บันทึกชุด มหาวิทยาลัยผูกพันสังคม(University Social Engagement) นี้    เขียนจากการตีความหนังสือ Universities and Colleges as Economic Drivers : Measuring Higher Education’s Role in Economic Development(2012)  

บันทึกที่ ๒ นี้ เขียนจากการตีความบทที่ ๑ และ ๒ ของหนังสือ    บทที่ ๑ ชื่อ Higher Education and Economic Competitiveness  เขียนโดย Jason E. Lane    บทที่ ๒ ชื่อ The Diversity of University Economic Development Activities and Issues of Impact Measurement  เขียนโดย Thomas Gais and David Wright  

สรุปได้ว่า ในยุคนี้มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่ทั้งภารกิจเดิม (ผลิตบัณฑิต สร้างความรู้ บริการสังคม และทำนุบำรุงวัฒนธรรม ศิลปะ และความดีงาม)    และภารกิจร่วมสร้างผลกระทบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศและแก่พื้นที่ที่ตนรับใช้    โดยภารกิจหลัง มหาวิทยาลัยดำเนินโดยใช้พลังของ “สามประสาน” (triple helix ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน  และภาควิชาการ)    ซึ่งในบริบทไทย เราอาจเพิ่มเป็น “สี่ประสาน” ก็ได้    โดยเพิ่มภาคประชาสังคมในพื้นที่

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อ ๘ ปีที่แล้ว  และใช้ข้อมูลเมื่อ ๑๐ – ๒๐ ปีมาแล้ว เมื่อคำนึงว่ายุคนี้เป็นยุค VUCA (volatile, uncertain, complex, ambiguous) ก็ต้องระวังว่าข้อมูลและความเห็นบางส่วนอาจล้าสมัย     รวมทั้งเป็นข้อมูลของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด    จึงเป็นหนังสือที่เขียนภายใต้บริบทของอเมริกา     ผมจึงอ่านแล้วตีความเข้าหาบริบทไทย     เน้นเฉพาะส่วนที่เป็นหลักการกว้างๆ ที่น่าจะใช้ได้ทั่วไป    เพื่อประโยชน์ของสังคมไทย    ท่านผู้อ่านจึงพึงอ่านอย่างมีวิจารณญาณ อย่าเพิ่งเชื่อง่ายๆ  

เขาอ้างหนังสือ The Competitive Advantage of Nations (1990) เขียนโดย Michael Potter    ที่บอกว่าความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศมาจากการสร้างสรรค์ ไม่ได้มาจากการรับมรดกเดิม    โดยภาคอุตสาหกรรมต้องมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและยกระดับขึ้นไปตลอดเวลา     และที่สำคัญยิ่งคือ นวัตกรรมเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นและธำรงอยู่ภายใต้กระบวนการในพื้นที่นั้นเอง    ข้อความที่เขียนขึ้นเมื่อสามสิบปีที่แล้วชิ้นนี้ เป็นจริงและมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศไทยในปัจจุบัน     เราต้องสร้างนวัตกรรมขึ้นภายในประเทศของเรา และทำให้นวัตกรรมนั้นเติบโตและก่อคุณค่าต่อสังคม    โดยสถาบันอุดมศึกษาต้องเข้าไปเป็นภาคีหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมนั้น   

สามระดับของพัฒนาการด้านความสามารถในการแข่งขัน

พัฒนาการของความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ แบ่งได้เป็น ๓ ขั้นตอนหรือ ๓ ระดับคือ

  • ระดับที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยการผลิต(factor-driven)   เป็นสภาพของประเทศรายได้ต่ำ     เน้นพัฒนาเศรษฐกิจด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  และค่าแรงที่ต่ำ  
  • ระดับที่ขับเคลื่อนโดยประสิทธิภาพ(efficiency-driven)    เป็นสภาพของประเทศรายได้ปานกลาง     มุ่งพัฒนาการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง    ผลิตสินค้าเหมือนๆ กันจำนวนมาก
  • ระดับที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม(innovation-driven)    เป็นสภาพของประเทศรายได้สูง    มุ่งผลิตสินค้า และบริการที่แปลกใหม่ แตกต่างจากที่มีอยู่เดิม   

สถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันต้องมุ่งขับเคลื่อนประเทศ และพื้นที่ที่ตนตั้งอยู่ สู่ innovation-driven economy    ประเด็นสำคัญคือ ต้องไม่ใช่แค่ร่วมสร้างนวัตกรรม  แต่ต้องร่วมนำนวัตกรรมสู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าด้วย    ทั้งนวัตกรรมที่สร้างด้วยตนเอง  และที่สร้างโดยผู้อื่น หรือประเทศอื่น  

บทบาทของอุดมศึกษาต่อความสามารถในการแข่งขัน

บทบาทของมหาวิทยาลัยต่อความสามารถในการแข่งขันมี ๒ ระดับ คือระดับประเทศ กับระดับพื้นที่   

ยุคนี้เป็นยุคที่มหาวิทยาลัยต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเง    ว่าดำรงอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร     มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา บอกว่ามหาวิทยาลัยมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจใน ๔ ด้านคือ

  • พัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต
  • สร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้จ้างงาน   
  • สร้างพลังแก่ชุมชน
  • สร้างประชากรที่มีการศึกษา  

ผมเองมีความเห็นว่า เป้าหมายของการดำรงอยู่ของมหาวทยาลัยไทยในปัจจุบันต้องโฟกัสกว่า ๔ ข้อข้างบน    เพื่อให้เกิดผลกระทบได้อย่างแท้จริง    และสามารถวัดเพื่อพิสูจน์ได้    ไม่ใช่เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ    โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างนวัตกรรมที่มีความหมายต่อพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่   

ยุทธศาสตร์ในการทำหน้าที่สร้างนวัตกรรมให้แก่พื้นที่ มี ๒ แนวทางคือ

  • ร่วมกันสามหรือสี่ประสาน (รัฐ เอกชน ชุมชน มหาวิทยาลัย) สร้าง “พื้นที่นวัตกรรม”    ในลักษณะคล้าย Silicon Valley ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
  • หนุนธุรกิจในพื้นที่  โดยร่วมมือกับแหล่งทุนและธุรกิจใหญ่ในพื้นที่ หนุนให้เกิดกิจการ start-up  

บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างพลังแก่ชุมชน    ในสหรัฐอเมริกามองมหาวิทยาลัยว่าเป็นองค์กร “เสาหลัก” (anchor institution) เพราะมหาวิทยาลัยมีธรรมชาติอยู่ติดพื้นที่    ต่างจากองค์กรธุรกิจอาจย้ายฐานไปอยู่ที่อื่นตามความเหมาะสมของธุรกิจ   

มหาวิทยาลัยมีบทบาทไม่เฉพาะต่อการสร้างแรงงานที่มีการศึกษาเท่านั้น    ยังทำหน้าที่สร้างคนคุณภาพ และคนที่มีจิตใจสูงด้วย     

หลักฐานที่ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจ

ในช่วง ๑๐ - ๒๐ ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ต้องหาหลักฐานมายืนยันคุณค่าของตนต่อสังคม    จึงมีการว่าจ้างการศึกษาผลกระทบของมหาวิทยาลัย    รวมทั้งมีสมาคมและองค์กรการกุศลสนับสนุนการศึกษาผลกระทบดังกล่าวมากมาย   

ขอยกตัวอย่างผลการศึกษาผลกระทบของ Eastern Kentucky University ต่อรัฐเคนตั๊กกี้ และต่อเคาน์ตี้ทั้ง ๒๑ เคาน์ตี้ในรัฐ   ตามรายงานในปี ค.ศ. 2006 ว่าสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ ๕๑๘.๕ ล้านเหรียญ (๘ เท่าของงบประมาณที่รัฐจ่ายแก่มหาวิทยาลัย)   มีส่วนทำให้เกิดการจ้างงาน ๖ พันคน   และสร้างรายได้แก่ครัวเรือนเป็นเงิน ๑๙๒.๑ ล้านเหรียญ    ผมขอเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ตั้งเป้าหมายว่า ในปี ๒๕๖๕ มช. จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศเป็นเงิน ๘ พันล้านบาท   

แต่การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยมีความซับซ้อนมาก     และยังต้องการการพัฒนาวิธีการให้มีความครอบคลุมและแม่นยำอีกมาก    ที่สำคัญสำหรับประเทศไทยคือ ควรมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย   และดำเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยทุกๆ ๒ ปี    รวมทั้งต้องประกาศให้สาธารณชนรับรู้ด้วย    และในช่วงเริ่มต้นรับสมัครมหาวิทยาลัยที่ยินดีเข้าร่วมโครงการและให้ข้อมูลอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา    ต่อไปมหาวิทยาลัยต่างๆ จะเข้าร่วมเอง    เพราะหากไม่เข้าร่วม ก็จะไม่มีโอกาสพิสูจน์ผลงานของตนเองเพื่อสร้างศรัทธาจากสังคม            

มหาวิทยาลัยสร้างผลงานผ่านความร่วมมือ

ความร่วมมือเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าและมูลค่าแก่พื้นที่ต้องมาจาก “สามประสาน” (triple helix)  คือภาคธุรกิจเอกชน  ภาครัฐ และมหาวิทยาลัย    โดยาจเพิ่มภาคที่สี่ เป็น “สี่ประสาน” คือภาคประชาสังคม    โดยภาครัฐแสดงเจตนารมณ์แรงกล้า     เพื่อดึงดูดคนมีความริเริ่มสร้างสรรค์ (creative class) เข้ามาอยู่และทำงานในพื้นที่     จะยิ่งดี หากมี “พี่เลี้ยงชั้นยอด” (super mentor) มาร่วมงานด้วย    โดยมหาวิทยาลัยทำหน้าที่จัดสรรพื้นที่แลกเปลี่ยนไอเดียของฝ่ายต่างๆ อย่างมีเป้าหมายชัดเจน   

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าสาขาวิชาด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ จะไร้ค่าต่อการสร้างนวัตกรรม    เพราะศาสตร์ด้านนี้ทำหน้าที่สร้างคนที่คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดอย่างสร้างสรรค์    สำหรับในบริบทไทย  เราต้องการนวัตกรรมในการสร้าง พื้นที่การทำงานร่วมกันระหว่างคนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการทำงานสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่า เหมาะสมต่อบริบทพื้นที่นั้นๆ   

ในบริบทไทย ความร่วมมือจึงมีทั้งยื่นความร่วมมือออกไปนอกมากมาวิทยาลัย     กับความร่วมมือกันเองในหมู่นักวิชาการต่างสาขา

มหาวิทยาลัยมีบทบาททางเศรษฐกิจ

โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ ที่เป็นรูปแบบล้าหลังคือ  การดึงดูดการลงทุนโดยให้สิทธิพิเศษทางภาษี  ให้สิทธิพิเศษด้านที่ดินและอาคารสถานที่  การจัดอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน และสิทธิพิเศษทางการเงินอื่นๆ    ย้ำว่าวิธีการดังกล่าวไม่ใช้วิธีการที่ฉลาดในยุคปัจจุบัน   

วิธีการที่ชาญฉลาดคือ การอำนวยความสะดวกต่อการคิดไอเดียใหม่  การพัฒนาเทคโนโลยี  กระบวนการ และทักษะ   ซึ่งมหาวิทยาลัยจะมีส่วนสำคัญมาก    มหาวิทยาลัยไทยจำเป็นต้องรีบเร่งพัฒนาสมรรถนะนี้อย่างรีบด่วน    และวิธีที่จะได้ผลที่สุดคือ “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ”   ผ่านการร่วมมือสี่ประสาน    เรียนรู้ที่จะเป็นหน่วยเศรษฐกิจ ในเศรษฐกิจยุคใหม่    ที่เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ หรือฐานนวัตกรรม  

