การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)

โดยผศ.ดร.อัจฉรา ศรีพันธ์

แนวคิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)

  การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อก้าวข้ามวิธีการแสวงหาความรู้ที่ให้ความสำคัญเฉพาะตัวเนื้อหาและ กระบวนการเรียนรู้แบบเดิม โดยเปลี่ยนแปลงให้เห็นถึงเป้าหมายและคุณค่าของการพัฒนาการเรียนรู้ที่แตกต่าง ครอบคลุมบริบททางสังคมและวัฒนธรรมด้วยวิธีการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ (Perspective Transformation) หรือกรอบความคิด (Paradigm) หรือ กรอบอ้างอิง (Frame of Reference) อันเป็นพื้นฐานของชีวิต ให้เกิดเป็นมโนธรรมสำนึกใหม่บนหลักการที่ถูกต้อง  (Principle -based Conscientization) ด้วยการสะท้อนภายในตนเองเชิงวิพากษ์อย่างใคร่ครวญ (Critical Self-reflection) ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในเชิงเปรียบเทียบ ตามบริบทและประสบการณ์เดิมที่ตนมีและประสบการณ์ใหม่ที่รับเข้ามา (Discourse/Dialogue Interaction)เพื่อนําไปสู่ความเข้าใจในความเป็นตัวตนของตนเอง (Individuation) เกิดเป็นความเชื่อมั่น ความมั่นคงภายใน (Self-esteem) อย่างเห็นคุณค่าและความหมาย ของชีวิต (Meaning Perspective) หรือเป็น กระบวนการสร้าง “ความหมายใหม่” ให้แก่ประสบการณ์เดิมเพื่อชี้นําการกระทำของตนในอนาคต

องค์ประกอบโดยทั่วไปของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)

          1) ประสบการณ์ (experience)

          2) การใคร่ครวญด้วยวิจารณญาณ (critical reflection)

 3) วาทกรรม (รูปแบบ หรือ กรอบแนวคิด) ที่เกิดจากการใคร่ครวญ (reflective discourse)

 4) การกระทำ (action)

กระบวนการของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)

กระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงประกอบด้วย 10 ขั้นตอนดังนี้ (Mezirow, 1991; Mezirow, 2000)

1) การเผชิญและตระหนักถึงภาวะวิกฤต

2) การวิเคราะห์ตรวจสอบตนเอง

3) การประเมินสมมติฐานตนเองเชิงวิพากษ์

4) การตระหนักว่าตนและบุคคลอื่นๆ ก็มีการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดในทํานองเดียวกัน

5) การค้นหาทางเลือกของบทบาท ความสัมพันธ์และแนวทางการปฏิบัติใหม่

6) การพัฒนาแผนปฏิบัติการ

7) การศึกษาหาความรู้และทักษะเพื่อการดำเนินการตามแผน

8) การทดลองปฏิบัติตามแผน

9) การพัฒนาขีดความสามารถและความเชื่อมั่นในตนเองตามบทบาทใหม่

10) การบูรณาการมโนทัศน์ใหม่ให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตอย่างเป็นหนึ่งเดียว

แนวทางในพัฒนาการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง  (Transformative learning network, 2017)

          1) ผู้เรียนตระหนักถึงกรอบแนวคิดของตนเอง เข้าถึงข้อมูล คิดอย่าง Active และสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดหรือจุดยืนของตนเองเมื่อมีข้อมูลที่สนับสนุนมากเพียงพอ

          2) สนับสนุนให้นักศึกษาเกิดจินตนาการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีใหม่ ฯ

          3) จัดบรรยากาศการเรียนการสอนแบบ Active learning มีการเสวนา อภิปราย การสะท้อนคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย สามารถทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่นได้ และยินดีให้ความช่วยเหลือผู้อื่น

          4) วิธีการสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ได้แก่ การเรียนรู้แบบโครงงาน บทบาทสมมติ กรณีศึกษา สถานการณ์/ห้องเสมือนจริง การศึกษาประวัติชีวิตจริง

          5) สื่อการสอน ต้องสามารถท้อนประสบการณ์จริงของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินสถานการณ์ได้ตามความเป็นจริง มองหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ และตัดสินใจแก้ไขปัญหาตามวิธีการที่ผ่านการใคร่ครวญแล้ว

การประยุกต์ใช้การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงในการศึกษาทางการพยาบาล

เยาวลักษณ์  มีบุญมาก, รุ่งทิพย์ ไชยโยยิ่งยงค์ และวิริยา โพธ์ขวาง (2560) นำกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง 10 ขั้นตอนของเมซิโรว์ไปใช้พัฒนานักศึกษาให้เกิดอัตลักษณ์สถาบันคือการบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ดังนี้

