๙๒. วันสุกดิบ....


" ความพอเพียงของผมก็มีขีดจำกัด ไม่อยากฟุ้งเฟ้อไปมากกว่านี้ ช่วยลูกเท่าที่จะช่วยได้ ความรู้สึกในใจที่ไม่ได้บอกลูกก็คือพ่อรู้สึกเกรงใจบ้านเจ้าสาว จัดงานที่บ้าน..การเตรียมการ..ก่อนและหลังงานคงเหนื่อยพอสมควร"

          ผมสอนลูกด้วยวิธีปฏิบัติ..ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เน้นย้ำให้ใช้ชีวิตในแบบที่พอดีวิถีพอเพียง คือพอเพียงทั้งวิธีคิดและวิธีทำ ไม่ใช่แค่ดื่มด่ำแบบโหนกระแส จงทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และอย่าทำเป็นเรื่องเล่น แต่ต้องทำอย่างจริงจัง..

  ลูกชายคนโตของผมอายุย่าง ๓๐ ปี เป็นครูโรงเรียนเดียวกันกับผม จึงซึมซับการทำงานในแบบที่ผมเป็น ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน..ผมไม่คาดหวังว่าเขาจะต้องเดินตาม เพราะเชื่อว่าเราเลี้ยงเขาได้แต่ตัว..การให้อิสระทางความคิด จึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

          ปีพ.ศ.๒๕๖๒ ลูกชายบอกผมว่าจะแต่งงาน จากการพบรักครูสาวชาวจังหวัดลำพูน นานกว่า ๓ ปีแล้ว..แล้วไง? ผมถามเพราะไม่คิดจะขัดขวางเส้นทางรักของลูกอยู่แล้ว แต่ตอนนี้..พ่อจะมีเงินสินสอดพอไหม? ก็เท่านั้น

          ยังดีที่ลูกเข้าใจ เงินทองหมดไปกับการส่งเขาเรียน ป.โท. ส่วนคนเล็กก็ยังเรียนไม่จบป.ตรี และยังมีกิจกรรมทางการเกษตรที่ต้องทำให้สำเร็จอีก นั่นก็คือ โคกหนองนาสวนป่าในฝัน..

          เพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา ลูกชายจึงบรรยายสรุปให้ฟัง เพื่อให้ผมผ่อนคลายหายกังวล แบบว่าเขามีเงินเก็บอยู่ส่วนหนึ่ง รบกวนพ่อเพียงเล็กน้อย....

          ขอไปแต่งที่บ้านเจ้าสาว แต่การจัดการในส่วนพิธีการและการตกแต่งสถานที่ให้เป็นเรื่องของบริษัทออร์แกไนเซอร์จัดการ ทำให้ผมนึกถึง..การ์ดเชิญและโต๊ะจีนขึ้นมาทันที

          จำนวนโต๊ะที่ลูกบอกก็ไม่ได้มากมาย แค่ ๓๐ โต๊ะนั้น แต่ผมก็ยังมองว่าเป็นงานเป็นการที่ใหญ่พอสมควร เพื่อเป็นการให้เกียรติฝ่ายเจ้าสาว ว่าอย่างไรก็ต้องว่าตามกัน ขอให้ถูกต้องตามประเพณีและว่าที่พ่อตาแม่ยายพึงพอใจก็แล้วกัน..

          ผมไม่เคยจัดงาน จึงไม่คุ้นเคยกับภาพในจินตนาการ..ว่าจะเป็นอย่างไร? ตอนที่ขึ้นบ้านใหม่ก็มีแต่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเป็นสำคัญ งานบวชลูกก็มีคนมางานไม่ถึง ๑๐ คนและไม่มีการแห่แหนหรือเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งแต่ประการใด

          ลูกถามผมว่าจะแจกการ์ดเชิญใครบ้าง ผมรีบบอกทันทีว่าพ่อแจกการ์ดไม่เป็น ไม่ต้องให้พ่อ เอาแต่ส่วนของลูกเถอะ..เพื่อนครูในโรงเรียนก็ไม่ต้องบอก..เกรงใจเขา..

