คืนปีเสือ : การจำยอมภายใต้อำนาจที่ผลักไสให้คนร่นถอยสู่ชายขอบ

สามสิบปีก่อนชาวฮาลาถูกย้ายออกมาเบียดเสียดกันอยู่ข้างนอก ทิ้งไร่นา มัสยิดและกุโบร์ไว้ในป่าลึก เรื่องที่ฟาฮัดไม่พอใจก็คือว่า พวกพรรคจีนมลายาคอมมิวนิสต์ทั้งหลายกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติ มีที่ดินทำกินและมีเงินเดือน หมู่บ้านสะดวกสบาย ไปดูชาวฮาลาสิ หลังคาบ้านเกยกัน ไร้ที่ทำกิน (หน้า 338)

             “คืนปีเสือ” เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นจากรวมเรื่องสั้น คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่น ๆ ของ จเด็จ กำจรเดช ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี พ.ศ.2563 แม้จะเป็นเรื่องสั้นเช่นเดียวกับรวมเรื่องสั้น “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” ผลงานที่เคยได้รับรางวัลเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2554 ความโดดเด่นที่ทำให้รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ท้าทายทั้งผู้เขียนเองและท้าทายผู้อ่านที่อาจจะคุ้นชินกับเรื่องแนวสัจนิยมมากก่อน คือ การแหวกขนบการแต่งเดิมของไทย ทั้งจำนวนตัวละคร กลวิธีการเล่าเรื่องคล้ายกับผู้อ่านกำลังฟังเรื่องเล่าชวนให้เกิดความใคร่รู้และติดตามเนื้อเรื่อง การผูกโครงเรื่องอย่างไม่เรียงลำดับสร้างความท้าทายแก่ผู้อ่าน ให้พร้อมแหวกขนบเดิมของวรรณกรรมไปพร้อมกับผู้เขียน และขนาดของเรื่องสั้นมีขนาดยาวแม้จะมีเพียง 11 ตอน ทว่ามีจำนวนหน้ามากถึง 556 หน้า อีกทั้งใช้สัญญะเกี่ยวกับสัตว์ในการสื่อความหมายตลอดทั้งเล่ม เร้าให้ผู้อ่านแสวงหาคำตอบจากเรื่องและทบทวนความเป็นไปของชีวิต

อำนาจ : การผลักไสให้คนร่นถอยสู่ชายขอบ

  หากต้องกล่าวถึงโครงเรื่องของคืนปีเสือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะเล่าได้อย่างครอบคลุมโดยไม่ตกหล่นแม้แต่ประการเดียว เนื่องจากผู้เขียนใช้ลีลาการเล่าเรื่องราวความเป็นจริงของผู้คนผ่านการเล่าเรื่องที่เหนือจริง ผนวกกับใช้ตัวละครที่สร้างจากจินตนาการร่วมด้วย และปล่อยให้เรื่องดำเนินไปอย่างไม่ยึดกับกรอบการเขียนเรื่องสั้นในขนบแบบใด มิได้มีการสร้างปมปัญหาให้ดำเนินเรื่องอย่างเด่นชัดเพียงเรื่องเดียว  จึงทำให้โครงเรื่องเป็นไปแบบไม่มีลำดับแน่นอน เพียงบอกเรื่องได้อย่างคร่าวว่ากล่าวเกี่ยวกับอะไร เพราะสิ่งสำคัญของเรื่องสั้นคือผู้เขียนกำลังจะพาเราเปิดสัมผัสใหม่ แล้วร่วมเดินทางไปพร้อมกับเรื่องที่เล่าอย่างเปิดใจ จึงทำให้เรื่องสั้นเรื่องดังกล่าวมีเอกลักษณ์การเล่าเป็นของตนเอง “คืนปีเสือ” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับฟาฮัดที่ต้องการเรียกร้องให้ตนได้กลับไปยังหมู่บ้านฮาลา หลังจากทางการอพยพคนในหมู่บ้านออกจากพื้นที่เพราะเกรงว่าชาวบ้านจะเข้าร่วมกลุ่มคอมมิวนิสต์เมื่อสามสิบปีก่อน ทว่าผู้ใหญ่เหลาหู่กลับนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว ขณะเดียวกันเกิดเรื่องเสือประหลาดฆ่าผู้คนในพื้นที่  ฟาฮัดจึงอาสาออกไปล่าเสือ ด้วยข้อตกลงกับผู้ใหญ่เหลาหู่เรื่องการช่วยเหลือให้ชาวฮาลาได้กลับไปยังบ้านเกิด การล่าเสือให้ความหวังแก่ฟาฮัดแต่ท้ายที่สุดไม่มีอะไรเป็นตามความคาดหวังเพราะหมู่บ้านกลายเป็นพื้นที่ของเขื่อนและอุทยานไปเสียแล้ว