มหาวิทยาลัยมีบทบาททางเศรษฐกิจได้ ใน ๕ สถานะคือ  (๑) ตัวมหาวิทยาลัยเองเป็นหน่วยเศรษฐกิจ (มีการจ้างงาน มีการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่)   (๒) สร้างทรัพยากรมนุษย์  (๓) เป็นพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม  (๔) หนุนธุรกิจ  (๕) เป็นทรัพยากรสู่การสร้างพลังของชุมชน   

พัฒนาทรัพยากรมนุษย์

นอกจากผลิตบัณฑิตสาขาต่างๆ ตามความต้องการของสังคมแล้ว    มหาวิทยาลัยยังมีความยืดหยุ่นคล่องตัวในการจัดการศึกษาหรือฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพตามความต้องการของนายจ้างในพื้นที่ ในหลากหลายรูปแบบ    ทั้งที่มีการออกใบรับรองสมรรถนะ   มีการสะสมเครดิต และอื่นๆ    ซึ่งในปัจจุบันความต้องการ upskill / reskill พนักงานมีสูงมาก    และมหาวิทยาลัยไทยมีข้อจำกัด    องค์กรธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่จึงนิยมสร้าง Academy ขึ้นภายในองค์กรเพื่อทำหน้าที่ยกระดับหรือเปลี่ยนทักษะของพนักงานของตน

หากมหาวิทยาลัยไทยทำงานนี้ในลักษณะสี่ประสาน ก็จะมีโอกาสทำประโยชน์ให้แก่สังคม และหารายได้เข้าสถาบันได้อีกมาก    และยิ่งกว่านั้น ยังเป็นลู่ทางเรียนรู้ของสถาบันและของนักวิชาการอีกด้วย         

วิจัย พัฒนา และนวัตกรรม

เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เขียนบนฐานกระบวนทัศน์เมื่อสองทศวรรษก่อน จึงยังเน้น “วิจัยและพัฒนา”    ในขณะที่สมัยนี้เราเน้นที่ “วิจัยและนวัตกรรม”    ซึ่งกลไกความร่วมมือ สามหรือสี่ประสาน ด้วยกลไกการทำงานแบบหุ้นส่วน (engagement) ตามที่ระบุในหนังสือ มหาวิทยาลัยแห่งอนาคตจะสร้างพลังได้มาก    อย่างไรก็ตาม หนังสือได้แนะนำกลไก ๖ ประการที่มหาวิทยาลัยพึงสร้างระบบให้แข้มแข็ง เพื่อนำผลงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่

  • กลไกถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจเอกชน
  • กลไกบ่มเพาะธุรกิจ และปลดปล่อยออกไปเป็นหน่วยธุรกิจอิสระ
  • กลไกส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการ
  • โครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมนวัตกรรม
  • หุ้นส่วนวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรม    ซึ่งก็คือกลไกสามหรือสี่ประสาน
  • สร้างพื้นที่สำหรับดึงดูดภาคีนวัตกรรม (บริษัท  มหาวิทยาลัย  นวัตกร  ภาครัฐ) เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน    ดังกรณี Silicon Valley ที่แคลิฟอร์เนีย    และ Liangzhu Mengqi Town of Designers             ที่เจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน (๑)  (๒)   Inno-Belt ที่เซี่ยงไฮ้ (๓)  เป็นต้น     

สนับสนุนธุรกิจ

นอกจากสนับสนุนด้วยงานวิจัย มหาวิทยาลัยสามารถสนับสนุนธุรกิจได้ในหลากหลายรูปแบบ    เช่น ให้เข้าใช้ห้องปฏิบัติการ ห้องสมุด อุปกรณ์คอมพิวเตอร์กำลังสูง และศูนย์บ่มเพาะ

การสนับสนุนธุรกิจในยุคปัจจุบัน ควรทำในลักษณะหุ้นส่วน ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์  เช่น

  • สหกิจศึกษา    โดยเฉพาะกรณีนักศึกษาปีท้ายๆ ไปฝึกงานเป็นเวลานาน (internship) และไปช่วยแก้ปัญหาของบริษัทได้ ดังตัวอย่างของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (๔)
  • Talent mobility  ที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในมหาวิทยาลัย ไปสร้างสรรค์นวัตกรรมให้แก่บริษัทเอกชน    ที่เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๓ ผมได้รับคำบอกเล่าที่บริษัท Western Digital บางปะอิน    ว่าโครงการ Talent Mobility ร่วมกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล    อาจารย์ท่านหนึ่งไปทำงานพัฒนาให้แก่บริษัท สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทในระดับ 100X   

ผมมีความเห็นว่า  ควรเปลี่ยนแนวคิด “สนับสนุนธุรกิจ” ไปเป็น “หุ้นส่วนกับธุรกิจ”    คือเปลี่ยนจากมองว่าเป็นกิจกรรมบริการวิชาการ (academic service model)    ไปเป็นกิจกรรมหุ้นส่วนวิชาการ (engagement model)     เรื่องมหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคมนี้ ผมเขียนบันทึกเล่าการไปประชุมและดูงานที่อังกฤษในปี ๒๕๖๐ ไว้ที่ (๕) 

สร้างชีวิตชีวาของชุมชน

หนังสือใช้คำว่า “สร้างชีวิตชีวาของชุมชน” (community vitality)    ซึ่งเหมาะสมมาก    ในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ในปัจจุบัน    ความรู้ในมหาวิทยาลัยสามารถนำไปประยุกต์กับธุรกิจในชุมชนได้อย่างไร้ขีดจำกัด    รวมทั้งเข้าไปร่วมทำงานสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้สารพัดรูปแบบ (๖)  

ลัแษณะของกิจกรรมพัฒนาเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัย

กิจกรรมพัฒนาเศรษฐกิจโดยมหาวิทยาลัยมีลักษณะร่วม ๕ ประการ ดังนี้

  • เป็นกิจกรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายมาก    เช่นในสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรมอุดมศึกษาทำรายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำ     แถมยังได้คนสมองดีไปใช้ประโยชน์อีกด้วย    แต่กิจกรรมเหล่านี้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจยากมาก
  • กิจกรรมเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ในการก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ
  • ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดโดยบังเอิญ   
  • ในหลายกรณี ผลค่อยๆ เกิดทีละเล็กละน้อย   สังเกตเห็นยาก วัดยาก
  • ผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มักเกิดหลังจากกิจการนั้นหมดความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยไปแล้ว    เช่นกรณีของกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจ

จะเห็นว่า ผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ที่มหาวิทยาลัยมีส่วนเป็นเรื่องไม่ตรงไปตรงมา  มีความหลากหลายมาก  ซับซ้อนมาก  มีความบังเอิญเกี่ยวข้อง  และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัต    การวัดผลกระทบจึงไม่ง่าย    มี ๓ แนวทางของการประเมินผลกระทบที่หนังสือเสนอไว้ คือ

  1. 1. วัดกระแสรายรับรายจ่ายของมหาวิทยาลัย ภายในพื้นที่นั้นๆ    โดยมองมหาวิทยาลัยคล้ายเป็นสถานประกอบการ
  2. 2. วัดความน่าเชื่อถือในฐานะสถาบันอุดมศึกษา    เช่นความสำเร็จของบัณฑิตในการประกอบอาชีพ เกิดรายได้ตลอดชีพเท่าไร   
  3. 3. ดูที่ดัชนีบอกกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น จำนวนการจดสิทธิบัตร  จำนวนสิทธิทางปัญญาที่มีผู้ซื้อสิทธิ์   จำนวนเงินที่ได้รับจากการขายสิทธิทางปัญญา 

หนังสือให้ตัวอย่างเทคนิควัดผลกระทบไว้หลายวิธี    แต่ผมไม่ได้นำมาเสนอ    

สรุปได้ว่า ผลกระทบของการทำหน้าที่มหาวิทยาลัย เป็นผลกระทบที่มีการสั่งสม และมีลักษณะ “มากกว่าผลบวกของผลกระทบแต่ละด้าน”    รวมทั้งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการปรับตัวเข้าหากันอย่างต่อเนื่องของสมาชิกของ “สามประสาน” หรือ “สี่ประสาน” ด้วย

ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้จากประเทศเยอรมนี

วิจารณ์ พานิช

๒๕ ก.ย. ๖๓