          ที่สุดแล้ว..ลูกชายก็มารายงานว่าเชิญเพื่อนๆสมัยเรียนป.ตรี และเพื่อนครูอาจารย์ที่เรียนป.โท ตลอดจนเพื่อนครูและผู้บริหารในโรงเรียนเก่าที่บรรจุเป็นครูครั้งแรก

          และในตอนท้าย..ผมต้องอึ้งไปพักใหญ่ เพราะลูกชายมีความปรารถนาดีที่อยากให้ครูและกรรมการโรงเรียนบ้านหนองผือ ไปเที่ยวพักผ่อนภาคเหนือสักครั้ง พ่อช่วยออกค่ารถตู้ได้ไหม?

          ผมคิดในใจ ระดับพ่อนี่หรือ? ลูกขอเพื่องานแต่งงานทั้งทีมีหรือจะให้ไม่ได้..แต่มีเงื่อนไขว่า ลูกต้องจัดการเองทั้งหมด ติดต่อประสานงานเอง อย่าให้พ่อต้องลุยเองนะ พ่องานเยอะ ลูกต้อง วางแผนให้ดีอย่าให้เสียหายมาถึงพ่อ แขกที่ลูกเชื้อเชิญมาทั้งหมด ก็ต้องจัดหาที่พักให้เขาด้วย...

          งานนี้ผมจึงต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายให้ลูกอีกเท่าตัว เพื่อให้ลูกจองห้องพัก แบบที่เหมากันทุกห้องของโรงแรมกันเลยทีเดียว ดูลูกชายจะมีความสุขมากมาย ที่ผมช่วยสนับสนุนช่วยเหลือในส่วนนี้

          ความพอเพียงของผมก็มีขีดจำกัด ไม่อยากฟุ้งเฟ้อไปมากกว่านี้ ช่วยลูกเท่าที่จะช่วยได้ ความรู้สึกในใจที่ไม่ได้บอกลูกก็คือพ่อรู้สึกเกรงใจบ้านเจ้าสาว จัดงานที่บ้าน..การเตรียมการ..ก่อนและหลังงานคงเหนื่อยพอสมควร

          ก่อนเดินทางไป...ตั้งใจไว้เลยว่าจะใช้แรงกายแรงใจช่วยงานบ้านเจ้าสาวอย่างเต็มที่ และพอถึงวันงานจริงๆ...ก็ทำได้อย่างที่คิดไว้..ไม่ได้นิ่งดูดาย ทำตัวเป็นแขกแปลกหน้าแต่ประการใด

          พิธีการและงานเลี้ยง จัดในตอนเช้าถึงเที่ยงของวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ วันก่อนงานที่แถวบ้านผมเรียกว่า“วันสุกดิบ”มื้อเย็นจะมีงานเลี้ยงรับรองแขกบ้านไกลในแบบบุฟเฟ่ต์    

          ผมช่วยจัดสถานที่ตั้งแต่ตอนเช้า เพื่อให้ออร์แกไนเซอร์เข้าทำงานตามจุดต่างๆได้สะดวก จนถึงช่วงเย็นค่ำ ก็ช่วยต้อนรับแขกเหรื่อ ดูแลอาหารการกินมิให้ขาดตกบกพร่อง..

          ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนสนิทของฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาว ส่วนญาติๆของฝ่ายคุณพ่อคุณแม่เจ้าสาว จะเดินทางมาในวันรุ่งขึ้น..เท่าที่ผมสังเกตบ้านเจ้าสาว ก็ไม่ได้บอกใครในละแวกบ้าน ก็คงเป็นเพราะใช้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนกันกับผม

          ในค่ำคืนของวันสุกดิบนี่เอง..ทำให้ผมเข้าใจระบบระเบียบและขั้นตอนการจัดงาน เข้าใจคำว่า..บ้าน..ที่มีความพร้อมและน่าอยู่นั้นเป็นอย่างไร?

          ขณะที่ผมยกโต๊ะเก้าอี้และเก็บกวาด ก็พบว่า.บ้านเจ้าสาว ดูกว้างใหญ่จัดเก็บอะไรก็เป็นระเบียบเรียบร้อยไปหมด ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ..สะอาด..ร่มรื่นมาก..

          ความคิดที่วิ่งแปล๊บเข้ามาชนสมอง มี ๒ อย่าง อย่างแรก..หลังงานต้องทำให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม..อย่างที่สอง ลูกชายของเรา..คงได้แบบอย่างที่ดีในการนำไปใช้เป็นแน่แท้

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓


         

หมายเลขบันทึก: 687361เขียนเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2020 23:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2020 23:05 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี