สาระในตอนที่ ๑๐ นี้ ผมตีความจากบทที่ 2 Facilitating Evaluation to Enhance Use ของหนังสือ Facilitating Evaluation : Principles in Practice(2018) เขียนโดย Michael Quinn Patton
สาระสำคัญคือ กระบวนกรต้องมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อทำหน้าที่อำนวยความสะดวกต่อปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์
สมรรถนะหลักของนักประเมินได้แก่ ทักษะในการตั้งคำถามอย่างเป็นระบบ ทักษะในการวิเคราะห์สถานการณ์ ทักษะการจัดการโครงการ ทักษะปฏิบัติการวิชาชีพ ทักษะการใคร่ครวญสะท้อนคิด ในส่วนของสมรรถนะปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล ประกอบด้วยเทคนิคและทักษะในการสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้อง ทักษะในการขจัดและจัดการความขัดแย้ง รวมทั้งเทคนิคและทักษะในการอำนวยความสะดวก (facilitation)
อำนวยความสะดวกแก่การประเมิน (Evaluation Facilitation)
การอำนวยความสะดวกแก่การประเมิน ทำโดยบูรณาการสมรรถนะด้านการอำนวยความสะดวกทั่วไป (Generic Facilitation Competencies) เข้ากับสมรรถนะที่จำเป็นต่อการประเมิน (Essential Evaluation Competencies) นำมาใช้ในการทำหน้าที่กระบวนกร (Facilitator)
ที่จริงสมรรถนะหลักของการอำนวยความสะดวก (กระบวนกร) กับสมรรถนะที่จำเป็นของนักประเมินมีความซ้อนทับกันอยู่มาก ดังแสดงในตาราง
| สมรรถนะหลักของกระบวนกร (IAF, 2017) | สมรรถนะที่จำเป็นของนักประเมิน AEA, 2017) |
| 1.สร้างความสัมพันธ์เชิงร่วมมือกับลูกค้า พัฒนาหุ้นส่วนในการทำงาน ออกแบบเครื่องมือที่จำเพาะเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า จัดการกระบวนการหลายครั้งอย่างมีประสิทธิผล | 1.สมรรถนะเชิงวิชาชีพ โฟกัสสิ่งที่ทำให้นักประเมินมีความจำเพาะเด่นชัดในฐานะนักวิชาชีพ |
| 2. วางแผนกระบวนการกลุ่มที่เหมาะสม กำหนดวิธีการและกระบวนการ และเตรียมพื้นที่และเวลาเพื่อกระบวนการกลุ่ม | 2.สมรรถนะด้านกระบวนวิธี เน้นที่เทคนิคด้านการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น วางกรอบคำถาม ออกแบบการศึกษา การเก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผล และรายงานผล |
| 3.สร้างและธำรงบรรยากาศความร่วมมือ มีทักษะสร้างความร่วมมือ และทักษะสร้างปฏิสัมพันธ์ ยอมรับและให้เกียรติความแตกต่างหลากหลาย สร้างความเป็นทีมเดียวกัน จัดการความขัดแย้ง ปลุกความสร้างสรรค์ของกลุ่ม | 3.สมรรถนะด้านบริบท เน้นทำความเข้าใจสถานการณ์จำเพาะ และสถานการณ์ของการประเมิน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องและผู้ใช้ผลการประเมิน |
| 4.ชี้ทางแก่กลุ่มสู่ผลกระทบที่เหมาะสมและมีประโยชน์ ชี้นำด้วยวิธีการและกระบวนการที่ชัดเจน เอื้อให้กลุ่มมีความชัดเจนเรื่องภารกิจ นำกลุ่มสู่ฉันทามติและผลกระทบที่ต้องการ | 4.สมรรถนะด้านการจัดการ เน้นโลจิสติกส์ เช่นกำหนดและติดตามแผนงาน กำหนดเวลา ทรัพยากร และปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จของการศึกษา |
| 5.พัฒนาและธำรงความรู้ด้านวิชาชีพ มีองค์ความรู้ วิธีการอำนวยความสะดวกแบบต่างๆ และธำรงจุดยืนของวิชาชีพ | 5.สมรรถนะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งเป็นฐานของผลงานของนักประเมิน |