          คืนปีเสือ ใช้การเปิดเรื่องด้วยการบรรยายถึงตัวละครหลักของเรื่องและเป็นผู้ดำเนินเรื่องราวตลอดเรื่อง คือ ผู้ใหญ่เหลาหู่ โดยบรรยายถึงเรื่องราวที่เกิดในลำดับตอนท้ายของเรื่องก่อนว่าคืนสุดท้ายของปีเสือ ผู้ใหญ่เหลาหู่ไม่ได้ร่วมฉลองปีใหม่กับคนในหมู่บ้าน แกไม่ห้ามลูกบ้านอีกแล้ว ใครจะยิงปืนหรือจุดพลุกี่นัดก็ไม่ว่า แต่นั่นแหละ นายกฯ ทหารออกคำสั่งมาแล้วว่าห้ามยิงปืนในคืนปีใหม่  ผู้ใหญ่แอบบินไปนอนเล่นที่ฮานอย แกรักเมืองนั้นตรงที่มันไม่มีประทัดให้จุด ไม่ว่าตรุษจีนหรือเทศกาลไหน คนเวียดนามถูกรัฐบาลทหารห้ามมีอาวุธครอบครอง รวมทั้งสิ่งก่อให้เกิดเสียงดัง อยู่ใต้อำนาจทหารหลายปี คนที่นั่นเปิดเทปเสียงประทัดเวลาตรุษจีน เปิดจอแอลอีดีขนาดยักษ์ฉายภาพลูกประทัดหมื่นนัดดังรัว ๆ (หน้า 333) หากอ่านเพียงผิวเผินอาจมองว่าเป็นการสนับสนุนเหตุผลที่ตัวละครเลือกหลีกหนีจากความวุ่นวายในเบตงไปฉลองปีใหม่ที่ฮานอย เมื่อตีความลึกลงไปจะพบว่า การเปิดเรื่องดังกล่าวกล่าวถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์ทั้งสองสถานที่เรื่องการสั่งห้ามยิงปืนด้วยเหตุผลด้านความสงบ การที่ผู้เขียนนำเหตุการณ์ของตัวละครในลำดับท้าย ๆ ของเรื่องขึ้นมาเล่าก่อนร่วมกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ช่วยสะท้อนลักษณะนิสัยของตัวละครผู้ใหญ่เหลาหู่  ผ่านการใช้การกระทำของตัวละครและความคิดเห็นที่ตัวละครที่มีต่อเรื่องการจุดพลุและยิงปืนในเชิงสนับสนุนให้ไม่เกิดขึ้นว่า  แกรักเมืองนั้นตรงที่มันไม่มีประทัดให้จุด (หน้า 333) ซึ่งแสดงให้เห็นลักษณะนิสัย ความคิดนิยมชมชอบความเผด็จการทหารของเหลาหู่ได้เป็นอย่างดี การสร้างตัวละครดังกล่าวสร้างความสนใจให้แก่ผู้อ่านในแง่ของการเริ่มเล่าความรู้สึกนึกคิดของตัวละครเพื่อให้เข้าใจพื้นฐานนิสัยใจคอของตัวละครก่อนจะเล่าพฤติกรรมของตัวละครในส่วนถัดไป โดยอิงเหตุการณ์รัฐบาลมีคำสั่งห้ามให้ครอบครองและใช้อาวุธที่อาจจะอิงจากความเป็นจริงของสังคมหรือไม่ก็ตาม หากแต่ช่วยให้ตีความพื้นฐานความคิดของตัวละคร เสมือนได้เริ่มทำความรู้จักตัวละครหลักไปพร้อมกับการเปิดเรื่องอย่างแยบยล

