"แม่บอกว่าเป็ดขึ้นสวรรค์ไปแล้วแต่ความจริงมันอยู่บนหลังคา"

เป็ดบนหลังคา : เด็กน้อยในมุมมืดของหลังคา


     คืนปีเสือ และเรื่องเล่าของสัตว์อื่นๆ เป็นหนังสือประเภทรวมเรื่องสั้นที่ไม่เพียงแต่ให้ความเพลิดเพลินและอรรถรสเพียงอย่างเดียว แต่การได้ขบคิดและเติบใหญ่ในโลกแห่งการสร้างสรรค์และจินตนาการของ จเด็จ กำจรเดช เจ้าของรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ปี พ.ศ.๒๕๖๓ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย คืนปีเสือเป็นเรื่องสั้นที่มีขนาดยาวประกอบด้วยเรื่องสั้น ๑๑ เรื่อง มีการสร้างสัญญะโดยใช้สัตว์สื่อความหมายต่างๆ ในการวิจารณ์ครั้งนี้จะเป็นการวิจารณ์เรื่องมีเป็ดบนหลังคา ซึ่งเป็นเรื่องสั้นหนึ่งใน ๑๑ เรื่อง ของหนังสือเล่มนี้

     มีเป็ดบนหลังคามีการเปิดเรื่องโดยการใช้คำพูดที่สัมพันธ์กับชื่อเรื่อง "แม่บอกว่าเป็ดขึ้นสวรรค์ไปแล้วแต่ความจริงมันอยู่บนหลังคา" (หน้า๒๓) ซึ่งเป็นกลวิธีเปิดเรื่องที่น่าสนใจและสามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยว่าความจริงแล้วเป็ดนั้นขึ้นสวรรค์ไปแล้วหรือจริงๆ มันอยู่บนหลังคากันแน่ ด้วยประโยคที่ผู้แต่งใช้ในการเปิดเรื่องนี้ทำให้เนื้อเรื่องน่าติดตามและทำให้ผู้อ่านต้องการที่จะค้นหาความจริงต่อไป การเปิดเรื่องเช่นนี้จึงสามารถดึงดูดผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

     ในส่วนของการดำเนินเรื่องในเรื่องนี้ ผู้แต่งดำเนินเรื่องได้รวดเร็ว กระชับและไม่น่าเบื่อ มีการดำเนินเรื่องย้อนอดีตบ้าง ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจภูมิหลังของปมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีการเล่าเรื่องแบบความจริงสลับกับความฝันโดยมีตัวละครผมเป็นผู้เล่าเรื่อง ผู้แต่งใช้ความเป็นเด็กที่มีความไร้เดียงสาที่ต้องการความรักความเอาใจใส่มาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ความสงสารและเข้าใจความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวของตัวละครผม ผู้แต่งยังสามารถเล่าความฝันของตัวละครผมได้เสมือนกับเรื่องจริง ทำให้ผู้อ่านเพลิดเพลินต่อการอ่านมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจจะทำให้ผู้อ่านที่ประสบการณ์ในการอ่านที่ค่อนข้างน้อยอาจเกิดความสับสนในเนื้อเรื่องได้ระหว่างความจริงและความฝัน

     การปิดเรื่องในเรื่องมีเป็ดอยู่บนหลังคามีการปิดเรื่องแบบสุขนาฏกรรม โดยตัวละครสามารถคลายปมความขัดแย้งและสามารถเข้าใจกันได้ในที่สุด ผู้แต่งยังได้ทิ้งประโยคไว้ให้ผู้อ่านได้คิดวิเคราะห์ด้วย “ไข่เป็ดทั้งแปดสีทองอร่าม สะท้อนแสงมลึงเมลืองแวววาวในดวงตาแม่” (หน้า๓๙) ในความจริงของประโยคนี้เป็ดอาจตีความหมายได้ว่าเป็นสัญญะแทนตัวผมที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากพ่อและแม่ยังไม่สามารถทำใจได้กับการที่ตนเสียลูกคนเล็กไป ทำให้ละเลยและลืมดูสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนี้ นั่นคือลูกชายคนโตหรือผม จึงเปรียบได้กับเป็ดที่ออกไข่ทองคำในมุมหลังคา กว่าพ่อและแม่จะรู้ว่าสิ่งที่ต้องใส่ใจตอนนี้คือลูกคนโตก็เกือบจะสายไปเสียแล้ว การปิดเรื่องเช่นนี้เป็นกลวิธีปิดเรื่องที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะสามารถทำให้ผู้อ่านเมื่ออ่านจบแล้วได้ไปขบคิดเรื่องราวต่างๆ ของเรื่อง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงแก่นของเรื่องที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อสารได้ดีมากยิ่งขึ้น

