บันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม(University Social Engagement) นี้ เขียนจากการตีความหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers : Measuring Higher Education’s Role in Economic Development(2012)
บันทึกที่ ๔ นี้ เขียนจากการตีความบทที่ ๕ ของหนังสือ University Industry Government Collaboration for Economic Growth เขียนโดย Laura I. Schultz
ประเทศสหรัฐอเมริกามีประสบการณ์การจัดการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมมาเกือบสี่สิบปี เป็นกลไกดึงพลังสร้างสรรค์ออกมาหนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างได้ผล
จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรมในอเมริกาเกิดขึ้นโดยบังเอิญ (หมายความว่า ไม่มีนโยบายของประเทศสนับสนุน) โดยในปี ค.ศ. 1888 MIT เปิดหลักสูตรวิศวกรรมเคมีเพื่อสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในพื้นที่ ในปี ค.ศ. 1929 University of Washington ในนคร Seattle เปิดหลักสูตรวิศวกรรมการบินหลักสูตรแรกในโลก เพื่อสนองความต้องการของอุตสาหกรรมอากาศยาน ของประเทศ โดยที่บริษัท Boeing มีโรงงานผลิตเครื่องบินอยู่ที่นั่น
แต่ผมเข้าใจว่าความร่วมมือนี้ในเยอรมนี เกิดขึ้นโดยจงใจ คือจงใจให้ระบบอุดมศึกษากับระบบอุตสาหกรรมทำงานด้วยกันเพื่อให้เกิด synergy ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศ ความเข้าใจนี้จะถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ
เรื่องราวในบทนี้ ว่าด้วยเรื่องของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ซึ่งหลายส่วนมีบริบทต่างจากบริบทไทยโดยสิ้นเชิง ผมจึงเขียนบันทึกตอนนี้ด้วยการตีความและย่อความอย่างสุดๆ เขียนแบบลากเข้าสู่บริบทไทยให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ และเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน แต่การทำเช่นนี้ย่อมมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องได้ง่าย ท่านผู้อ่านพึงอ่านด้วยความระมัดระวัง
หน่วยงานที่เป็นพระเอก หรือนางเอกในบทนี้คือ สถาบันวิจัย หรือศูนย์วิจัย UIG (University – Industry – Government) โดยที่รัฐบาลอาจเป็นรัฐบาลกลางของประเทศ หรือรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐ ก็ได้ เป้าหมายหลักของการมี UIG Research Center (UIGRC) ก็คือ การเป็นกลไกหนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และของท้องถิ่น
ตามที่เขาเล่าในบทที่ ๕ ของหนังสือ ฝ่ายริเริ่มก่อตั้ง UIGRC อาจเป็น G หรือ U เพื่อดึงดูดความร่วมมือของ I เข้ามา เพราะ I จะได้รับประโยชน์อย่างจริงจังและในระยะยาว โดยที่ทั้งสามฝ่ายมีความเชื่อร่วมกัน ในคุณค่าของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เดี๋ยวนี้เราเรียกว่า “นวัตกรรม” (innovation) ต่อการทำมาหากินหรือเศรษฐกิจ และบทความนี้ชี้ว่า UIGRC มีผลกระทบต่อพื้นที่ในหลากหลายด้าน
แพล็ตฟอร์มใหญ่ๆ ของ UIG Collaboration มี ๓ platform คือ
- Collaborative Research Center ศูนย์ร่วมมือวิจัย (มหาวิทยาลัย - อุตสาหกรรม - รัฐบาล)
- Research Park อุทยานวิจัย ซึ่งในประเทศไทยเรียกอุทยานวิทยาศาสตร์
- Incubators ศูนย์บ่มเพาะ
ศูนย์ร่วมมือวิจัย (Collaborative Research Center)
เป็นหน่วยวิจัยที่มีนักวิจัยจากหลายสาขา และมักจะจากหลายมหาวิทยาลัย มาร่วมทำงานกัน เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด หรือตัวปัญหา หรือเป้าหมาย มาจากภาคอุตสาหกรรมเอง ฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้สร้าง platform ขึ้นมา