          ผู้เขียนเริ่มผูกปมจากตัวละครเอกอย่างผู้ใหญ่เหลาหู่ โดยสร้างความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่เหลาหู่กับฟาฮัด ลูกหลานรุ่นที่สามของชาวฮาลา ที่ต้องการทวงถามเกี่ยวกับการย้ายกลับสู่พื้นที่เดิมที่ฟาฮัดพยายามเรียกร้องมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่เหลาหู่ อีกทั้งส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟาฮัดยิ่งคับข้องใจเพราะผู้เหลาหู่ที่เป็นคนจากคอมมิวนิสต์กลับได้รับทั้งอำนาจและที่ทำกิน เห็นได้จากการตัดพ้อของตัวละครฟาฮัดที่มีต่อความไม่เป็นธรรมที่ชาวฮาลาได้รับว่า สามสิบปีก่อนชาวฮาลาถูกย้ายออกมาเบียดเสียดกันอยู่ข้างนอก ทิ้งไร่นา มัสยิดและกุโบร์ไว้ในป่าลึก เรื่องที่ฟาฮัดไม่พอใจก็คือว่า พวกพรรคจีนมลายาคอมมิวนิสต์ทั้งหลายกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติ มีที่ดินทำกินและมีเงินเดือน หมู่บ้านสะดวกสบาย ไปดูชาวฮาลาสิ หลังคาบ้านเกยกัน ไร้ที่ทำกิน (หน้า 338) ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครฟาฮัดที่มีต่อผู้ใหญ่เหลาหู่ที่นิ่งเฉยต่อการใช้อำนาจตนช่วยเหลือเขา กลับเลือกนิ่งเฉยและใช้ไม้อ่อนเข้าสู้อารมณ์ร้อนจากความเดือดเนื้อร้อนใจของฟาฮัด ยิ่งสะท้อนความฟอนเฟะจากการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจที่เลือกใช้อำนาจในสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ตนเพียงเท่านั้น ดังเช่นรัฐบาลที่ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจ จึงทำให้ชาวฮาลาถูกทำให้กลายเป็นอื่นในพื้นที่ดั้งเดิมของตนเอง เป็นการเริ่มปมของเรื่องให้กระทบใจผู้อ่านผ่านความรู้สึกตัวละครได้อย่างจับใจ

              เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นเกี่ยวกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจอย่างไม่คำนึงถึงประชาชนมีลักษณะคล้ายคลึงกับพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่เหลาหู่สั่งคนห้ามยิงปืนและจุดประทัด จนนำไปสู่เหตุการณ์อันเป็นจุดวิกฤติของเรื่อง คือ ในขณะที่ผู้ใหญ่เกิดความสบายใจจากการพยายามหลีกปมด้อยในจิตใจที่ผิดหวังจากการไม่ได้เป็นทหารเพราะถูกรัฐบาลไทยเข้ามาประนีประนอมแลกกับการปรับพรรคใหม่ ชาวบ้านกลับต้องเผชิญการถูกเสือฆ่าตาย  แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ปัญหาที่ชาวบ้านต้องเผชิญกลายเป็นเรื่องที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การใช้กลวิธีการหน่วงเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีก เมื่อนางเอกการแสดงมโนราห์และพระเอกลิเกหายไป พบศพพระเอกลิเกถูกเสือฆ่าตาย และสร้างความกังวลใจแก่ผู้ใหญ่ จนนำไปสู่การตัดสินใจตามล่าเสือของฟาฮัดและผู้ใหญ่เหลาหู่ผ่านข้อตกลงเรื่องการล่าเสือแลกกับการกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านฮาลา  เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่ายด้วยภาษาการเล่าที่กระชับ ใช้กลวิธีการเล่าแบบดำเนินเหตุการณ์แตกต่างจากการเปิดเรื่อง ด้วยการเล่าตามลำดับเวลา ช่วยให้เข้าใจเนื้อเรื่องและปมปัญหาระหว่างตัวละครฟาฮัดและผู้ใหญ่เหลาหู่ โดยเล่าย้อนถึงอดีตและความเป็นมาของการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันของทั้งสอง ช่วยสร้างภูมิหลังให้แก่ตัวละคร เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่ตัวละครกระทำให้เกิดความสมจริงมีเหตุผลรองรับ ทั้งการเรื่องผู้ใหญ่สั่งห้ามยิงปืนเพราะเกิดปมในใจจากการไม่ได้เป็นทหารและออกรบเพราะรัฐบาล ฟาฮัดที่พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ชาวฮาลาเพราะถูกจัดแจงจากรัฐบาลจนกลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน ชี้ให้เห็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างตัวละครทั้งสองส่วนหนึ่งเกิดจากส่วนกลางที่มีอำนาจมากกว่าพวกเขาใช้อำนาจสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เกิดขึ้น ความขัดแย้งของตัวละครทั้งสองจึงเป็นบทสะท้อนสังคมถึงพิษความเหลื่อมล้ำจากโครงสร้างสังคมผ่านปมปัญหาของเรื่องที่มีระหว่างมนุษย์และมนุษย์