     ปมความขัดแย้งของเรื่องส่วนใหญ่มีสาเหตุมากจากการที่ครอบครัวนี้เสียลูกคนเล็กไปที่เสียไปเพราะโรคไข้เลือดออก ทำให้คนในครอบครัวทำใจไม่ได้กับการจากไปครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ที่จะลุกหนีทุกครั้งเมื่อลูกคนโตพูดถึงน้องหรือพูดถึงเป็ด “ระหว่างกินอาหารค่ำ ผมถามพ่ออีกครั้งว่าเป็ดขึ้นไปทำอะไรบนนั้น แม่อิ่มทันทีที่พูดเรื่องนี้” เพราะแม่คิดว่าเป็ดเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกคนเล็กต้องตายและโกรธพ่อไปด้วย เพราะพ่อเป็นคนนำเป็ดมาให้น้องเลี้ยง ซึ่งแม่เองก็ได้เตือนไปแล้วว่าช่วงนี้เป็นฤดูฝนทำให้ยุงเยอะอาจทำให้เป็นไข้เลือดออกได้ สุดท้ายน้องก็ต้องจากไปเพราะไข้เลือดออก

     ปมความขัดแย้งอีกหนึ่งปม คือปมความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง ลูกคนเล็กและลูกคนโต ซึ่งปมความขัดแย้งนี้ผู้แต่งไม่ได้บอกออกมาโดยตรงเหมือนกับปมของพ่อแม่ แต่ปมความขัดแย้งนี้สามารถรับรู้ได้จากการเล่าเรื่องของผมผู้เป็นพี่ ที่จะมีความอิจฉาน้องและน้อยใจอยู่มากพอสมควรที่พ่อแม่ดูเหมือนจะรักน้องมากกว่า “เมื่อก่อนน้องเข้าไปในห้องทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องขอ พ่อบอกน้องเป็นผู้ช่วยของพ่อ” (หน้า๓๔) ซึ่งการปฏิบัติกับลูกทั้งสองที่ดูไม่เท่าเทียมนี้ทำให้ผมเกิดความอิจฉา เห็นได้จากบางครั้งพี่ก็ชอบจะแกล้งน้องบ้าง “ผมชอบถีบกระทุ้งเตียงแกล้งน้อง ตอนนี้บนเตียงไม่มีอะไรตอบสนอง” (หน้า๒๕) ด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงอาจทำให้ผมเกิดความน้อยใจได้ว่าตนก็เป็นลูกคนหนึ่งเช่นเดียวกับน้อง แต่ทำไมน้องถึงได้รับอภิสิทธิ์ที่มากกว่าตน จึงทำให้เกิดเป็นปมความขัดแย้งของพี่ที่มีต่อน้องโดยปริยาย

     ในส่วนของการหน่วงเรื่องในเรื่องนี้ผู้แต่งสามารถทำได้ค่อนข้างดี ผู้แต่งได้มีการหน่วงเรื่องโดยการให้ตัวละครหนีปัญหาไม่ยอมที่จะหันหน้ามาคุยกับแบบเปิดใจ เห็นได้จากตัวละครแม่ที่มักจะลุกหนีและเกิดอาการไม่พอใจทุกครั้งที่มีการพูดถึงน้องหรือพูดถึงเป็ด พ่อเองก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดเรื่องนี้เช่นกัน “มันแค่ขึ้นไปนอน พ่อวางมือจากงานที่ทำตอบแบบนั้นไม่สมกับเป็นพ่อเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนพ่อคงเล่าเรื่องสนุกๆ” (หน้า๒๔) ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ตัวละครไม่ได้รับการคลายปมปัญหาซึ่งกันและกัน การหน่วงเรื่องนี้ทำให้ผู้อ่านได้ลุ้นตามไปกับตัวละครว่าจะสามารถเข้าใจกันได้หรือไม่ และยังสามารถดึงดูดให้ผู้อ่านติดตามเนื้อเรื่องต่อไปอย่างไม่มีความเบื่อหน่ายอีกด้วย

