สาระในตอนที่ ๓ นี้    ผมตีความจากหนังสือ Developmental Evaluation : Applying Complexity Concepts to Enhance Innovation and Use (2012) บทที่ 1 Developmental Evaluation Defined and Positioned   หน้า ๒๐ - ๒๖  

ความแตกต่างระหว่าง DE กับการประเมินโดยทั่วไปมี ๗ ประการ คือ  (๑) เป้าประสงค์   (๒) จุดโฟกัส  (๓) วิธีการ  (๔) บทบาทและความสัมพันธ์  (๕) ผลลัพธ์และผลกระทบ  (๖) การปฏิบัติต่อความซับซ้อน  (๗) คุณสมบัติของนักประเมิน    โดยมีรายละเอียดความแตกต่างดังในตาราง   



การประเมินโดยทั่วไป การประเมินแบบ DE  ที่มีสมมติฐานความซับซ้อน
๑  เป้าประสงค์และสถานการณ์
๑.๑ เป้าประสงค์ของการประเมิน เน้นประเมินเพื่อปรับปรุง (formative)  และประเมินผลลัพธ์ (summative)     เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม (innovation)  และเพื่อการปรับการดำเนินการ (intervention) ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพลวัต
๑.๒ สถานการณ์ที่เหมาะสม สถานการณ์ที่มั่นคง ควบคุมได้    รู้ต้นตอของปัญหา   มีหลักการของการดำเนินการชัดเจน  รู้เป้าหมายสุดท้าย   ตัวแปรที่มีผลกระทบต่อ outcome ควบคุมได้ วัดได้ และทำนายได้ สภาพแวดล้อมมีความซับซ้อนและเป็นพลวัต    ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาหลัก    มีแนวทางดำเนินการได้หลากหลายวิธี  แต่ไม่มั่นใจว่าควรใช้วิธีใด    ต้องการการสำรวจ  การทดลอง  และนวัตกรรม ในการดำเนินการ
๑.๓ ชุดความคิดหลัก ค้นหาว่ารูปแบบการดำเนินการตามโมเดลที่กำหนด ได้ผลหรือไม่   เน้นที่ประสิทธิผล  ประสิทธิภาพ  ผลกระทบ  และโอกาสขยายผล ค้นหาแนวทางที่เป็นไปได้    สร้างแนวคิดและทดสอบผล    ทดลองโมเดลก่อนเป็นทางการ   เป็นการประเมินแบบ pre-formative และไม่มีการประเมินผล (summative)    แต่คาดหวังการเคลื่อนสู่นวัตกรรมและการพัฒนา    ไม่หวังได้รูปแบบดำเนินการตายตัว  
จุดโฟกัสและเป้าหมายของการประเมิน
๒.๑ เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบ (outcomes) ที่กำหนด ต่อกลุ่มผู้ได้รับผลที่กำหนด, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมส่วนบุคคล และตัวชี้วัดการบรรลุผลสำเร็จ  การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่ระบบย่อยระดับท้องถิ่น ไปจนถึงการเปลี่ยนขาด (disruptive innovation) ของระบบสังคมภาพใหญ่   ในปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง
๒.๒ พลังขับเคลื่อนการดำเนินการ เน้นที่ผลกระทบ    ตัวระบบถือเป็นบริบท เน้นการเปลี่ยนระบบ    ส่วนผลกระทบเป็นสิ่งผุดบังเกิดจากพลวัต 
๒.๓ จุดโฟกัสของการประเมิน