| 6.วางท่าทีเชิงบวกของวิชาชีพ ฝึกการประเมินตนเอง ความรู้ตัว ทำงานอย่างมีความรับผิดรับชอบ มีความเชื่อต่อกลุ่ม และมีความเป็นกลาง | 6.สมรรถนะด้านวัฒนธรรม นักประเมินมีความพร้อมต่อการทำงานร่วมกับหลากหลายกลุ่มในชุมชนที่มีวัฒนธรรมและบริบทที่แตกต่างกัน |
หมายเหตุ IAF = International Association of Facilitators, AEA = American Evaluation Association
หลากสถานการณ์ของ Evaluation Facilitation
หนังสือให้ตัวอย่าง ๗ สถานการณ์ เพื่อแสดงภาพการที่กระบวนกรของการประเมินทำหน้าที่โดยใช้ทักษะด้าน กระบวนการกลุ่ม การต่อรอง การยุติความขัดแย้ง การแก้ปัญหาร่วมกันของกลุ่ม และพลวัตของการตัดสินใจ ได้แก่
- ๑. สถานการณ์ความขัดแย้งด้านการศึกษา ระหว่างครู ผู้บริหารโรงเรียน พ่อแม่ และเจ้าหน้าที่บริหารการศึกษาของรัฐ ที่ตกลงกันไม่ได้ว่า ในการประเมินโรงเรียนควรประเมินบรรยากาศในโรงเรียนหรือไม่ และคำว่าบรรยากาศในโรงเรียนหมายความว่าอย่างไร
- ๒. สถานการณ์ความไม่เห็นพ้องด้านบริการสุขภาพ พยาบาล ผู้บริหารคลินิก ผู้แทนบริษัทประกันสุขภาพ และเจ้าหน้าที่สุขภาพของรัฐ มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการเน้นการป้องกันโรค และในเรื่องความรับผิดชอบของระบบสุขภาพต่อการป้องกันโรค และเห็นไม่ตรงกันว่าจะวัดผลกระทบของมาตรการป้องกันอย่างไร
- ๓. สถานการณ์การพัฒนาบริการสังคม มูลนิธิการกุศลให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาบริการแก่ผู้พิการ เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ ผู้ปฏิบัติงานภาคประชาสังคมเรียกร้องสิทธิของผู้พิการ นักวิจัยด้านความพิการในมหาวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่เห็นพ้องกันเรื่องระเบียบวิธีของโครงการ นักวิจัยต้องการให้ใช้ randomized controlled trial ซึ่งเป็นวิธีการที่แม่นยำที่สุด แต่ผู้ปฏิบัติงานภาคประชาสังคมต้องการให้เคารพสิทธิของผู้พิการ จึงต้องใช้ข้อมูลความเห็นของผู้ใช้บริการ (consumer choice) ไม่เห็นด้วยกับ randomization ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นห่วงว่า เมื่อผลงานวิจัยออกมา และระบุให้รัฐต้องให้บริการแก่ผู้พิการเพิ่มขึ้น รัฐจะไม่มีเงินจ่าย เป็นความท้าทายต่อกระบวนกรของการประเมินที่จะต้อง ทำให้ผู้เกี่ยวข้องที่มีจุดยืนต่างกันมาก บรรลุข้อตกลงในเรื่องการออกแบบการประเมิน และมาตรการช่วยเหลือผู้พิการ
- ๔. วงการป้องกันอาชญากรวัยรุ่น ประกอบด้วยกลุ่มนักจัดการข้อมูลหลายกลุ่มที่มีเทคนิคต่างกัน และต่างกลุ่มต่างทำงาน ไม่ร่วมมือกัน รวมทั้งไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเทคนิควิธีการของตน แต่เรียกร้องให้กลุ่มอื่นเปลี่ยน ทำให้ระบบข้อมูลระดับเมือง รัฐ และประเทศ เข้ากันไม่ได้ นอกจากนั้นยังใช้กระบวนการปกป้องความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกัน รวมทั้งตกลงกันไม่ได้ในเรื่องวิธีการที่จะใช้สำรวจนักเรียนมัธยม เช่นกลุ่มหนึ่งต้องการให้ใช้สเกลเลขคู่ (เพื่อไม่ให้มีค่ากึ่งกลาง) อีกกลุ่มหนึ่งต้องการให้ใช้สเกลเลขคี่ ไม่ชัดเจนว่าข้อขัดแย้งนี้มาจากการประลองกำลังตามปกติ หรือมีที่มาจากความขัดแย้งยาวนาน หน้าที่ของกระบวนกรของการประเมินคือ ทำให้การประเมินนี้มีความน่าเชื่อถือ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