              การตัดสินใจตามล่าเสือของผู้ใหญ่เหลาหู่และฟาฮัด ถือว่าเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง ที่ดำเนินไปพร้อมกับปมขัดแย้งระหว่างทั้งสอง ระหว่างทางผู้ใหญ่มีโอกาสได้พูดกับฟาฮัดเรื่องหมู่บ้านฮาลา คำพูดของฟาฮัดที่กล่าวว่า “ผู้ใหญ่ต้องทำตามสัญญา ฉันช่วยล่าเสือแล้ว” (หน้า 377) แสดงถึงแววหวังที่ฉายในคำพูดของเขาอย่างชัดเจน ว่าการล่าเสือจะช่วยสานต่อความหวังที่ไม่เคยรับการใส่ใจ ในทางกลับกันผู้ใหญ่เขาสารภาพความรู้สึกที่มีต่อข้อเรียกร้องของฟาฮัดออกมาอย่างตรงไปตรงมาเรื่องการย้ายกลับสู่ฮาลาว่าเอาจริงนะ กูไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร (หน้า 377) ซึ่งเป็นการเริ่มคลายปมของเรื่องได้อย่างเรียบง่าย และตรงไปตรงมา

             นอกจากนี้ยังสร้างความขัดแย้งในจิตใจของตนเองให้เกิดแก่ตัวละครผู้ใหญ่เหลาหู่ การเดินทางในป่าทำให้เขาเกิดความวิตกกังวลใจ ลึก ๆ เขายังมีความเชื่อว่าฟาฮัดเป็นเสือ จนเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปถึงตอนที่ฟาฮัดพลัดหลงในป่า และคณะเดินทางพบร่างเสือถูกยิง นั่นทำให้เขาเกิดความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเองเกี่ยวกับฟาฮัด ใจหนึ่งเขาคิดว่าฟาฮัดเป็นเสือตัวที่พบร่าง แต่อีกใจเขากลับนึกห่วงฟาฮัด แสดงให้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นผู้ใหญ่เหลาหู่กำลังก้าวผ่านความขัดแย้งในจิตใจของตัวเอง ปมดังกล่าวถูกคลายลงหลังจากเขาได้รับสายโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากฟาฮัด หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ทั้งปมขัดแย้งภายในจิตใจเรื่องผู้ใหญ่คิดว่าฟาฮัดเป็นเสือและปมขัดแย้งระหว่างทั้งสองถูกคลายปม “ตอนที่ผู้ใหญ่กลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง แกคำนวณผลที่จะตามมาแล้ว และได้ผล ฟาฮัดมองผู้ใหญ่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ผู้ใหญ่เองก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่เสือ ฟาฮัดเป็นแค่เด็กหนุ่มห้าว ผู้ใหญ่เองก็เคยห้าวแบบนี้ เรื่องนี้แม้ไม่ทำให้ฟาฮัดก้มหัวให้ แต่มันคงเลิกถามและเลิกขอเรื่องที่แกไม่สามารถช่วยเหลือหรือให้คำตอบได้เสียที อย่างน้อยก็สักพัก” (หน้า 391)

