ครอบครัวบางครั้งก็โหดร้าย: ราคาที่นักเรียนต้องจ่ายเพื่อการประท้วง

นักเรียนที่เข้าชุมนุมวันที่ 2 ตุลาคม ปี 2020 ที่กระทรวงศึกษาฯ ต่างได้แบ่งปันประสบการณ์ที่เลวร้ายจากพ่อแม่ และความคิดเห็นของพวกเขาที่มีต่อขบวนการนักศึกษา

โดยปกติแล้วเยาวชนไทยจะเป็นพวกที่เฉยเมยในทางการเมือง เพราะอยู่ในสังคมที่แบ่งเป็นช่วงชั้นและการจำเป็นต้องยอมตามในสังคมไทย แต่คราวนี้ได้แสดงบทบาทอันสำคัญในการป้องกันไม่ให้เยาวชนได้พบกับกระบวนการประกิตทางสังคมทางการเมืองที่ผู้ใหญ่กระทำในระหว่างเป็นวัยรุ่น  แต่เมื่อเยาวชนเริ่มมีความกระตือรือร้นทางการเมือง แต่ข้อขัดแย้งของครอบครัวได้ทำให้พ่อแม่หยุดการเข้าร่วมทางการเมืองจากพวกเด็กๆไปเสีย

ในเดือนกันยายน กลุ่มกิจกรรมนักเรียนที่เรียกตนเองว่านักเรียนเลวได้ทวีตว่านักเรียนได้เข้าร่วมการประท้วงวันที่ 5 กันยายน หน้ากระทรวงศึกษาได้รับการตอบรับที่ไม่ดีจากครอบครัว กลุ่มนี้กล่าวว่ามีการทำร้ายทั้งทางวาจาและร่างกายจำนวน 20 ครั้ง ซึ่งนักเรียนจะถูกตีหรือขู่ว่าจะไม่ให้ค่าขนมและทางกลุ่มได้ขอบริจาคเพื่อแก้ปัญหาทางการเงินและที่พักให้แก่นักเรียนเหล่านี้

ในการประท้วงวันที่ 2 ตุลาคม ที่หน้ากระทรวงศึกษา ผู้ประท้วงบางคนอายุแค่ 14 และหลายๆคนกล่าวว่าทางครอบครัวให้การสนับสนุน และเห็นด้วยการในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษา และหลายๆคนกล่าวว่าทางครอบครัวไม่อนุญาต และให้ถอนจากการเข้าร่วมทางการเมือง

ราคาที่พวกเขาต้องจ่าย

Rhat อายุ 16 กล่าวว่าเธอมีการโต้เถียงกับแม่ ซึ่งเชื่อว่าคนประท้วงต้องเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น

“ฉันทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บทางร่างกาย แต่มันไม่แย่เท่าไรหรอก มันเป็นเพียงแค่การหวดเท่านั้น ฉันโดนหวดที่หน้า มันคล้ายๆกับว่าแม่โมโหมากที่ฉันออกมาและประท้วงแบบนี้ เธอต้องการให้ฉันเรียนอย่างเดียว สิ่งที่ฉันจะทำต่อไปคือขยันเรียนให้มากกว่านี้ จนไม่มีใครเขาดูถูก เราไปโรงเรียนเพื่อเรียน และไม่มีสิ่งใดมาทำให้เราเขว นี่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ฉันยังไม่เข้าใจอะไรเลย”

เธอเล่าว่าเพื่อนของเธอคนหนึ่งเลวร้ายมากกว่าเธออีก เธอกล่าวว่าเพื่อนของเธอถูกไล่ออกจากบ้าน ไม่ให้เงินค่าขนมเป็นเวลา 2 เดือน และไม่สามารถจ่ายค่าติวพิเศษเพิ่มเติมได้ เธอยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าสถานการณ์ในครอบครัวเธอเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะว่าเธอพยายามที่จะอธิบายให้พ่อแม่ฟังถึงเรื่องตัวอย่างของการทำร้าย และพ่อแม่ของเธอก็ไม่พอใจกับสถานการณ์ระบบการศึกษาในปัจจุบัน

เธอต้องการให้พ่อแม่เข้าใจถึงเด็กๆที่ถูกทำร้ายและล่วงละเมิดในโรงเรียน เธอไม่เห็นด้วยกับความคิดของรัฐมนตรีศึกษาเรื่องการใส่ชุดนักเรียนเพื่อความปลอดภัย นักเรียนหลายคนเบื่อกับการแต่งชุดนักเรียน โดยเฉพาะผู้หญิง ที่ต้องแต่งให้มิดชิดหรือเป็นไปตามข้อจำกัดทางสังคม

เธอยังกล่าวอีกว่าพ่อแม่จะต้องระวังในการเสพสื่อ ที่จะมีข้อมูลผิดจำนวนมากมาทำให้พ่อแม่กังวลหรือลหม่าน

ในขณะที่ F อายุ 17 กล่าวว่า ครั้งแรกทางครอบครัวไม่ห้ามการชุมนุม และถามคำถามแค่ 2-3 คำถามเท่านั้น แต่หลังจากการประท้วงในวันที่ 19 กันยายน เธอก็มีการโต้เถียงขนาดใหญ่กับพ่อแม่ ที่อาศัยแต่คำหยาบคาย

“พวกเขากล่าวว่า ‘หากเธอไปแล้วตาย ยังจะไปอีก’ และห้ามไม่ให้ฉันไป พร้อมกับถามถึงเรื่องเงินจากแม่ หากฉันใช้ภาษาแบบพวกเขา แม่จะพูดว่า “อย่ามาและขอเงินอุบาทว์ๆกับฉันอีกต่อไป” ฉันร้องไห้ออกมา ตอนนั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจฟังแม่ แต่ฉันจำเป็นต้องเอาชีวิตรอด หากฉันมีโอกาส ฉันอยากหนีไป แต่ฉันไม่สามารถ ฉันหนีไปไม่ได้”