- ๕. โครงการพัฒนาการเกษตรยั่งยืนในเอเซีย ประกอบด้วยเกษตรกรรายย่อย ๓ ราย เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร นักปฐพีวิทยา นักวิชาการเรื่องดิน นักพัฒนาพันธุ์พืช นักอุทกวิทยา นักจัดการแมลงแบบบูรณาการ และนักวิชาการด้านเพศสภาพ มีความเห็นที่ต่างกันเรื่องความยั่งยืน และให้น้ำหนักที่ประเด็นต่างกัน เป็นความท้าทายต่อกระบวนกรของการประเมินที่จะต้องบูรณาการมุมมองที่แตกต่างหลากหลายยิ่งเข้าสู่กรอบของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
- ๖. โครงการจัดการปัญหา HIV/AIDS ในหลายประเทศในอัฟริกา มีฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมมือคือ เอ็นจีโอ จำนวนหนึ่ง มูลนิธิการกุศล ๒ มูลนิธิ องค์การอนามัยโลก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของประเทศที่เข้าร่วม และผู้แทนชุมชน แต่ละฝ่ายมาตามหน้าที่ของหน่วยงานของตน ซึ่งแตกต่างกัน งานจะเริ่มได้เมื่อทุกฝ่ายตกลงกันได้ในเรื่องตัวชี้วัดในการประเมิน และเป้าหมายความรับผิดรับชอบ (accountability target)
- ๗. โครงการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับชุมชน มีคณะทำงานประเมินประกอบด้วย นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่ง บริษัทรับสร้างบ้านจำนวนหนึ่ง ผู้อำนวยการสำนักนายกเทศมนตรี และองค์กรประชาสังคมทำหน้าที่ตัวแทนชุมชน ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าชุมชนต้องการโครงการนี้อย่างมาก แต่ท่าทีของแต่ละฝ่ายไม่ไว้วางใจค่อกัน เคยขัดแย้งกัน และมีลำดับความสำคัญแตกต่างกัน เพื่อให้โครงการดำเนินไปได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำความตกลงเกณฑ์ลำดับความสำคัญของผลงาน ที่บอกว่าโครงการสำเร็จหรือล้มเหลว ผู้ประเมินได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กระบวนกรสร้างความตกลง เพื่อให้เริ่มโครงการได้
สภาพความเป็นจริงตามตัวอย่างทั้ง ๗ ทำให้ผู้ประเมินจำนวนหนึ่งต้องการทำงานโดยไม่ต้องเผชิญความยุ่งยาก โดยตัดผู้เกี่ยวข้องเหล่านั้นออกไปจากการประเมิน เพื่อให้การประเมินไม่ถูกกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์ แต่การดึงฝ่ายต่างๆ เหล่านี้เข้าร่วมในกระบวนการประเมิน โดยมีนักประเมินที่มีความสามารถทำหน้าที่กระบวนกร ผลที่ได้คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของของฝ่ายต่างๆ ความน่าเชื่อถือของการประเมิน และมีการนำผลการประเมินไปใช้
ความต้องการ Facilitation ที่แตกต่างกัน
การประเมินในบางกรณีอาจไม่ต้องการกระบวนกรระดับประสบการณ์สูง เพราะไม่กำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องหลากหลายฝ่ายที่มีผลประโยชน์และความคิดขัดแย้งกันเข้าร่วมในการประเมินโดยตรง
การประเมินโครงการอาจแบ่งตามระดับความต้องการกิจกรรม facilitation ได้เป็นสองกลุ่มคือ การประเมินแบบสนองตอบ (responsive evaluation) กับ การประเมินแบบมีส่วนร่วม (participatory evaluation) หรือแบบร่วมมือ (collaborative evaluation)