     ส่วนจุดสุดยอดในเรื่องมีเป็ดบนหลังคา คือตอนที่พ่อขึ้นไปบนหลังคาและได้พบเป็ดกับไข่ทองคำ จุดสุดยอดนี้อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนในเนื้อเรื่องว่าจริงๆ แล้วมีเป็ดอยู่บนหลังคาจริงหรือไม่ ผู้แต่งต้องการใช้เหตุการณ์นี้สื่อถึงลูกคนโต ที่กว่าพ่อแม่จะพบและรู้ว่าเขาคือสิ่งที่มีค่าที่ต้องการความรักและความเอาใจใส่อย่างมากที่สุดในตอนนี้ก็เกือบสายเกินไป เช่นเดียวกับเป็ดที่ไม่มีใครเคยเห็นมันออกไข่ก็คิดว่ามันไม่มีค่าและนำมันไปให้เพื่อนบ้าน กว่าจะรู้ว่ามันออกไข่ได้เช่นเดียวกับเป็ดตัวอื่นก็เกือบเสียไข่ทองคำไปเสียแล้ว

     เมื่อพูดถึงการคลายปมของเรื่องนี้ตัวละครผมเป็นตัวละครที่ทำให้ปมความขัดแย้งต่างๆ ในเรื่อง ได้รับการคลี่คลาย เห็นได้จากผมมักจะเข้าไปชวนคุยเรื่องเป็ด เรื่องน้อง หรือเรื่องอื่นๆ

“ทำไมแม่ไม่อยากให้พูดถึงเป็ด”

“เขาเรียกอะไรล่ะ ความสะเทือนใจ”

“แล้วเราทำอย่างไรครับ เราหลบหรือเดินหนีใช่ไหม” (หน้า๓๕)

ผมพยายามทำให้พ่อและแม่อารมณ์ดีขึ้นและสามารถที่จะทำใจยอมรับกับการจากไปของน้องได้บ้าง จากที่พ่อไม่เป็นอันจะทำอะไรเลยก็สามารถกลับมาทำงานที่ตนรักได้อีกครั้งและเริ่มปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งคู่ “พ่อจะขึ้นไปดูว่าหลังคารั่วตรงไหนบ้าง พ่อสดชื่นและมียิ้มแต้มหน้า” (หน้า๓๗)

     แก่นเรื่องในเรื่องมีเป็ดบนหลังคาก็คงหนีไม่พ้น “ครอบครัว” ซึ่งความหมายของครอบครัวคือการที่กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นทางสายเลือดหรือแบบอื่น ที่คอยให้ความรัก ความห่วงใย อบรมเลี้ยงดูและดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แต่หลังจากอ่านเรื่องมีเป็ดบนหลังคากลับไม่ค่อยเห็นความเป็นครอบครัวของตัวละครในเรื่อง พ่อและแม่ปฏิบัติต่อลูกทั้งสองอย่างไม่เท่าเทียมทั้งตอนที่น้องยังมีชีวิตอยู่และตอนที่น้องจากไปแล้ว ทำให้ลูกคนโตหรือผมเกิดความน้อยใจและอิจฉาน้องตัวเอง “พ่อคงลืมไปแล้วว่าผมยังอยู่ น้องไม่อยู่แล้วแต่ผมยังอยู่” (หน้า๓๖) ทำให้เข้าใจถึงความน้อยใจของลูกที่ลูกพ่อแม่ละเลย เพราะทั้งพ่อและแม่ไม่สามารถที่จะปล่อยวางและทำใจกับการที่ตนเสียลูกคนเล็กไป เสียใจและอาลัยอาวรณ์จนลืมลูกอีกคนไป ที่เขาเองก็เสียน้องของเขาไปเช่นกัน ความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ผมต้องแบกรับไว้คนเดียวมันชั่งโหดร้าย เพราะความจริงแล้วเป็ดไม่ได้อยู่บนหลังคาแต่อย่างใด เป็นผมต่างหากที่อยู่บนหลังคา

     มีเป็ดอยู่บนหลังคาจึงเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์อีกเรื่องหนึ่ง โดยการนำเรื่องจริงของผู้แต่งผสมผสานกับจินตนาการกันอย่างลงตัว และยังให้ข้อคิดในเรื่องครอบครัว การดูแลเอาใจใส่ อยู่กับปัจจุบันและไม่ละเลยสิ่งที่มีอยู่ เพราะสิ่งที่กล่าวมานี้คือสิ่งที่ครอบครัวพึงปฏิบัติต่อกันและกัน กล่าวได้ว่าเรื่องสั้นเรื่องมีเป็ดอยู่บนหลังคาเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรอ่านอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์และเสริมสร้างจินตนาการได้เป็นอย่างดี และยังให้คุณค่าแก่สังคมได้ขบคิดอีกด้วย