             การปิดเรื่องในเรื่องคืนปีเสือเป็นการปิดเรื่องแบบปลายเปิด โดยบรรยายถึงตัวละครผู้ใหญ่เหลาหู่ ต่อจากเหตุการณ์ที่กล่าวไปตอนเปิดเรื่อง หลังจากหนีไปฉลองปีใหม่ที่ฮานอยและได้พบเพื่อนร่วมอุดมการณ์ต่อต้านเสียงประทัด เป็นศิลปินแห่งชาติที่ทำงานให้แก่รัฐบาลไทยด้วยการบรรยายลักษณะตัวละคร  โดยไม่ได้สรุปว่าท้ายที่สุดแล้วเหตุการณ์สิ้นสุดอย่างไร ไม่ได้เฉลยว่าศิลปินคนนั้นคือใคร แต่ปล่อยให้ผู้อ่านตีความเอง ผู้เขียนใช้กลวิธีการปิดเรื่องที่ไม่สานต่อเรื่องจนจบ การยั่วยุและไม่เฉลยเรื่องราวนั่นทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกค้างคาใจ นับเป็นการปิดเรื่องที่สร้างความท้าทายแก่ผู้อ่านเป็นอย่างมากที่จะสลัดความรู้สึกหลังการอ่านเรื่องสั้นเล่มนี้ออกไปได้จนหมดสิ้น

          ฉะนั้นเมื่อพิจารณาตั้งแต่การเปิดเรื่อง การผูกปม การหน่วงเรื่อง จุดสุดยอด การคลายปม และการปิดเรื่อง ผู้เขียนเรียบเรียงองค์ประกอบได้อย่างลงตัว แม้โครงเรื่องจะซับซ้อน ทว่าไม่ยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจได้ การปล่อยให้เรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ ตามความเป็นไปที่ยากจะคาดเดาเรื่องว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ทิ้งให้ผู้อ่านตีความการใช้สัญญะในเรื่อง การวางโครงเรื่องมีความสมเหตุสมผลสอดรับกับความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของตัวละครได้อย่างแยบคาย  อีกทั้งสะท้อนโครงเรื่องหลักเกี่ยวกับอำนาจรัฐอันบิดเบี้ยวที่ผลักไสให้ผู้คนร่นถอยสู่ชายขอบของสังคมได้อย่างลุ่มลึก

นัยของสัญญะเสือ : การจำยอมภายใต้อำนาจ 

          คืนปีเสือ เป็นเรื่องที่มีแนวคิดหลักสอดคล้องกับโครงเรื่องหลักที่กล่าวไปข้างต้นในการสรุปองค์ประกอบของโครงเรื่อง กล่าวคือ แก่นเรื่องสำคัญเสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐที่เบียดเบียนประชาชน และใช้อำนาจในทางที่เกิดประโยชน์แก่ตน ประชาชนจึงกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐจะเลือกใช้อำนาจเข้าโอบอุ้มและคุ้มครองคนเหล่านี้  “สามสิบปีก่อนชาวฮาลาถูกย้ายออกมาเบียดเสียดกันอยู่ข้างนอก ทิ้งไร่นา มัสยิดและกุโบร์ไว้ในป่าลึก เรื่องที่ฟาฮัดไม่พอใจก็คือว่า พวกพรรคจีนมลายาคอมมิวนิสต์ทั้งหลายกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติ มีที่ดินทำกินและมีเงินเดือน หมู่บ้านสะดวกสบาย ไปดูชาวฮาลาสิ หลังคาบ้านเกยกัน ไร้ที่ทำกิน(หน้า 338) ประโยคดังกล่าวนี้ยิ่งแสดงความเดือดร้อนที่เกิดจากผลกระทบของอำนาจที่กำลังถูกใช้โดยไม่เห็นความสำคัญของประชาชนแต่ประชาชนได้อย่างเด่นชัด ผนวกกับการใช้ตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์อย่าง “เสือ”  เข้าร่วมด้วยยิ่งเป็นการสื่อนัยยะของอำนาจผ่านตัวละครประกอบที่มีส่วนให้เรื่องเกิดความน่าสนใจ และสร้างความเหนือจริงให้แก่เรื่องด้วยการอิงความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับเสือที่มีต่อวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคเอเชียมาขับเคลื่อนให้มีชีวิตจิตใจแบบมนุษย์อย่างสมจริง แสดงให้เห็นนัยของอำนาจที่แฝงกับความเชื่อเรื่องเสือจากนามธรรมสู่รูปธรรม

