่นชมเขาว่ามีความกล้าหาญ ทำให้เขารู้สึกมีความหมายและลดความคับข้องใจที่มีต่อมานูแอลเมื่อคราวพบกันครั้งแรกจนหมดสิ้น  การได้รับความเข้าใจและมีที่พึ่งพิงทางใจจากมานูแอลเปรียบเสมือนเป็นการเติมเต็มสิ่งที่เขาโหยหามาตลอด และส่งผลต่อพฤติกรรมของเซเซ่ทำให้เขาพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น และเปิดใจมากขึ้นดังเห็นได้จากเซเซ่หอมแก้มมานูแอลแม้เขาจะไม่ใช่คนในครอบครัวของเซเซ่ หรือการขอให้มานูแอลมาเป็นพ่อของเขาแทนพ่อจริง ๆ แม้ตัวละครโปรตุก้าจะไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ แต่กลับกลายเป็นตัวละครที่มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อจิตใจและพฤติกรรมของตัวละครเซเซ่ 

                เมื่อครอบครัวที่เซเซ่มีกลับไม่ใช่ “บ้าน” ที่ให้เขาสามารถพึ่งพิงและยึดเหนี่ยวจิตใจ และหาความ สุขได้  เพราะพ่อแม่เลือกที่จะละเลยลูก เมื่อได้รับความรักและเอาใจใส่จากคนนอกครอบครัวอย่างโปรตุก้า ที่เข้ามาทำให้เขามีความสุขจนกระทั่งกลายเป็นความรักละความผูกพัน เป็นเสมือนบ้านที่พร้อมให้เขาได้อาศัยร่มเงาความรักและเข้าใจที่เขาโหยหามาตลอด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดหากเซเซ่จะรักโปรตุก้ามากกว่าคนในครอบครัวของเขา 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พินิจ literature



ความเห็น (0)