Formative: เพื่อปรับปรุงโมเดลการดำเนินการ เตรียมพร้อมรับการประเมินผล

Summative : ตัดสินผลการดำเนินการว่าคุ้มค่าหรือไม่  สำเร็จหรือล้มเหลว
Developmental : ให้ feedback ตรงตามกาละ เพื่อหนุนการพัฒนา    สร้างการเรียนรู้หนุนการกระทำในกระบวนการพัฒนา
๒.๔ แนวทางการประเมิน การประเมินเป็นแบบ top-down (ขับเคลื่อนด้วยทฤษฎี)  หรือ bottom-up (มีส่วนร่วม) การประเมินช่วยนวัตกรฟันฝ่าพื้นที่ที่ไม่ชัดเจนที่กระแส top-down กับ bottom-up มากระทบกัน
โมเดลและวิธีการ
๓.๑ โมเดลที่ใช้ ใช้ cause – effect หรือ linear model   มี input, process, output ที่ชัดเจน   ประเมินผลที่เกิดจากโมเดล    คิดจากเหตุไปหาผล ออกแบบการประเมินโดยใช้ design thinking  เพื่อจับประเด็นและทำแผนที่ของพลวัตเชิงระบบที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลง    ค้นหาความเชื่อมโยงที่ผุดบังเกิด   นำข้อมูลที่ตรวจจับได้ไปคิดย้อนทางไปสู่ต้นทางคือต้นเหตุ    คือคิดจากผลไปหาเหตุ    
๓.๒ ความเข้าใจผิดๆ  (counterfactuals) เอาใจใส่ความเข้าใจผิดๆ  ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ ความเข้าใจผิดๆ เป็นส่วนหนึ่งของความซับซ้อน (complexity)    ซึ่งจะมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ อย่างซับซ้อน ตามความเป็นจริง   
๓.๓ วิธีวัด วัดผลสัมฤทธิ์เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า  โดยเป้าหมายนั้นมีลักษณะ SMART (specific, measurable, achievable, realistic, time-bound) พัฒนากลไกติดตามและวัดทันใดเมื่อผลกระทบเริ่มโผล่    อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่วัดและวิธีวัดเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไป    เมื่อพบทางสามแพร่งมีการตัดสินใจสู่การสร้างนวัตกรรม
๓.๔ เอาใจใส่ผลที่ไม่คาดคิดไว้ก่อน แสดงท่าทีรับรู้อย่างเสียไม่ได้ต่อผลดี และผลร้าย ที่ไม่คาดหมาย คาดหวังสิ่งที่ไม่คาดคิด    การประเมินมุ่งจ้องหาสิ่งที่ไม่คาดไว้ก่อน  และสิ่งผุดบังเกิด
๓.๕ ความรับผิดชอบออกแบบการประเมิน ผู้ประเมินเป็นผู้ออกแบบ และควบคุมการประเมิน ผู้ประเมินร่วมกับผู้ปฏิบัติงานในการออกแบบการประเมินที่หมาะสมต่อกระบวนการสร้างนวัตกรรม เมื่อมองจากมุมของหลักการ และจากมุมมองขององค์กร 
๓.๖ ปรัชญาของวิธีประเมิน เน้นความถูกต้องแม่นยำของวิธีการประเมินเป็นหลัก  การใช้ประโยชน์เป็นรอง    เน้นคุณภาพตามมาตรฐานของงานวิจัย เน้นการใช้ประโยชน์   เลือกวิธีการตามความต้องการใช้หนุนการพัฒนา
๓.๗ กระบวนการตีความ ใช้นิรนัย (deduction) เป็นหลัก    ใช้อุปนัย (induction) ในบางโอกาส    ซึ่งหมายความว่าเน้นการตีความข้อมูล  ให้ความสำคัญต่อบริบทน้อย ขยายหรือเชื่อมโยงความหมาย (abduction) สู่การปฏิบัติ    เพื่อนำผลประเมินสู่การใช้ประโยชน์  
บทบาทและความสัมพันธ์  
๔.๑ ท่าทีของผู้ประเมิน ผู้ประเมินเป็นอิสระ เพื่อความน่าเชื่อถือ  ไม่ว่าจะเป็นผู้ประเมินที่อยู่ภายในทีมปฏิบัติงาน หรืออยู่ภายนอก ผู้ประเมินเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนานวัตกรรม  ทำหน้าที่กระบวนกรและโค้ชของกระบวนการเรียนรู้   นำเอาวิธีคิดเชิงประเมินมาสู่ทีมงาน   ความน่าเชื่อถืออยู่ที่ปฏิสัมพันธ์แบบเคารพซึ่งกันและกัน
๔.๒ กลไกของความรับผิดรับชอบ (accountability)   ความรับผิดรับชอบอยู่นอกทีมประเมิน  และนอกทีมทำงาน   คืออยู่ที่แหล่งทุน   โดยมีเกณฑ์ประเมินที่ชัดเจน  ความรับผิดรับชอบอยู่ที่ทีมประเมินเป็นหลัก   จากการมีความมุ่งมั่น และเห็นคุณค่าต่อการสร้างสรรค์    แหล่งทุนแสดงความรับผิดรับชอบผ่านการร่วมเรียนรู้และพัฒนา