          1) การเผชิญและตระหนักถึงภาวะวิกฤตมอบหมายให้นักศึกษานักศึกษาสัมภาษณ์ชีวิตของผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมดูแลสุขภาพไม่เหมาะสม ให้ครอบคลุม 4 ประเด็นได้แก่ การดำเนินชีวิตก่อนป่วย การดำเนินชีวิตหลังป่วย การทำงาน และการดูแลตนเอง จากนั้นเขียนรายงานการชีวิตผู้ป่วย และแผนการพยาบาล จากนั้นครูอ่านรายงานแล้วจับประเด็นสำคัญที่จะอภิปรายกับนักศึกษาโดยใช้คำถาม “อะไร” “อย่างไร” “เพราะเหตุใด” เพื่อให้นักศึกษาได้คิดทบทวน ซึ่งเป็นการให้นักศึกษาคิดหาวิธีการเผชิญปัญหาโดยใช้ประสบการณ์เดิม

          2) การวิเคราะห์ตรวจสอบตนเอง ครูชี้ชวนให้นักศึกษาพิจารณาข้อมูลชีวิตจริงของผู้ป่วย ว่าสอดคล้องกับแผนการพยาบาลที่นักศึกษาวางไว้หรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาประเมินสมมติฐานของตนเอง การที่นักศึกษาคิดตอบคำถามเป็นการสะท้อนคิดตนเอง (self-reflection)

          3) การประเมินสมมติฐานตนเองเชิงวิพากษ์ ครูใช้คำถามให้นักศึกษาได้ประเมินแผนการพยาบาลของตนเองเหมาะสมกับบริบทชีวิตหรือข้อมูลของผู้ป่วยหรือไม่ และสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงหรือไม่

          4) การตระหนักว่าตนและบุคคลอื่นๆ ก็มีการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดในทํานองเดียวกัน หากมีประเด็นของแผนการพยาบาลที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตของผู้ป่วย ครูชี้ประเด็นให้นักศึกษาพูดแสดงความคิดเห็น ทัศนคติ

และความรู้สึกที่มีต่อประเด็นการพยาบาลที่ถูกต้องเหมาะสม และเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง รูปแบบการพยาบาลที่ที่ตนยึดถือมา

          5) การค้นหาทางเลือกของบทบาทความสัมพันธ์และแนวทางการปฏิบัติใหม่ ครูใช้คำถามกระตุ้นการคิดเพื่อให้นักศึกษาพิจารณาข้อมูลของผู้ป่วยที่มีอยู่ว่าการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยสามารถทำอย่างไรได้บางนอกเหนือจากวิธีการเดิมที่นักศึกษาพบเห็นแต่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนี้ และเปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น โดยมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งได้ แต่ไม่วิพากษ์วิจารณ์ รับฟังเพื่อนอย่างตั้งใจ บรรยากาศปลอดภัยที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริง หรือความคิดเห็นที่แตกต่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

          6) การพัฒนาแผนปฏิบัติการ ครูกระตุ้นให้นักศึกษารวบรวมความคิดเห็นที่ได้รับจากเพื่อน ๆ ในกลุ่ม รวมกับการคิดวิเคราะห์ของคนเองแล้ววางแผนการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของผู้ป่วย ในบางประเด็นที่นักศึกษายังมองไม่ออกเพราะขาดประสบการณ์ ครูต้องช่วยเพิ่มข้อมูลให้

          7) การศึกษาหาความรู้และทักษะเพื่อการดำเนินการตามแผนครูให้คำแนะนำนักศึกษาในการแสวงความรู้หรือแหล่งประโยชน์ที่จำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยที่แตกต่างไปจากเดิม รวมทั้งชื่นชมนักศึกษาเมื่อนักศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลง (ครูต้องมีความเป็นมิตร ยอมรับความแตกต่างของนักศึกษา เพราะบรรยากาศที่เป็นมิตรช่วยให้นักศึกษากล้าแสดงความคิดเห็น

          8) การทดลองปฏิบัติตามแผน ครูเปิดโอกาสให้นักศึกษานำแผนการพยาบาลที่ปรับใหม่ซึ่งสอดคล้องกับบริบทและชีวิตของผู้ป่วยไปปฏิบัติ

          9) การพัฒนาขีดความสามารถและความเชื่อมั่นในตนเองตามบทบาทใหม่ ครูให้นักศึกษาได้มีการอภิปราย แสดงความรู้สึก ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำแผนการพยาบาลใหม่ไปปฏิบัติ และชื่นชมนักศึกษาในความสำเร็จ เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาเปลี่ยนแปลงตนเองเรื่องการวางแผนการพยาบาล

          10) การบูรณาการมโนทัศน์ใหม่ให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิตอย่างเป็นหนึ่งเดียว นักศึกษาอาจยังไม่สามารถสะท้อนการพัฒนาการคิดใคร่ครวญ และความตระหนักรู้ในตนเองได้อย่างเต็มที่ ครูจึงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้นักศึกษาคิด เช่น เมื่อก่อนนักศึกษาคิดอย่างไร ตอนนี้คิดอย่างไร และนักศึกษาอยากปฏิบัติอย่างไรในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

เยาวลักษณ์  มีบุญมาก, รุ่งทิพย์ ไชยโยยิ่งยงค์ และวิริยา โพธ์ขวาง. (2560). การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง: การนำไปใช้ในการศึกษาพยาบาล. วารสารการเฉลิมกาญจนา, 4(1), 58-67.