F กล่าวว่าเธอเศร้าโศกมาก เพราะว่าเธอเห็นว่าแม่ไม่เห็นใจและความรู้สึกของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอพยายามจะอธิบายเหตุผลของการประท้วง แต่ครอบครัวของเธอก็ไม่สนใจ ดังนั้นเธอจึงเลิกคุยเรื่องทางการเมืองที่บ้านลงเสีย และไม่ให้พ่อแม่รู้ถึงการเข้าร่วมการชุมนุมในครั้งต่อๆไป

“ฉันต้องการมาที่นี่เพื่อพูดถึงเรื่องทางการเมือง ฉันไม่ต้องการจะอยู่แบบนิ่งๆ การนั่งเฉยๆไม่ช่วยให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม่ยังถามฉันว่าทำไมฉันถึงต้องไป และกล่าวอีกว่าจะไม่มีการช่วยเหลืออะไรที่นั่น ฉันจึงถามแม่กลับไปว่าจะให้ไปทำอะไร หากฉันไม่เข้าร่วม ฉันถามแม่ เพราะหล่อนรู้แล้วว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร แม่พูดว่า แม่จะไม่ไป นั่นไม่ใช่เป็นข้อที่ดี ฉันถามหล่อนอีกครั้งว่า หากมันไม่ดี ฉันควรทำอะไร เธอพูดว่าจะอยู่เฉยๆ นั่นเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ยิน เธอบอกกับแม่ว่าโอเค เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันอีก”

นักเรียนอีกคน Nathan อายุ 16 ปี ครั้งแรกพ่อแม่ไม่เชื่อว่าตัวเขาจะไปประท้วง เขากล่าวว่าพ่อแม่ไม่ค่อยสนใจเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชนและทางการเมืองสักเท่าใด แต่สงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังการประท้วงของเยาวชน เขายังกล่าวว่าเขาพยายามจะสื่อสารให้พ่อแม่รู้ถึงการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นในโรงเรียน แต่ดูเหมือนเขาจะทำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะพวกเขานิ่งเงียบ และไม่คุยกับเขาไปเลย ถึงแม้ว่าเขาย้ำแล้วย้ำอีกว่าการประท้วงไม่มีสิ่งใดโหดร้ายแม้แต่น้อย

“ฉันรู้สึกแย่เพราะพวกเขาไม่เข้าใจเรา เพราะเราไปที่นั่นเพื่อกำหนดอนาคตของพวกเราเอง มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราเกิดมาในประเทศ ที่เด็กๆทุกคนอยากไปต่างประเทศ ทำงานต่างประเทศ ทำไมเราถึงไม่มั่นใจว่าประเทศของเรามีทุกสิ่ง มีการพัฒนา และก้าวหน้าบ้างล่ะ? ฉันก็ยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ถึงกล่าวว่าเราสู้ไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้ จริงๆแล้ว เราสู้ด้วยเหตุผล” เขากล่าว

M อายุ 18 กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกในการร่วมประท้วง แต่เธอไม่บอกพ่อแม่ว่ามาทำอะไร เพราะว่าพวกเขาจะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า ครอบครัวของเธอมักจะสื่อสารซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะไม่เห็นด้วยในการประท้วง แต่เธอก็ยังคงไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

เธอกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เราเจ็บปวดได้”

S อายุ 16 ปี นี่เป็นการประท้วงครั้งที่ 2 ของเธอ หลังจากพ่อแม่รู้ว่าเธอไปทำอะไร พ่อแม่ก็สั่งห้ามไม่ให้ไปประท้วงอีก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความคิดทางการเมืองไม่สุดโต่งเลยก็ตาม

พ่อแม่บอกเธอว่ากังวลเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งมันจะยากสำหรับเธอในการหางาน หากนายจ้างรู้ว่าเธอเข้ามามีส่วนร่วมในสถานการณ์ทางการเมือง

แต่ S กล่าวว่าแรงกดดันที่พ่อแม่ให้เธอมาไม่ได้ทำให้เธองดการประท้วงลงไปได้ เธอกล่าวว่ามันเป็นเพียงเสียงในการแสดงจุดยืน หากมีทางเลือก ก็จะทำไปโดยไม่ลังเล

พ่อแม่หลายคนที่เด็กๆในครอบครัวเข้าร่วมประท้วงรู้สึกกังวล หรือไม่ก็คัดค้านขบวนการ อย่างไรก็ตาม มีพ่อแม่อยู่จำนวนหนึ่งที่สนับสนุนให้เด็กๆออกมาพูด และถามไถ่เรื่องการปฏิรูป

Cake อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้น กล่าวว่าพ่อแม่รู้สึกเป็นกังวลและไม่มีความสุขที่เห็นเธอเข้าร่วมการประท้วง เพราะการปรากฏของตำรวจและทหารที่หน้ากระทรวง แต่เธอให้ข้อสังเกตว่า “ยังมีพ่อแม่อยู่ 2 ประเภท หนึ่งคือสนับสนุนพวกเรา เพราะเป็นเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองมาก่อน”

“เรามาที่นี่เพราะความล้มเหลวของระบบการศึกษา ซึ่งมันแย่สุดแย่” เธอกล่าว

แปลและเรียบเรียงจาก

Thidatep Piboon และ Bamaejuri Sokhlet. Family can be cruel: the price students have to pay for protecting.

https://prachatai.com/english/node/8890

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (0)