Platform นี้ ริเริ่มโดย National Science Foundation (NSF) ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ในชื่อ CRC (Collaborative Research Center) และราวๆ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ผมเคยไปร่วมประชุมประจำปี เครือข่าย CRC ของ NSF ที่นคร วอชิงตัน ดีซี ได้ตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมความร่วมมือวิจัยและพัฒนานี้ ต่อมาผมได้ไปประชุมและดูงานที่ออสเตรเลีย ที่ใช้โมเดล U-I-G CRC นี้เช่นเดียวกัน เรา (หมายถึง สกว. ในขณะนั้น) ได้นำแนวความคิดนี้มาปรับใช้ในประเทศไทย แต่เราไปได้ไม่สุดเพราะบริบทของมหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรมของไทยยังไม่พัฒนา (mature) เพียงพอ แต่คิดย้อนหลังไป ๒๐ ปี หากผมมีความเข้าใจเท่าในปัจจุบัน สกว. น่าจะสามารถสร้าง platform ของ UIG Research Center นี้ได้
เขายกตัวอย่าง CNSE(College of Nanoscience and Engineering) ของ SUNY ที่ Albany ที่เริ่มในปี ค.ศ. 2001 จากการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐนิวยอร์ก กับบริษัท ไอบีเอ็ม เป็นเงิน ๑๕๐ ล้านเหรียญ เพื่อเป้าหมายหลักสองประการคือ (๑) ดึงดูดนวัตกรเข้ามาในรัฐนิวยอร์ก (๒) พัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีนาโนให้แก่รัฐนิวยอร์ก
Hardware ของ CNSE คือพื้นที่วิจัยสมัยใหม่ด้านนาโนเทคโนโลยีกว่าแปดหมื่นตารางฟุต เป็นห้องปฏิบัติการ clean room ระดับ industrial grade ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
กุญแจความสำเร็จของ CNSE คือการพัฒนาโครงสร้างระบบการจัดการเพื่อให้ความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัยดำเนินไปได้ โดยเป้าหมายระยะแรกคือแก้ปัญหาทางเทคนิคของการผลิด semiconductor
ในช่วง ๑๐ ปี CNSE มีภาคีวิจัยในภาคอุตสาหกรรมถึง ๒๕๐ ภาคี ทั้งในสหรัฐอเมริกาและในต่างประเทศ รวมทั้งภาคีมหาวิทยาลัยทั้งในรัฐนิวยอร์กและต่างรัฐ
ตัว CNSE เอง มีคนทำงาน ๒,๕๐๐ คน ซึ่งเป็นทั้งนักวิจัยอุตสาหกรรม อาจารย์ และนักศึกษา และที่สำคัญ เป็นตัวดึงดูดบริษัทอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งให้ย้ายฐานการผลิต และการจัดการเข้าไปในรัฐนิวยอร์ก
เมื่อประสบความสำเร็จในการหนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ CNSE ก็ค่อยๆ ขยายฐานไปสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ด้าน alternative energy และ nanobiotechnology
รัฐนิวยอร์ก เป็นภาคีหลักในการพัฒนาและสนับสนุน CNSE โดยในช่วงเริ่มต้น เป็นผู้ลงทุน ๕๐ ล้านเหรียญ จากจำนวนทั้งหมด ๑๕๐ ล้านเหรียญ และหลังจากนั้น ก็ได้ให้ทุน matching fund แก่บริษัทที่ต้องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของนวัตกรรมในรัฐนิวยอร์ก สัดส่วนการร่วมลงทุนโดยรัฐนิวยอร์กค่อยๆ ลดลง โดยในปี ค.ศ. 2001 สัดส่วนการลงทุน บริษัท ไอบีเอ็ม : รัฐนิวยอร์ก เท่ากับ ๒ : ๑ แต่สิบปีให้หลัง สามบริษัท (ไอบีเอ็ม ซัมซุง และ อินเทล) ลงทุน ๔,๔๐๐ ล้านเหรียญ รัฐนิวยอร์กลงทุน ๔๐๐ ล้านเหรียญ เป็นสัดส่วน ๑๑ : ๑
เมื่อ CNSE ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ประเด็นผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องหลักอีกต่อไป และประเด็นที่สถาบันอุดมศึกษาทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจก็เด่นชัด รวมทั้งมหาวิทยาลัยก็มีผลงานทางวิชาการเพิ่มขึ้นด้วย