การประเมินแบบสนองตอบ นักประเมินทำหน้าที่สัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการฝ่ายต่างๆ อย่างครบถ้วน เพื่อทราบมุมมองและความต้องการของทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน แล้วนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ เป็นผู้ให้ข้อมูลและรับรู้ผลการประเมิน ไม่ใช่ผู้เข้าร่วมในกระบวนการประเมินโดยตรง
การประเมินแบบมีส่วนร่วม หรือแบบร่วมมือ เป็นการประเมินตามในหนังสือ Facilitating Evaluation : Principles in Practice(2018) ซึ่งผู้ประเมิน ที่ทำหน้าที่กระบวนกรด้วย ต้องเตรียมพร้อมต่อการเผชิญสภาพความขัดแย้ง ไม่ไว้วางใจต่อกัน และการมีมุมมองต่อเรื่องที่ประเมินแตกต่างกัน โดยมีขั้นตอนวิธีการทำงานตามที่เล่าแล้วในตอนที่ ๙ ผลที่ได้จะคุ้มเหนื่อย คือ ทำให้ผลการประเมินเป็นที่ยอมรับ และมีการนำไปใช้ประโยชน์
ทำหน้าที่กระบวนกรอย่าง Active, Reactive, Interactive, และ Adaptive
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักประเมินแบบ DE กับกลุ่มผู้ใช้ผลการประเมินโดยตรง (primary evaluation users) เป็นไปในลักษณะ ๔ ประการคือ คล่องแคล่ว (active) ตอบสนอง (reactive) มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (interactive) และ มีการปรับตัว (adaptive) โดยมีรายละเอียดของแต่ละลักษณะตามในตาราง
| ความรับผิดชอบของหน้าที่กระบวนกร | กิจกรรมและกระบวนการที่เกิดขึ้น |
| 1.คล่องแคล่ว |
|
| 2.ตอบสนอง |
|
| 3.ปฏิสัมพันธ์ |
|
| 4.ปรับตัว |
|
หลักการสำคัญของการทำหน้าที่กระบวนกร
มีหลักการสำคัญที่สุดสองข้อ คือ
- ๑. อำนวยความสะดวกให้เกิดปฏิสัมพันธ์คุณภาพสูง ระหว่างผู้ใช้ผลการประเมินโดยตรง และระหว่างผู้ใช้ผลการประเมินโดยตรงกับผู้ประเมิน คุณภาพ ปริมาณ และกาละ ของปฏิสัมพันธ์มีความสำคัญทั้งสิ้น แต่คุณภาพสำคัญที่สุด ปฏิสัมพันธ์มากแต่ไร้สาระ อาจก่อผลร้าย นักประเมินแนว DE ต้องรู้ว่าในเรื่องใดต้องเข้าไปขอให้สมาชิกคนไหนแสดงบท โดยที่ตัวเขาเองก็พอใจที่จะปฏิบัติ โดยต้องตระหนักว่าบุคคลเหล่านี้มีภาระงานในหน้าที่ของตนยุ่งอยู่ตลอดเวลา
- ๒. สร้างความสนใจ และพัฒนาขีดความสามารถในการเข้าร่วมประเมิน นักประเมินแนว DE ต้องหมั่นกระตุ้นความสนใจและคุณค่าของการประเมินให้เป็นกระแสสูงในกลุ่มผู้ใช้ผลการประเมินโดยตรงอยู่ตลอดเวลา วิธีกระตุ้นที่สำคัญที่สุดคือ ให้เขาได้มีส่วนในการประเมิน นักประเมินต้องตระหนักว่าสมาชิกของทีมมาด้วยความเข้าใจและความเห็นคุณค่าของ DE ไม่เท่ากัน นักประเมินจึงต้องมีวิธีทำให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้จากการลงมือทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียนรู้เรื่องการประเมิน จากการเป็นผู้ใช้ผลการประเมิน เรื่องนี้ผมมีความเห็นว่า กระบวนการ DE เป็นกระบวนการเรียนรู้อยู่ในตัวอยู่แล้ว กระบวนกรในกระบวนการ DE พึงเอาใจใส่การอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ผลการประเมินโดยตรงได้ทำความรู้จัก DE ในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๖๓