          เสือโคร่งนับได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของระบบความเชื่อในภูมิภาคเอเชีย และยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเสือโคร่งเบงกอลซึ่งเป็นเสือโคร่งที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นสัตว์ประจำชาติของอินเดีย เสือโคร่งเบงกอลหลวงนั้นยังเป็นสัตว์ประจำชาติของบังคลาเทศ เช่นเดียวกับที่เสือโคร่งมลายูที่เป็นสัตว์ประจำชาติของมาเลเซีย อีกทั้งความเชื่อมโยงระหว่างเหล่าสัตว์ในเกาหลีใต้ ในประเทศเหล่านั้น เสือโคร่งได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณมานานนับพันปี ในแง่จิตวิญญาณ เสือนั้นเป็นตัวแทนของพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และความแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความเชื่อเช่นนี้ได้นำมาประยุกต์เข้ากับการเมืองและในแง่การทหาร เช่นในระหว่างยุคโชซอนของประเทศเกาหลี กองกำลังทหารนั้นจะต้องสวมใส่หนังเสือเพื่อแสดงถึงความเคารพยำเกรงของผู้ใต้บังคับบัญชา และใช้เพื่อแสดงถึงความกล้าหาญ (องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล, 2562)

          ดังนั้นการเลือกใช้ตัวละครเสือให้เข้ามามีบทบาทต่อโครงเรื่องว่า เสือทำฆ่าชาวสวนยางและพระเอกลิเก อีกทั้งการที่ตัวละครเสือจับตัวนางเอกมโนราห์ไปอยู่ด้วย เป็นการจงใจให้เสือกระทำเช่นนี้เพราะผู้เขียนกำลังใช้ความเชื่อเรื่องเสือ สมมติเสือเป็นสัญญะแทนอำนาจที่สูงกว่าคนทั่วไป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แม้ว่าเสือจะฆ่าคนแต่คนกลับไม่มีสิทธิ์ฆ่าเสือ เพราะต้องจำยอมอยู่ภายใต้อำนาจ เช่นเดียวกันกับบางครั้งรัฐใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมแต่ประชาชนไม่มีสิทธิ์ทวงถามความยุติธรรมให้แก่ตนเพราะติดอยู่ในกรอบของการเป็นผู้มีอำนาจน้อยกว่าไม่อาจต่อรองได้ คล้ายกับที่ชาวฮาลาได้รับผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐานจนทำให้พวกเขาไร้รากเหง้าของตน กลายเป็นคนชายขอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ฟาฮัดจะพยายามเรียกร้องก็ไม่เป็นผล เพราะเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีอำนาจอะไรใช้ต่อกร

          จากการพิจารณาเรื่องสั้นเรื่องคืนปีเสือเกี่ยวกับลักษณะตัวละครและสัญญะเกี่ยวกับเสือที่ประกอบในเรื่อง ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลสนับสนุนและมีความสัมพันธ์กับแก่นเรื่องและโครงเรื่อง แสดงให้เห็นว่าเรื่องสั้นเรื่องคืนปีเสือมีองค์ประกอบทั้งโครงเรื่อง แก่นเรื่องและตัวละครที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน โดยผูกเรื่องบนความเชื่อของมนุษย์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่าเกี่ยวกับ “เสือ” ตัวแทนของคนมีอำนาจ ในแง่ของการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง เพื่อเสียดสีและกล่าวถึงความเป็นจริงของสังคม คืนปีเสือจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเรามากด้วยกลวิธีการเขียนที่เล่าความจริงของชีวิตที่มีความเป็นสัจนิยม ผสานกับความเหนือจริงอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นเสน่ห์ให้เรื่องนี้น่าติดตาม และสร้างความตระหนักให้เราเฝ้าระวังภัยจาก “เสือ” รอบ ๆ ตัวเรา

         

รายการอ้างอิง

จเด็จ กำจรเดช. (2563). คืนปีเสือและเรื่องเล่าของสัตว์อื่นๆ. กรุงเทพฯ : ผจญภัย       

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล. (2562). ทำไมเสือจึงถูกผูกกับความเชื่อ. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2563

จาก https://www.wwf.or.th/our_news/our_blog_th/?uNewsID=356065

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พินิจ literature



ความเห็น (0)