วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๓ ในการประชุมรีทรีตของ วสศ. ที่สวนสามพราน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสถาบัน มีวาระเรื่อง รายงานสังเคราะห์ผลการวิจัยติดตามมาตรการการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการออกกลางคันของเด็กเยาวชนยากจนและด้อยโอกาสของไทยในปีการศึกษา ๒๕๖๑ – ๒๕๖๒ โดย รศ. ดร. ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ผมเองก็เกือบออกจากการเรียนกลางคัน
ตอนนั้นน่าจะเป็น พ.ศ. ๒๔๙๕ ผมเรียนจบชั้น ป. ๔ ที่โรงเรียนประชาบาล ตำบลท่าย่าง ๑ (ชื่อในขณะนั้น) ไปสอบแข่งขันเข้าเรียนต่อชั้น ม. ๑ ที่โรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียน ชุมพร “ศรียาภัย” (ชื่อในขณะนั้น) ได้ วันที่ ๑๗ พฤษภาคมเริ่มเปิดเรียน ผมได้เพื่อนใหม่มากมาย มาจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งในตัวเมืองและในชนบท ชั้น ม. ๑ มี ๒ ห้อง นักเรียนห้องละ ๔๐ คน ผมอยู่ห้อง ข มีครูประจำชั้นเป็นผู้หญิงชื่อครูอุดม กัณหา ครูตั้งให้ ดช. เมธี ฤทธิ์โชติ เป็นหัวหน้าชั้น ว่ากันว่าเมธีสอบแข่งขันเข้าเรียนได้ที่ ๑
สมัยเป็นเด็ก ผมเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยบ่อย การต้องเดินทางเข้าเมืองไปเรียนน่าจะทำให้ผมซึ่งอายุ ๑๐ ขวบ เครียด และน่าจะเป็นเหตุให้ป่วยและลาป่วยบ่อย จึงเรียนหนังสือไม่ค่อยทัน เมื่อสอบซ้อมปลายภาคเรียนที่ ๑ (สมัยนั้นเรียน ๓ ภาค) ผมสอบได้เป็นที่ ๑๘ ในชั้น โดย ดช. พิรุณ เมืองหนู เด็กจากตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ สอบได้ที่ ๑ พิรุณเป็นลูกครู และได้รับทุนเข้าเรียน เป็นเด็กที่ลายมือสวยมาก
ผมตกใจมาก ที่ผลการเรียนตกต่ำขนาดนั้น เพราะสมัยนั้นผู้ใหญ่ดูว่าเด็กเรียนดีแค่ไหนโดยดูว่าสอบได้ที่เท่าไร ตอนเรียนชั้นประถมผมสอบได้ที่ ๑, ๒, ๓ มาตลอด ไม่เคยได้ที่ตัวเลขสูงกว่านั้นเลย เมื่อสอบได้ที่ถึง ๑๘ ก็ตกใจและรู้สึกท้อ คิดว่าตัวเองคงจะเอาดีเรื่องการเรียนไม่ได้ จึงไปบอกพ่อว่าตนเองเรียนได้ไม่ดี ลาออกจากโรงเรียนมาช่วยงานบ้านดีไหม พ่อบอกว่า “มึงลองเรียนอีกเทอม ดูว่าจะเรียนได้ดีขึ้นไหม” คนบ้านนอกสมัยนั้นพูดกับลูกว่ามึงกูโดยไม่ถือเป็นคำไม่สุภาพนะครับ
ผมจึงไปเรียนตามปกติ โดยหมั่นสังเกตว่าพิรุณและเมธีเขาเรียนและทำการบ้านอย่างไร จึงเรียนเก่ง ในฐานะเด็กบ้านนอก ผมเจียมตัวมากว่าตนเอง “กะเร่อ” (ภาษาใต้ หมายถึง เซ่อ) กับพิรุณผมคุยได้สนิทเพราะเขาพูดภาษาใต้ แถมยังสำเนียง “เหนือ” เสียด้วย คำว่า “เหนือ” ที่ชุมพรสมัยนั้น หมายความว่า บ้านป่า หรือหลังเขาห่างไกล เด็กที่เด่นจะได้รับการยอย่องจากครู โดยมอบให้เป็นคน “บอกจด” คืออ่านจากสมุดของครู ให้นักเรียนทั้งชั้นจดเอาไว้ท่อง ผมไม่เคยได้รับเกียรตินี้เลยตลอดเวลาเรียน ๕ ปี ที่โรงเรียนมัธยมที่ชุมพร คือในสายตาครูผมเป็นเด็กธรรมดาๆ ไม่มีอะไรเด่น แต่แม่ก็ดูแลผมอย่างดี ให้มีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่สะอาด