๔.๓ ฐานะของการประเมิน ในการบริหารองค์กร การประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์  มอบหมายให้กลไกภายนอกดำเนินการ การประเมินเป็นภารกิจด้านภาวะผู้นำ  เพื่อหล่อเลี้ยงภาวะผู้นำในการทดสอบความเป็นจริง การมุ่งผลลัพธ์ และเน้นการเรียนรู้
ผลและผลกระทบของการประเมิน
๕.๑ ข้อค้นพบจากการประเมินที่ต้องการ Best practices ที่ผ่านการตรวจสอบ  และใช้การได้ข้ามกาละและเทศะ หลักการสำหรับใช้ชี้นำภาคปฏิบัติ  ที่สามารถปรับใช้ได้ในบริบทของพื้นที่
๕.๒ การนำไปใช้ขยายผล การนำ best practice ไปใช้ขยายผลให้ได้ผล ต้องปฏิบัติตามรายละเอียดอย่างเคร่งครัด การนำหลักการไปใช้ขยายผลต้องปรับให้เหมาะต่อบริบทของพื้นที่
๕.๓ แนวทางเสนอรายงาน รายงานเชิงวิชาการ  เป็นทางการ  เป็นเล่มหนา ใช้ภาษาของบุรุษที่สาม เน้นรายงานเป็น feedback รวดเร็วฉับพลัน  ใช้ภาษาของบุรุษที่หนึ่ง
๕.๔ ผลกระทบของการประเมิน ต่อวัฒนธรรมองค์กร บ่อยครั้งที่การประเมินนำไปสู่ความกลัวล้มเหลว การประเมินนำไปสู่ความกระหายใคร่เรียนรู้
๕.๕ ขีดความสามารถด้านการประเมินที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการประเมิน ไม่ใช่เป้าหมาย   ตัวเป้าหมายคือการได้รับผลการประเมินที่ดี ผ่านวิธีการประเมินที่เอาจริงเอาจัง กระบวนการประเมิน นำไปสู่การสร้างและสั่งสมขีดความสามารถในการคิดและการมีปฏิสัมพันธ์กันเชิงประเมิน
ท่าทีต่อความซับซ้อน (complexity)
๖.๑ ท่าทีต่อความไม่แน่นอน (uncertainty) มุ่งให้มีความแน่นอนและคาดการณ์ได้มากที่สุด คาดหวังความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้  ซึ่งเป็นธรรมชาติของสถานการณ์ที่ซับซ้อนและเป็นพลวัต
๖.๒ ท่าทีต่อการควบคุม (control) ผู้ประเมินพยายามควบคุมการออกแบบการประเมิน และกระบวนการประเมิน ผู้ประเมินพยายามไม่ควบคุม   อยู่กับสิ่งที่เผยตัวออกมาและตอบสนองตามความเหมาะสม อย่างคล่องตัว
คุณภาพของวิชาชีพประเมิน
๗.๑ คุณลักษณะสำคัญของผู้ประเมิน แม่นด้านวิธีวิทยา  ประเมินจริงจัง  อิสระ  น่าเชื่อถือต่อบุคคลภายนอกและต่อแหล่งทุน  แม่นยำด้านการวิเคราะห์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ยืดหยุ่นด้านวิธีวิทยา   เลือกสรรและปรับตัว,   คิดกระบวนระบบ คือมีดุลยภาพระหว่างคิดสร้างสรรค์กับคิดอย่างมีวิจารณญาณ,  อดทนต่อความไม่ชัดเจน,  เปิดรับและคล่องแคล่ว,  มีทักษะด้านการทำงานเป็นทีม และทักษะด้านคน คือมีความสามารถในการเป็นกระบวนกรทำกิจกรรมใคร่ครวญสะท้อนคิดกลุ่ม เพื่อเสนอแนะมาตรการ  
๗.๒ มาตรฐานและจริยธรรมการประเมิน รู้และปฏิบัติตามมาตรฐานของวิชาชีพนักประเมิน รู้และปฏิบัติตามมาตรฐานของวิชาชีพนักประเมิน



เป้าประสงค์ในการใช้ DE

DE มีที่ใช้ใน ๕ เป้าประสงค์คือ

  1. 1. ใช้ปรับงานพัฒนาที่กำลังดำเนินการ  ทั้งที่เป็นงานระดับโครงการ  ชุดโครงการ  กิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์  การประยุกต์นโยบาย  หรือการริเริ่มเชิงนวัตกรรม   ไปสู่สภาพใหม่ ในระบบที่ซับซ้อนและเป็นพลวัต
  2. 2. ปรับใช้หลักการที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล เอาไปประยุกต์ใช้ในต่างบริบท
  3. 3. ใช้ในการพัฒนางานตอบสนองเร่งด่วนต่อวิกฤติ เช่นภัยพิบัติธรรมชาติ  หรือวิกฤติเศรษฐกิจ
  4. 4. ใช้พัฒนานวัตกรรมช่วงเบื้องต้น (preformative development)  ก่อนดำเนินการพัฒนาจริง
  5. 5. ใช้ในการเปลี่ยนระบบใหญ่   เพื่อตรวจสอบหาจุดพลิกผัน (tipping point) 

 วิจารณ์ พานิช

๒ ส.ค. ๖๓