นี่คือตัวอย่างความสำเร็จ ศูนย์ UIGCRC ที่ไม่สำเร็จก็น่าจะมีมาก ดังจะกล่าวในตอน การประเมินผลกระทบ
อุทยานวิจัย (Research Park)
ประเทศไทยเรียก อุทยานวิทยาศาสตร์ เป็นพื้นที่พัฒนานวัตกรรมด้วยทุน ๓ ด้านคือ พื้นที่ เงินทุน และทุนปัญญา คือเป็นกลไกให้ทุนทั้งสามด้านมาบรรจบกัน เพื่อหนุนให้เกิดนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
อุทยานวิจัยรุ่นแรกๆ เกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 1950 ได้แก่ Stanford Research Park, Cornell Business and Technology Park, Research Triangle Park ของรัฐ นอร์ธ แคโรไลนา และมาบูมในช่วงทศวรรษ 1980 หลังมี Bayh-Dole Act ช่วงปี 1951 – 1980 มีอุทยานวิจัยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ๑๔ แห่ง ตัวเลขระหว่างปี 1980 – 2007 คือ ๘๕ มากกว่ากัน ๖ เท่า
เท่าที่ทราบปัจจุบัน อุทยานวิทยาศาสตร์ของไทยมีอยู่ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ๑๔ แห่ง และที่ สวทช. รังสิต อีก ๑ แห่ง อาจมีที่อื่นอีก แต่ผมค้นไม่พบ
เขายกตัวอย่าง RTP(Research Triangle Park) ในรัฐ North Carolina ว่าเป็นอุทยานวิจัยที่ประสบความสำเร็จสูงสุด โดยที่อุทยานวิจัยแห่งนี้บริหารโดยภาคเอกชน แต่มีความเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยอย่างแน่นแฟ้น โดยมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งบุคลากร R&D รับงาน subcontract และให้ความร่วมมือด้านต่างๆ ถึงตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ (สิบปีมาแล้ว) อุทยานวิจัยเป็นที่ตั้งของกว่า ๑๗๐ บริษัท ทั้งบริษัทข้ามชาติ และบริษัท start-up
RTP ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1959 จากการริเริ่มร่วมกันของภาครัฐ ธุรกิจ และมหาวิทยาลัย มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของรัฐ ซึ่งในขณะนั้นอยู่บนฐานเกษตรกรรม เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งทอ ที่เรียกชื่อเป็นสามเหลี่ยมวิจัยก็เพราะพื้นที่นี้ตั้งอยู่ระหว่างมหาวิทยาลัย ๓ แห่ง คือ Duke University, North Carolina State University, และ University of North Carolina
เวลานี้ RTP สนับสนุนอุตสาหกรรมหลายด้าน รวมทั้ง ไบโอเทคโนโลยี เทคโนโลยีทางเลือก นาโนเทคโนโลยี และ IT เขามีตัวเลขผลงานมากมาย แต่ผมขอเว้นไม่ยกมากล่าว
รัฐ นอร์ธ แคโรไลนา ลงทุนเป็นตัวเงินน้อยมาก แต่เอาจริงเอาจังต่อการสนับสนุนการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการดึงดูดบริษัท high-growth, high-tech เข้ามาอยู่ในอุทยาน
อุทยานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย (URP – University Research Park) สร้างงาน และผลกระทบทางเศรฐกิจผ่านบริษัทที่เข้ามาตั้งอยู่ในอุทยาน และมีผลทางอ้อมต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านผลงาน R&D, เกิดบริษัทใหม่, และดึงดูดบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตามหลักฐานผลกระทบจาก URP ที่ได้จากผลงานวิจัยประเมินผลอย่างจริงจัง มีน้อย
ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator)
ที่จริงศูนย์บ่มเพาะก็เป็นอุทยานวิจัยในรูปแบบหนึ่ง ที่มีเป้าหมายจำเพาะที่การบ่มเพาะผู้ประกอบการ หน่วยงานในพื้นที่ลงทุนจัดให้มีศูนย์บ่มเพาะเพื่อสร้างงานในธุรกิจขนาดเล็ก ส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมในท้องถิ่น และและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ
จนถึงปี ค.ศ. 2006 มีศูนย์บ่มเพาะ ๑,๑๐๐ แห่งในสหรัฐอเมริกา เกือบทั้งหมดเป็นกิจการไม่แสวงผลกำไร หนึ่งในห้าลงทุนโดยมหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกนำผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยออกสู่ตลาดผ่านบริษัท start-up
ศูนย์บ่มเพาะในมหาวิทยาลัยให้บริการคล้ายอุทยานวิจัย คือให้บริการพื้นที่ทำงาน ให้โอกาสเข้าถึงอาจารย์ และนักศึกษา และให้การสนับสนุนทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสู่ตลาด นอกจากนั้น ยังอาจมีการสนับสนุนด้านการให้บริการในการจัดการ การฝึกอบรมวิธีทำธุรกิจ การวางแผนธุรกิจ กฎหมาย และอาจมีบริการด้านทุนเริ่มต้นในการทำธุรกิจด้วย
กว่าครึ่งหนึ่งของอุทยานวิจัย มีศูนย์บ่มเพาะของตนเอง
ศูนย์บ่มเพาะที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาคือ ATDC(Advanced Technology Development Center) ของ Georgia Institute of Technology (Georgia Tech) ก่อตั้งปี 1980 โดยเงินของรัฐ จอร์เจีย มีผลงานสร้างบริษัทกว่า ๑๓๐ แห่ง เงินลงทุนมากกว่า ๑ พันล้านเหรียญ
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลหลักฐานน้อยมากที่บ่งชี้ความสำเร็จของศูนย์บ่มเพาะโดยทั่วไป และมีข้อมูลว่าบริษัท start-up ของอาจารย์ Georgia Tech มีอัตราล้มเหลวสูงกว่า และใช้เวลายาวกว่าในการบรรลุความสำเร็จในการก่อตั้งบริษัท เมื่อเทียบกับบริษัท start-up ที่ไม่ได้ดำเนินการโดยอาจารย์ เขาอธิบายว่า น่าจะเป็นเพราะอาจารย์มีงานทั้งด้านวิชาการ และด้านผู้ประกอบการ ไม่สามารถทุ่มเทให้แก่งานประกอบการได้เต็มที่
การประเมินผลกระทบของ UIG Research Center
มีความพยายามของหลายหน่วยงาน ในการประเมินผลกระทบของศูนย์วิจัย UIG ให้ได้ผลการประเมินที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือ แต่ด้วยความที่ศูนย์วิจัย UIG มีความแตกต่างหลากหลายมาก การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขจึงยากมาก และจะไม่นำมากล่าว ณ ที่นี้
ผมติดใจวิธีวิเคราะห์ ผลงานตีพิมพ์ ในหนังสือหน้า ๑๕๒ ที่ประเทศไทยน่าจะนำมาใช้ เป็นการวิเคราะห์เชิง formative assessment เพื่อนำผลไปใช้ในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมต่อ การวิเคราะห์นี้เรียกว่า cluster analysis เพื่อดูว่าผลงานวิจัยตีพิมพ์ บ่งชี้ว่ามีการก่อตัวเพิ่มความเข้มแข็งในเทคโนโลยีใด ที่เป็นที่ต้องการ และ hub ของ cluster นั้น อยู่ที่มหาวิทยาลัยใด
สรุป
ผมตีความว่า สถาบันหรือศูนย์วิจัยที่มหาวิทยาลัยดำเนินการหรือเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อเป้าหมายการผูกพันกับสังคมหรือพื้นที่ เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อพื้นที่ที่ตนตั้งอยู่นั้น ในด้านการจัดการน่าจะมี ๒ แนวที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน แนวหนึ่งคือการจัดการให้มีศูนย์วิจัย ๓ แนวที่กล่าวแล้ว (ศูนย์ร่วมมือวิจัย อุทยานวิจัย และศูนย์บ่มเพาะ) อาจเรียกการจัดการแนวนี้ว่า การจัดการ physical cluster การจัดการอีกแนวหนึ่ง คือการจัดการให้มีการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเป็นกลุ่มก้อนตามลำดับความสำคัญของพื้นที่ เริ่มจาก cluster analysis ของผลงานวิจัยตีพิมพ์ของนักวิชาการในพื้นที่นั้น สำหรับนำมาดำเนินการจัดการส่งเสริมงานวิจัยให้ดำเนินการเป็น cluster ไม่ทำอย่างกระจัดกระจายไร้ทิศทาง
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากประเทศเยอรมนี
วิจารณ์ พานิช
๔ ต.ค. ๖๓