ผลสอบซ้อมปลายภาคเรียนที่ ๒ ผมได้ที่ ๒ เกินความคาดหมายของตัวเองและเพื่อนๆ เข้าใจว่าพิรุณยังคงสอบได้ที่ ๑ (ผมจำได้ไม่แม่น) หลังจากนั้นผมก็สอบได้ที่เลขตัวเดียวตลอด จึงอยู่ในกลุ่มเด็กตั้งใจเรียนและเรียนดี
ที่ตั้งชื่อบันทึกว่า เกือบเป็นเด็กออกนอกระบบกลางคันนั้น ตั้งโดยใช้มาตรฐานปัจจุบันนะครับ ในสมัยที่ผมเป็นเด็กนั้น การศึกษาภาคบังคับถึงชั้น ป. ๔ เท่านั้น เพื่อนๆ ของผมที่เรียนชั้นประถมด้วยกันส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนต่อ การได้เรียนชั้นมัธยมจึงถือว่าเป็นของแถม การได้เรียนชั้นมัธยมแล้วออกจากโรงเรียนกลางคันไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ อย่างเพื่อนร่วมชั้นของผมคนหนึ่งชื่อชอุ่ม บ้านอยู่ที่ตำบลบางคอย เลยบ้านผมไป ๑ ก.ม. เขาต้องนั่งเรือข้ามคลอง แล้วเดินไปโรงเรียน ๗ ก.ม. ไปกลับวันละ ๑๔ ก.ม. เพราะไม่มีเงินค่ารถ และสมัยนั้นการเดินไกลขนาดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่พอขึ้นชั้น ม. ๒ ชอุ่มก็หายไปเฉยๆ ไม่ไปโรงเรียน ซึ่งครูก็ไม่ได้ไปตาม เพราะไม่มีครูคนไหนรู้จักบ้านของชอุ่ม ผมเองก็ไม่รู้
ดังนั้น เมื่อเรียนจบชั้น ม. ๕ เพื่อนถามว่า “ไอ้จาน ปีหน้ามึงจะไปเรียนต่ออะไร” ผมตอบว่า “ไม่รู้ ไม่เห็นพ่อแม่ว่าอะไร คงอยู่บ้านทำงานมั้ง” ที่ตอบเช่นนั้นก็เพราะผมไม่มีความคิดเรื่องเรียนต่อหลังเรียนจบ ม. ๖ เลย
วันหนึ่งราวปลายเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ พ่อผมมาบอกว่า ครูพิเชษฐ์ (บัวลอย) ครูประจำชั้น ม. ๔ และ ม. ๕ ของผม ไปตามหาตัวพ่อและบอกว่า ต้องให้วิจารณ์เรียนหนังสือต่อ เด็กคนนี้เรียนหมอได้สบาย แต่อย่ารอให้เข้ากรุงเทพตอนจบ ม. ๖ เพราะจะไม่รู้ลู่ทางเรียนต่อ ให้ส่งไปเรียน ม. ๖ ที่กรุงเทพปีหนึ่งก่อน แล้วจึงสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แล้วจึงสอบเข้าจุฬาฯ เพื่อเรียนแพทย์
คำแนะนำของครูพิเชษฐ์คงจะปลุกให้พ่อผมตื่นจากการตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินเพื่อสร้างฐานะ หันมาคิดเรื่องการศึกษาของลูกๆ ทำให้ชะตาชีวิตของผมพลิกผัน รวมทั้งชะตาชีวิตพ่อแม่ก็พลิกผันด้วย ทำให้ท่านมีลูกชายเป็นหมอถึง ๓ คน จบเกษตรเป็นเกษตรกรฐานะดี ๓ คน และเป็นพยาบาลภรรยาหมออีก ๑ คน
วิจารณ์ พานิช
๑๖ ส.ค. ๖๓
ห้อง ๖๒๖ โรงแรมสวนสามพราน